ในขณะที่สังคมไทยให้ความสนใจกับการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังรณรงค์หาเสียงแย่งชิงอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินกันอย่างเข้มข้น
มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวงราชการประการหนึ่งคือการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปประกอบการตรวจพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างระเบียบดังกล่าวมีอยู่ว่า
1.กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ประกอบด้วย หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทุกกระทรวง หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นเป็นกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และเจ้าหน้าที่สำนักตรวจราชการที่ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมาย จำนวน 2 คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการการได้มา และการทำหน้าที่ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน (ทปษ.ภาคประชาชน) วางแนวทางปฏิบัติงานของ ทปษ.ภาคประชาชน เพื่อการมีส่วนร่วมกับกลไกการตรวจราชการอย่างมีประสิทธิภาพ พิจารณาและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเพื่อเสนอชื่อเป็น ทปษ.ภาคประชาชน และเสนอความเห็นต่อปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในการปฏิบัติงานของ ทปษ.ภาคประชาชน เป็นต้น
...
2.กำหนดให้ในจังหวัดหนึ่งให้มี ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน 4 ด้านคือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวิชาการ ด้านละไม่เกิน 3 คน รวมแล้วจังหวัดหนึ่งไม่เกิน 12 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษา ข้อมูล ข้อเท็จจริง และประเด็นปัญหาในพื้นที่แก่ผู้ตรวจราชการในเรื่องที่ตรวจราชการหรือตามที่ได้รับการประสานงาน เข้าร่วมการตรวจราชการกับผู้ตรวจราชการตามที่ได้รับการประสานงาน นำนโยบาย และผลงานของหน่วยงานที่ได้รับจากการเข้าร่วมการตรวจราชการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ และรับฟังข้อมูลย้อนกลับเสนอต่อผู้ตรวจราชการ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ผู้ตรวจราชการมอบหมาย
3.กำหนดให้ สปน.จัดทำการประเมิน ทปษ.ภาคประชาชน เพื่อพัฒนากลไก ทปษ.ภาคประชาชนให้เข้มแข็งและยั่งยืน และให้นำผลการประเมินไปประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ
4.กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่และจริยธรรมของ ทปษ.ภาคประชาชน
5.กำหนดให้ สปน.จัดทำข้อมูลสารสนเทศของ ทปษ.ภาคประชาชน รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนากลไก ทปษ.ภาคประชาชน ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจราชการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
6.กำหนดให้จังหวัด ส่วนราชการระดับจังหวัด และอำเภอ หรือเขตให้ความร่วมมือและสนับสนุน ทปษ.ภาคประชาชนในการปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่
7.กำหนดให้ผู้ตรวจราชการสนับสนุนกลไก ทปษ.ภาคประชาชน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจราชการ เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
ความคิดที่ให้ประชาชนในจังหวัดช่วยเป็นหูเป็นตาและให้คำปรึกษาแก่ผู้ตรวจราชการที่ไปจากส่วนกลางนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง
แต่กระบวนการให้ได้มาซึ่ง ทปษ.ภาคประชาชน นี้ต้องรอบคอบรัดกุมให้ได้คนที่เหมาะสมจริงๆ มิใช่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดชี้ตัวเอาใครก็ได้ที่พอใจ.
“ซี.12”