ข่าว
100 year

แลหน้าการเมือง 2562 : ปี “ชิง” เหลี่ยมอำนาจ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 ม.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

1 มกราคม เริ่มต้นวันแรกของปฏิทิน ประเดิมศักราชใหม่

ทั่วโลกถือเอาเป็นวันเริ่มต้นการดำเนินชีวิตใหม่และกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง

“ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันเริ่มต้นปีใหม่ 2562 มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองที่จะเป็นไปใน 365 วันจากนี้

ปีที่เราเชื่อโดยสัญชาตญาณเลยว่า จะเป็นปีที่การเมืองปั่นป่วนวุ่นวายที่สุด

นั่นก็เพราะเป็นปีแห่งการ “เลือกตั้ง” ที่สนามปิดมานานกว่า 5 ปี

โดยอาการนักการเมืองอาชีพอดอยากปากแห้ง อัดอั้นเต็มที่

ตามหัวเชื้อสถานการณ์ที่ส่อเค้าป่วนลากยาวข้ามปีมาตั้งแต่ช็อต คสช.ปลดล็อกกฎเหล็กการเมืองปลายปีที่ผ่านมา และส่อจะเพิ่มดีกรีดุเดือดขึ้นตามจังหวะเงื่อนไขสถานการณ์การประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการวางคิวไว้วันที่ 2 มกราคมนี้

นับเป็นจุดสตาร์ตเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เดินหน้าลุยหาเสียงได้อย่างเต็มรูปแบบ

ม้าเข้าคอกออกตัวแข่งในลู่วิ่ง

และสิ่งสำคัญเลย ไฮไลต์ของการเลือกตั้งนั่นคือโฉมหน้าของ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” ประเทศไทยคนต่อไป ที่แต่ละพรรคจะต้องโชว์ชื่อใน “บัญชีนายกฯพรรค” ในวันสมัครรับเลือกตั้ง

จังหวะบังคับ วันที่ 18 มกราคม จะต้องเปิดโพยกันแล้ว

ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่เด่นชัดกว่าใคร สถานะ “เต็งหนึ่ง” แน่นอนต้องอยู่ที่ชื่อของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ไฟต์บังคับ “ตีตั๋วต่อ” แทบจะ 1,000 เปอร์เซ็นต์

เป็นอะไรที่ชัวร์กว่า “ไฮโลเปิดถ้วยแทง” ต้องอยู่ในลิสต์ “บัญชีนายกฯพรรค” ของยี่ห้อ “พลังประชารัฐ”

แต่ที่ยังไม่ชัดก็คือคู่ต่อสู้หลักในเกมล้มเดิมพันอำนาจ ทีม “ทักษิณ” ที่แตกออกเป็น 2–3 ค่าย

“นายใหญ่” จะมอบตำแหน่ง “ผู้ท้าชิง” เก้าอี้นายกฯให้ใคร

ในสถานการณ์ที่ลากยาวมาถึงตรงนี้ “ทักษิณ” ไม่น่าจะมีการ “ซ่อนไพ่” อุบทีเด็ดเหมือนคิวของ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เปิดชื่อมาก่อนเลือกตั้ง 49 วัน กินรวบทั้งกระดาน

ตามรูปการณ์ที่น้ำหนักมากสุดก็อยู่ที่ชื่อของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ผู้ถือสิทธิ์ “ชูธง” นอมินีภาค 3 อย่างเป็นทางการ

น่าจะเป็น 1 ในลิสต์ “บัญชีนายกฯพรรคเพื่อไทย”

ส่วนอีกป้อมค่ายที่แยกตัวออกไปเป็นสาขาสอง ก็คือทีมงาน “ไทยรักษาชาติ” ที่คงต้องใส่ชื่อ “มวยเบอร์ใหญ่” อย่าง “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นตัวชูโรง

ขณะที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็หนีไม่พ้นต้องใส่ชื่อของเจ้าเก่าอย่าง “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค อยู่ในบัญชีนายกฯพรรค “ตามหลักการ” เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย ก็คงมีชื่อ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นเบอร์หนึ่ง ยี่ห้ออนาคตใหม่ ก็ต้องเป็น “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

“เปรียบมวย” ที่โชว์หน้าโชว์ตัวก็ไม่น่าจะผิดไปจากนี้

เว้นแต่จะมีโผล่มาเซอร์ไพรส์แบบหัวคะมำ

แต่ถึงแม้จะมีหรือไม่มีเซอร์ไพรส์ เปิดตัวมาชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ยึดเอาตามกติกาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่พ่วง “บทเฉพาะกาล” ในห้วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ในจังหวะที่บทหลักๆยังบังคับใช้ไม่เต็มที่และจุดสำคัญมันอยู่ตรงอำนาจที่แฝงอยู่กับ “250 ส.ว.สรรหา” มีสิทธิออกเสียง

โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ตามกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ตีคู่กันกับการเลือกตั้ง ส.ส. โดยรัฐธรรมนูญล็อกคิวให้การเลือก ส.ว.ต้องเสร็จและประกาศรายชื่อ ส.ว. 250 คน หลังประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.ภายใน 3 วัน

แน่นอน โดยขั้นตอนที่ถูกออกแบบไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ

มันเอื้อให้ “นายกฯลุงตู่” เป็นต่อคู่แข่งอยู่หนึ่งช่วงตัว

สถานการณ์แบบที่ขอแค่ ส.ส.อีก 126 ที่นั่ง ก็เข้าป้ายเบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ขณะที่คู่แข่งชิงขั้วอำนาจคือทีมงาน “ทักษิณ” ที่เป็นต่อในฐานะแชมป์เก่า เจอโจทย์ยากกว่า “ต้องกวาดทุกเม็ด” รวบรวมตัวเลขของทีมในสังกัดพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อชาติ บวกกับแนวร่วมฝ่ายต้าน คสช. คือพรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาชาติ โดยการนำของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคเสรีรวมไทย ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

รวมคะแนนให้ได้เกิน 375 เสียงขึ้นไป

ชนะเลือกตั้ง ก็ยังไม่การันตีชิงนายกรัฐมนตรีได้

ภายใต้กฎกติกาเลือกตั้งที่ถูกออกแบบใหม่ อย่างที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่คิดว่าจะทำได้ในเชิงปฏิบัติ

ปรากฏการณ์แบบที่พรรคการเมืองลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งน่าจะเกิน 30 พรรคขึ้นไป และขนาดของบัตรเลือกตั้งที่ใหญ่เท่ากระดาษเอ 4

การแบ่งเขตเลือกตั้งที่สลับสับเปลี่ยนพื้นที่กันใหม่ โยกข้ามตำบล ข้ามอำเภอ

ผลการเลือกตั้งเป็นอะไรที่คาดการณ์ยาก ถึงยากมาก

ที่แน่ๆโดยเงื่อนไขตามกระบวนการที่มีโอกาสเกิดภาวะ “ลักลั่น” ตั้งแต่ช็อตแรกหลังเลือกตั้ง เปิดสภาจะต้องเลือกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

ตามกติกาขั้วที่รวบรวมเสียง ส.ส.ได้มากสุด จะมีโอกาสยึดตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

ในสถานการณ์ถ้าเป็นฝั่ง “ทักษิณ” ครองเสียง ส.ส.มากกว่าฝ่ายหนุน พล.อ.ประยุทธ์ นั่นหมายถึงปมสะดุดที่จะส่งผลถึงคิวต่อไปในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์จะมี “แต้มต่อ” ของ “250 ส.ว.สรรหา” โอกาสครองแต้มมากกว่าในที่ประชุมร่วม 2 สภา

แต่ตามขั้นตอน ประธานสภาฯคือคนที่จะนำชื่อ “นายกรัฐมนตรี” ขึ้นสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ

ถ้ามีคิวกั๊ก ยึกยักดึงเกมก็วุ่นเลย

นั่นยังไม่ต้องพูดถึงกระบวนการทำงานในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องใช้เสียง ส.ส.เป็นหลักในการโหวตตัดสิน โดย ส.ว.ไม่มีสิทธิร่วมแจมแต่อย่างใด

คิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ รายการโหวตกฎหมายงบประมาณ แม้แต่การนับองค์ประชุม

ถ้าทีมหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เกมจบไวแน่

แต่อย่างไรก็ดี โดยสถานการณ์ก่อนจะไปถึงกระบวนการโหวตในสภา มันก็มีอีกหลายปัจจัยที่อาจส่งผลให้การเลือกตั้งยังออกได้หลายหน้า

พวกที่ว่าเป็นต่ออาจหงายหลังได้

เพราะด่านของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีทั้งใบแดง ใบเหลือง แถมเพิ่ม “ใบส้ม”

พรรคเข้าป้ายที่หนึ่ง คะแนนนำ แต่อาจไม่ได้นับแต้ม ส.ส.

เพราะโดนจับแพ้ฟาวล์

หรือถ้าผ่าน กกต.เข้ามาเป็น ส.ส.ได้ มันก็ยังมีมุมของ “เอกสิทธิ์ ส.ส.” ที่เปิดไว้ในรัฐธรรมนูญ

มติพรรคบังคับซ้ายหันขวาหันไม่ได้

ในสถานการณ์ที่แฝงไปด้วย “งูเห่า” ซุ่มอยู่เต็มไปหมด

ทั้งในพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีหัวเชื้อตั้งแต่เกมโหวตเลือกหัวหน้าพรรค ทีม ส.ส.ฝากเลี้ยงของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หัวขบวน กปปส.จ่อหักลำ “อภิสิทธิ์” ได้ตลอด

ไม่นับพวกที่ “มัดจำ” กันไว้ในคิวเลือกตั้ง เพราะหัวจ่ายท่อน้ำเลี้ยงประชาธิปัตย์ไม่ทำงาน รวมไปถึงทีมงานยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ไหลสะดุด กะปริบกะปรอยถึงขั้นหยุดจ่าย

ต้องต่อท่อขอยืมจากหัวจ่าย “ปั๊มสามทหาร”

ถึงเวลา “พลิกสมการ” ในสภาเพื่อเพิ่มตัวเลขเสียงให้ฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ มันก็ยังมีจังหวะที่จะดูดเพิ่มเป็นกลุ่มก๊วนหรือเหมาเป็นพรรค

“หักดิบ” กันในกติกา ตามช่องที่รัฐธรรมนูญเปิดทางไว้

แต่นั่นก็ต้องรับความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งเกมป่วนนอกสภา

ตามอาการของฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำเกมรวมเสียงในสภาไม่ยอมง่ายๆ ไฟต์บังคับฝ่าย “ทักษิณ” ที่โอกาสสุดท้ายทวงคืนอำนาจ แพ้ไม่ได้ ก็อาจกลับไปใช้ยุทธศาสตร์เก่า

เร้ากระแสมวลชน ปลุกม็อบนอกสภาสู้ฝ่ายถืออำนาจ

และที่สุดก็หนีไม่พ้น การรัฐประหาร ยึดอำนาจนักการเมือง

พานถึงเศรษฐกิจที่ “เปราะบาง” อยู่แล้ว จากแนวโน้มสถานการณ์สงครามการค้าจีน–สหรัฐอเมริกา ที่กดดันภาวะเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว มาเจอวิกฤติการเมืองแตกแยกลากลงเหว

เศรษฐกิจไทยก็คงพังแบบกู่ไม่กลับ กู้ชีพจรยังไงก็ไม่ฟื้น

โดยสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ ปี 2562 เต็มไปด้วยเดิมพันเลือกตั้ง ปีชิงเหลี่ยมอำนาจ

เหนืออื่นใดมันขึ้นอยู่กับประชาชนเจ้าของอำนาจที่จะใช้สิทธิกาบัตรชี้ขาด

พลังเสียงของคนไทยคือประกาศิต

กำหนดทิศทางประเทศหลังเลือกตั้ง.

“ทีมการเมือง”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้ง62ปลดล็อกหาเสียงพลังประชารัฐวิเคราะห์การเมืองเลือกตั้ง

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้