เส้นตาย...ใครเป็นใครรู้กัน

หลังจาก กกต.เปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งแบบเขตพื้นที่ ปาร์ตี้ลิสต์และการเสนอบุคคลเข้าสู่บัญชีนายกฯ

จาก 4-8 ก.พ.62 วันนี้จึงเป็นวันสุดท้ายที่จะรู้กันว่าแต่ละพรรคมีผู้สมัครกี่คน ทั้ง 2 ระบบ และใครจะเป็นนายกฯของแต่ละพรรคเพื่อให้รัฐสภาลงมติ

หลายพรรคได้ประกาศรายชื่อผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกฯไปแล้ว แม้แต่พรรคเพื่อไทยก็ชัดเจนแล้ว เหลือก็แต่พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยรักษาชาติที่ยังไม่ลงตัว

แต่ที่น่าสนใจก็คือพลังประชารัฐ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยื่นลายเซ็นให้หรือไม่ หากตัดสินใจเอาแน่ก็จบกันวันนี้

หากไม่เอาก็ตัวใครตัวมัน!!!

เท่าที่ฟังเสียงล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าจะตีความกันด้วยการร่ายยาวหลายประโยคซึ่งตีความแล้วพอจะรู้คำตอบล่าสุดได้

“กำลังดูนโยบายของพรรคพลังประชารัฐอยู่หลายอย่าง ทำกันแล้ว จะพิจารณาไม่เกินวันที่ 8 ก.พ. ขอให้เวลาผมบ้าง เพราะทำงานอย่างอื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ

ประชาชนต้องช่วยกันดูแลหน่อยแล้วกัน ว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม เราต้องคิดถึงการปฏิรูปการเมือง การปรองดองสมานฉันท์ ต้องดูว่าคนที่เข้ามาทำงานการเมืองวันนี้มีใครบ้างที่ปรองดองสมานฉันท์ ไม่ใช่ต่อยตีกันตลอดเวลาก็ไปไม่ได้

วันหน้าการเลือกตั้งถึงจะได้รัฐบาลมาจะได้ความเชื่อมั่นหรือไม่ ถ้าเรากันเองไม่เชื่อมั่นกันตรงนี้

“ผมเผื่อทุกเรื่อง พร้อมทุกอย่างที่จะทำอะไรก็ได้ คิดอยู่อย่างเดียวคือภาระดูแลประเทศชาติมา 3-4 ปี มีอะไรดีขึ้นตั้งเยอะแยะ แต่ก็มีอะไรที่ไม่ได้ทำเยอะแยะเหมือนกัน อะไรที่ประชาชนคาดหวังอยากทำให้ดีที่สุด”

เท่าที่ฟังตามแล้วอย่างหนึ่งคือการได้ศึกษานโยบายของพลังประชารัฐเพียงพรรคเดียว อย่างหนึ่งอยากทำงานต่อ อย่างหนึ่งเตรียมใจหรือเผื่อใจแล้วว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

...

หมายความว่าเมื่อตัดสินใจกระโดดเข้าสู่การเมืองเต็มตัวก็เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับมันได้ แม้จะต้องถูกแรงเสียดทานจากนักการเมือง

อีกทั้งหากผิดหวังไม่ได้เป็นนายกฯก็ทำใจได้ยอมรับสภาพ

มาถึงตอนนี้คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะกระโดดเข้าสู่การเมืองเต็มตัวหรือไม่?

ในความเห็นผมเชื่อว่า ณ ตอนนี้ใจไปแล้ว 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เหลือแต่เพียงการประกาศเป็นทางการเท่านั้น

หากพิจารณาดูให้ดี ก่อนหน้าดูเหมือนว่าแกนนำพรรคพลังประชารัฐดูค่อนข้างจะเครียดกันไม่น้อย เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเข้าพรรคหรือไม่

ที่ว่าอย่างนี้พลังประชารัฐเหมือนขาดจิ๊กซอว์สำคัญ หาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มานำพรรคในฐานะนายกฯ

ลำพังระดับนำของพรรคพลังประชารัฐไม่ว่าจะเป็นนายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล

“สมศักดิ์ เทพสุทิน” - “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”

ต่างไม่มีบารมีพอที่จะมานำพรรคได้ มีเพียงความสามารถเฉพาะตัว หรือความเป็นนักการเมืองที่เก๋าเกม

เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องยอมรับว่า ตำแหน่งนายกฯนั้นถือเป็นประเด็นใหญ่ จึงต้องสู้กันระหว่าง “ใหญ่ต่อใหญ่”

สุดท้ายก็คือ “ทักษิณ-ประยุทธ์” ที่จะวัดอนาคตการเมืองไทย.

“สายล่อฟ้า”