ฝุ่นการเมืองตลบ ฝุ่นพิษคละคลุ้ง

เท่าที่มองสถานการณ์การเลือกตั้งที่เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเอาเป็นว่าเหลือเวลาอีกราว 2 เดือนที่จะต้องกาบัตรกันแล้ว

เมื่อการเมืองยังเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์การต่อสู้กันในสนามเลือกตั้ง จึงมีการคาดการณ์กันทำนอง

“ดุเดือด เลือดพล่าน” แน่

ที่สำคัญการซื้อเสียงยังเป็นวิธีการที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญ อันจะนำไปสู่ชัยชนะได้ของพรรคการเมืองนั้น

นักวิชาการอิสระ “ทวิสันต์ โลณานุรักษ์” ได้ชี้เอาไว้ 3 ประเด็นในความเข้มข้นที่มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

1.ระบบการเลือกตั้งนี้เป็นการเก็บทุกคะแนน แม้จะสอบตกแต่คะแนนจะถูกนำมาใช้ได้ด้วยการกาบัตรเพียงใบเดียว แต่ได้ทั้ง ส.ส.เขต ปาร์ตี้ลิสต์ และได้นายกฯ

เมื่อทุกคะแนนมีความหมายค่าสมัครกับคะแนนคุ้มกัน เพราะทุกคนไปช่วยกันเก็บคะแนนที่ผ่านมา พรรคการเมืองจะประเมินว่าถ้าพื้นที่ใดไม่มีโอกาสก็จะไม่ส่งลงสมัคร

แต่วันนี้จะส่งให้ครบ หรือเกือบครบทั้ง 350 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ

2.ขณะนี้ กกต.แจ้งว่ามีพรรคการเมืองทั้งสิ้น 104 พรรค หากส่งกันครบ 350 เขต ก็จะมีผู้สมัคร 36,400 คน กกต.ให้ใช้เงินคนละ 1.5 ล้าน ถ้าใช้กันจริงรวมยอดแล้วจะตก 54,600 ล้านบาท

3.หลังวันลงคะแนนด้วยกฎกติกาที่เข้มข้นนี้จะทำให้มีการร้องเรียนกันมาก อาจจะถึงขั้นทำให้การประกาศรับรองผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งล่าช้าเกินกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดก็ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้การเลือกตั้งจะต้องใช้เงินเพื่อการหาเสียงในหลายรูปแบบ เช่น การเชิญคนมาฟังปราศรัยแถลงนโยบาย ซึ่งจะมีทั้งที่ศรัทธาและมาด้วยค่าใช้จ่าย ไม่ว่าพรรคใหญ่ พรรคเล็กดำเนินในลักษณะนี้

นอกจากนั้นการรณรงค์หาเสียงของพรรคและนักการเมือง ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายเหล่านี้นักการเมืองไม่ได้นำไปไว้ในบัญชี 1.5 ล้าน ที่ กกต.กำหนด

...

คิดค่าใช้จ่ายโดยรวมแล้วจะทำให้เงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท

ในบางพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันสูงและต่างประกาศว่า “แพ้ไม่ได้” จึงมีแนวโน้มที่จะมีการซื้อเสียงแบบปูพรม เช่น เขตเลือกตั้งนั้นมีไม่ต่ำกว่า 80,000-100,000 เสียง เพื่อให้ได้คะแนนประมาณ 50%

การซื้อเสียงคงจะไม่ใช่หัวละ 500 บาท เหมือนในอดีตเสียแล้ว ซึ่งจะต้องมากกว่าปัจจุบัน ประชาชนระดับล่างได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในรูปแบบต่างๆในแต่ละเดือน

เงิน 500 บาทในยุคนี้จึงไม่สามารถชักชวนหรือจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจเลือก จึงส่งผลให้ผู้สมัครต้องแข่งขันกันสูง

การซื้อเสียงอาจจะต้องปูพรม 2 รอบ การเก็บบัตรประชาชนคล้ายเป็นการหมั้นหมายกันไปไว้ก่อน เพราะถ้าไม่มีบัตรประชาชนไปแสดงก็จะตกลงในรายละเอียดอื่นๆไม่ได้

ประเด็นสำคัญก็คือ ปัญหาการทุจริตด้วยการซื้อเสียงขายสิทธิที่ กกต.จะจับผิดก็คงจะไม่ได้ผลเหมือนที่ผ่านมา เพราะกฎหมายให้เอาผิดทั้งผู้แจกและผู้รับการจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนจะเป็นเรื่องยากกว่าเดิม

ครับ...เป็นความเห็นที่น่าคิด

เพราะแม้ว่ารัฐธรรมนูญที่มุ่งหวังเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองถึงกับเรียกกันว่า “ฉบับปราบโกง” รวมถึงกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งที่เข้มข้น

เอาเข้าจริงแล้วแทนที่จะแก้ปัญหา แต่กลายเป็นเรื่องที่ไปส่งเสริม เพื่อให้เกิดการทุจริตมากขึ้นซ้ำเข้าไปอีก

เพราะนักการเมืองไทยนั้นสุดยอดวิชามารอยู่แล้ว.

“สายล่อฟ้า”