เป็นบิ๊กข้าราชการอีกคนที่ยืนอยู่ระดับแถวหน้า กล้าหาญลุยต่อสู้อิทธิพลมืดปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าจากกำมือนายทุนคืนชาวไทย หลังอำลาตำแหน่งอธิบดี ก็ประกาศสานต่อ อุดมการณ์เป็นนักสู้ผู้พิทักษ์ป่า ตั้งพรรคการเมืองเพื่อผลักดันนโยบายปฏิวัติผืนแผ่นดินไทยให้เขียวขจี
พรรคการเมืองน้อยใหญ่จะมีนโยบายหาเสียงไฉไลแค่ไหน นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย ไม่หวั่นสะพรึงให้เสียเวลา
ประกาศปักธงชัด องค์กรไหนจัดดีเบตนโยบายทวงคืนผืนป่า พร้อมเผชิญหน้ากับทุกพรรคการเมือง
เน้นพื้นฐานชีวิตของชาวบ้าน ผลกระทบใกล้ตัว จับต้องได้
เป็นพรรคเล็กขอเน้นนโยบายเฉพาะด้าน ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 350 เขต พยายามจะส่งให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ อ้างมีทุนรอนน้อยนิด ติดขัด ติดใจรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงบ้างนิดหน่อย
โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยย้ำเสมอว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีที่สุด ผลการเลือกตั้งทุกคะแนนไม่ตกน้ำ
ขอย้อนแย้งไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าจะมีคะแนนตกน้ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้ง ภายใต้พรรคการเมืองเกือบ 100 พรรคจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ส.ส.
สมมติ 72,000 คะแนนได้ ส.ส. 1 คน ปรากฏว่า พรรค ก.ได้ 70,000 คะแนน พรรค ข. ได้ 65,000 คะแนน พรรค ค.ได้ 60,000 คะแนน พรรค ง.ได้ 5,000 คะแนน พรรคอื่นๆอีก
ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ รวมแล้วประมาณเกือบ 2 ล้านคะแนน คำนวณแล้วได้ ส.ส.เกือบ 30 คน แต่ไม่ได้ ส.ส.เลยสักที่นั่ง
ทั้งที่เสนอไปแล้วให้คะแนนตกน้ำทั้งหมด คิดเป็น ส.ส. 30 คน ให้พรรคเล็กทั้งหมดจับสลากว่าพรรคไหนจะได้ ส.ส.บ้าง ทุกคะแนน ถึงจะไม่ตกน้ำตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ก็ต้องถาม กรธ.ที่ไม่เคยลงเลือกตั้ง ออกแบบกติกาได้อย่างไร เอาความมันและจินตนาการไปเรื่อย
...
กติกาจะเป็นอย่างไร ขอเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้ง แม้เป็นพรรคที่ไม่เคยมี ส.ส.มาก่อน ผู้ที่จะลงสมัครหลายคนก็กังวลว่าสวมเสื้อพรรคนี้จะไม่ได้เข้าสภา
ฉะนั้นใครตัดสินใจร่วมอุดมการณ์ จะต้องมีความมุ่งมั่น มีใจรักษ์ธรรมชาติและป่าไม้
ลงพื้นที่เป้าหมาย ขายนโยบายปกป้องทรัพยากรป่าไม้ของประเทศเป็นหลัก
เรื่องของเรื่องขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดๆ พูดถึงการรักษาป่าไม้ครบวงจรอย่างจริงจัง
ตอนนี้ป่าไม้ทั่วประเทศเหลือ 102 ล้านไร่ ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรี ต้องการเพิ่มป่าไม้เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ 160 กว่าล้านไร่
ต้องปลูกป่าไม้ปีละ 4 หมื่นไร่ 100 ปีถึงจะเต็มพื้นที่ตามเป้าหมาย ท่ามกลางป่าไม้ถูกทำลายเฉลี่ยปีละ 1 ล้านไร่ ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายล้างอย่างรวดเร็ว
วิธีแก้ไข เริ่มต้นจุดประกายเล็กๆจากป่าที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ฉีดยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง ต้นน้ำลำธารปนเปื้อนสารพิษแพร่กระจายลงใต้ดิน ไหลลงแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ไหลรวมแม่น้ำเจ้าพระยา เกษตรกรอาศัยพื้นที่ในการทำการเกษตร อาศัยปลาในแม่น้ำเป็นอาหาร
ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ปล่อยไว้เนิ่นนานไปยิ่งอันตราย นับวันยิ่งทวีความรุนแรง คนร่ำรวยสามารถเลือกบริโภคผักปลอดสารพิษได้ แต่คนยากจนปิดประตูแห่งโอกาสนั้นเลย
บริโภคทุกวันก็สะสมสารพิษจนเกิดโรคร้าย คนป่วยล้นเตียงโรงพยาบาล ครอบครัวไหนมีคนป่วย ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจในครอบครัว ซ้ำเติมฐานะให้ยากจนยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีเคยโวยต้องทุ่มงบประมาณเพิ่มค่าหัวรักษาพยาบาลให้ประชาชน
แล้วทำไมเราไม่แก้ไขปัญหาเบื้องต้น โดยประกาศให้เป็นประเทศผักปลอดสารพิษ ประชาชนจะปรบมือรัวๆให้ทั้งประเทศ
ในเมื่อพรรคการเมืองไม่กล้าประกาศนโยบายนี้ หลังเลือกตั้งหากพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทยได้
ส.ส.เข้าไปเป็นปากเสียงแทนประชาชนหรือได้เป็นรัฐบาลหรือมีอำนาจ
ภายใน 7 วันจะมีโมเดลนำร่อง โดยสั่งให้ร้านขายอาหารตามสถานที่ราชการทั่วประเทศ ต้องใช้ผักปลอดสารพิษประกอบอาหารให้ประชาชนบริโภค
โดยให้ชุมชนแต่ละจังหวัดผลิตผักปลอดสารพิษป้อน สร้างเศรษฐกิจชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ในที่สุดผักปนเปื้อนสารพิษก็จะหมดไปและประชาชนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย
ถึงวันนั้นโรคต่างๆที่เกิดจากการสะสมสารพิษ ทั้งโรคมะเร็ง ซึ่งติดอันดับหนึ่งของเอเชีย ติดอันดับ 6 ของโลก เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต ก็จะค่อยๆลดลง
นโยบายการปลูกป่าก็เช่นกัน ในฐานะเคยอยู่ป่าต้นน้ำมากว่า 30 ปี ขอบอกว่าวิธีการปลูกป่ารูปแบบเดิมๆจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะจำนวนประชากรแปรเปลี่ยนไปมาก ที่ดินมีจำกัด
การปลูกป่าต้นน้ำที่ได้ผลดีคือปลูกโดยประชาชน สามารถพลิกภูเขาหัวโล้นให้เป็นป่าเขียวชะอุ่ม
โดยตั้งกองทุน มีรายได้จากต่างชาติที่สนับสนุนคาร์บอนเครดิตและโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ
แล้วเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการปลูกต้นไม้กู้โลกร้อน ต้นไม้ที่โตขึ้นปีที่ 3 ก็สามารถสร้างรายได้ตลอดชีวิต โดยวัดจากต้นไม้ที่เติบโตขึ้น ชาวบ้านจะมีรายได้ดีกว่าปลูกกะหล่ำปลี ข้าวโพด เป็นแรงจูงใจเปลี่ยนอาชีพที่ทำอยู่
แค่ไม่กี่ปีสารพิษตกค้างในแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน แม่น้ำเจ้าพระยาก็จะหมดไป พืช ผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษทั้งประเทศ สุขภาพของประชาชนดีถ้วนหน้า และโลกจะหมุนกลับ ชาวบ้านขี่คอนายทุน ความเหลื่อมล้ำจะหมดไป
ผมให้ความสำคัญป่าต้นน้ำอันดับแรกและเร่งด่วน ตามที่นายกรัฐมนตรีเคยบอกว่าต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าทั้งประเทศ 50 เปอร์เซ็นต์
ที่เหลือทั้งที่ดินกรรมสิทธิ์มีโฉนด ที่ดินรัฐจัดสรรให้ชาวบ้าน ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมีผู้บุกรุกทำกิน ก็ต้องปฏิรูปใหม่หมด
อาทิ ผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ นำไปปลูกยางพารา ปาล์ม หลายล้านไร่ ก็จะเปิดให้ผู้บุกรุกเช่าไร่ละ 10 บาท แบ่ง 5 บาทให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และ 5 บาทให้กรมป่าไม้ พร้อมต้องปลูกป่าอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายจะได้ผลผลิตมากกว่าที่ปลูกยางพาราหรือปาล์ม
พร้อมแนะนำชาวบ้านให้หันมาปลูกต้นไม้ 171 ชนิดตามที่กรมป่าไม้ กำหนด จะได้รับเงินชดเชยจากโลกร้อนตราบเท่าที่ยังไม่ตัดต้นไม้
ไม่ว่าเราจะได้ ส.ส.หรือไม่ จะต้องเดินหน้าทำทันที แม้ได้ ส.ส. แค่เสียงเดียวก็จะผลักดันให้ดีกว่าพรรคที่มี ส.ส. 200 เสียง ถ้าพรรคไม่ได้รับเลือกตั้งเลยสักเสียงเดียว ก็ยังทำหน้าที่นอกสภา เพื่อผลักดันนโยบายนี้ต่อไป
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า นโยบายรักษาป่าไม้ตั้งแต่ปี 2504 จนถึงปัจจุบัน หลายพรรคมีนโยบาย ด้านนี้สวยหรู แต่สุดท้ายป่าไม้ลดลงฮวบฮาบ เพราะสุดท้ายนักการเมืองออกนโยบายเอื้อต่อกลุ่มผลประโยชน์ พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทยเป็นพรรคเล็กๆจะมีพลังงัดคานกลุ่มผลประโยชน์ได้อย่างไร
นายดำรงค์ บอกว่า นายทุนหากินบนซากมนุษย์ ร่ำรวยบนความตายของประชาชนแล้วมีความสุขเหรอ
วันนี้พรรคการเมืองก็ไม่ออกมาประกาศแก้ไขปัญหานี้ อาจจะมีนโยบายของพรรคต้องการเอาพื้นที่ป่ามาแจก หรือขยายวัตถุประสงค์ใหม่ใช้ที่ดิน สปก.4-01 ให้เป็นโฉนดทองคำ ขัดต่อวัตถุประสงค์เดิมที่ตั้งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกรที่ยากจนเข้ามาทำกิน
ความจริงเกษตรกรไม่อยากขาย แต่มีความจำเป็นต้องขาย จากเดิมกว่า 30 ล้านไร่ วันนี้ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านไร่
ซึ่งแปลงสวยๆเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว นักการเมืองมาจากไหนยังกล้าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่
ในที่สุดเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือตกเป็นของนายทุน เกษตรกรที่ยากจนก็ต้องบุกรุกป่าเป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุด นายกรัฐมนตรีพูดถูกที่เบรกเอาไว้ ก็ต้องขอชื่นชม
ถึงบอกต้องใช้นโยบายให้เช่าป่า ถือเป็นสิทธิ์ทำกิน จะช่วยฟื้นฟูป่าและป้องกันบุกรุกป่าได้
ไปลงพื้นที่หาเสียงตามจังหวัดต่างๆ ประชาชนขานรับนโยบายดังกล่าวอย่างไร นายดำรงค์ บอกว่า...
...เมื่อกระโดดลงสนามการเลือกตั้ง เพื่อต้องการคะแนนเสียงอย่างเดียว แต่บ้านเมืองย่อยยับ คงทำไม่ได้
ควรคำนึงถึงภาพรวมของประเทศ เริ่มทำจากจุดเล็กๆให้เป็นรูปเป็นร่าง ก่อนขยายให้ใหญ่ขึ้น
เพื่อเพิ่มป่าไม้ สู้โลกร้อน ลดสารเคมี ลดความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยต้องสีเขียว.
ทีมการเมือง