เลือกตั้งมีแน่...แต่อะไรล่ะ

ในสภาพความเป็นจริงทางการเมืองนั้นเชื่อเถอะว่าคนไทยล้วนต้องการที่จะเดินไปสู่จุดนั้นเป็นส่วนใหญ่

นั่นคือการเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุดฟันธงกันว่าจะเป็นวันที่ 24 ก.พ.62

แม้อีกด้านหนึ่งยังเกิดความห่วงใยกันว่าหลังการเลือกตั้งอะไรจะเกิดขึ้นก็ยังไม่มีใครสามารถจะบอกได้

ผลการเลือกตั้งที่จะออกมานั้นคงเป็นการตัดสินใจของประชาชนเป็นด้านหลักที่จะกาบัตรเลือกใคร พรรคไหน

แต่ก่อนที่จะให้ประชาชนตัดสินใจเลือกนั้นก็ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองแต่ละพรรค แต่ละพรรคก็จะต้องชง “ข้อดี” เพื่อขายให้ประชาชนได้รับรู้และความสามารถสร้างความพึงพอใจได้มากน้อยแค่ไหน

จะมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธี นโยบาย ตัวบุคคล เงินทุนในการต่อสู้เพียงพอแค่ไหน มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน

ผู้นำพรรคที่จะเสนอชื่อให้เป็นนายกฯถูกอกถูกใจหรือไม่?

ว่าไปโดยรวมแล้วพรรคการเมืองที่มีสิทธิ์เข้าสู่เวทีการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น ในขณะที่ยังไม่ได้เห็นความชัดเจนในเชิงนโยบายว่าจะออกมากันอย่างไร

การแสดงวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคที่พร้อมจะก้าวไปสู่ความเป็นนายกรัฐมนตรีก็ดูเหมือนว่ายังไม่ได้เห็น “กึ๋น” ความเป็นให้เห็นอย่างชัดเจน

พูดง่ายๆว่าหากเห็นหน้าค่าตาของบุคคลที่จะเป็นนายกฯ มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นมากน้อยแค่ไหน

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งสิ่งที่ปรากฏก็คือการทำนโยบายซึ่งมีน้อยมากที่พรรคการเมืองจะเสนอนโยบายที่โดดเด่น แต่ก็มีบางพรรคคิดนโยบายที่ทำให้ได้รับการยอมรับ

แต่ส่วนใหญ่แล้วจะคิดแค่เพียงการหยิบนโยบายของรัฐบาลมาโจมตี ทับถม ประกาศจะยกเลิกนโยบายเก่าทันที

นอกนั้นก็เป็นนโยบายตอดนิดตอดน้อยตามที่สังคมให้ความสนใจ ไม่ได้มีอะไรใหม่ ไม่มีรายละเอียดที่จะเป็นความหวังได้

ที่สำคัญก็คือไม่ได้บอกว่าวัน เวลาแห่งความเป็นไปนั้นจะสำเร็จเมื่อใด

อีกด้านหนึ่งผู้ที่ประกาศตัวว่าพร้อมที่จะเป็นนายกฯทั้งที่เป็นพรรคเล็กหรือไม่มีโอกาสที่จะได้เป็นแม้แต่น้อย

ความเป็นผู้นำประเทศนั้นยิ่งปัจจุบันแนวคิด วิสัยทัศน์มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะมิฉะนั้นก็จะไม่สามารถได้รับรู้ว่าเขามีความคิด มีความสามารถเพียงพอหรือไม่

การเมืองในยุคก่อนหน้านั้นหากสามารถตั้งพรรคได้ มี เงินทุนสนับสนุนได้ มีความเป็นผู้นำด้วยอำนาจบารมี เงิน และอิทธิพล

ก็พร้อมจะเป็นนายกฯได้แม้ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอก็ตาม

จึงได้เห็นว่าผู้นำรัฐบาลนั้นๆไม่มีความสามารถพอ ไม่มีวิสัยทัศน์ บ้านเมืองจึงไม่เจริญก้าวหน้ามีทิศทางที่ถูกต้อง

มีแต่การใช้อำนาจ บารมี สร้างปัญหา การทุจริตคอร์รัปชัน

การบริหารงานเชิงนโยบายในรายละเอียดกันแล้วล้วนอยู่ในมือ “ข้าราชการ” ทั้งระบบที่พร้อมจะชงให้นักการเมืองที่เข้ามาบริหาร

พูดไปแล้วง่ายเหมือนปอกเปลือกกล้วย เพราะไม่ต้องทำอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของระบบราชการ

นี่ก็คือปัญหาการเมืองของประเทศไทย.


“สายล่อฟ้า”