"อภิสิทธิ์" ชี้ ค่าหาเสียง 2 ล้านต่อคนเหมาะสม ท้วง กกต.ไม่ให้ใช้ภาพ "ชวน" ทั้งที่เป็นผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ให้ กกต.ชี้องค์กรต่างชาติเข้าสังเกตการณ์เลือกตั้ง เผย พลังประชารัฐระดมทุนต้องเปิดชื่อผู้บริจาค ไม่ใช่เผยแค่ยอดอย่างเดียว
เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.61 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ กกต.หารือพรรคการเมืองเรื่องกรอบเวลาหาเสียงและค่าใช้จ่าย เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า การเสนอให้ผู้สมัครในแต่ละเขตใช้ได้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ถือว่าเทียบเคียงกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ซึ่ง 7 ปีที่แล้วค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาท สมเหตุสมผลระดับหนึ่ง ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อถ้าส่งกี่คนจะใช้จ่ายได้เท่าไหร่ตามจำนวน ภาพรวมจะอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านบาท ส่วนเรื่องการติดป้ายหาเสียงรวมถึงรถขยายเสียงและรถแห่ ถือว่าเป็นกติกาที่ใช้ปฏิบัติโดยเสมอกัน ไม่ได้มีความได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะมีจำนวนเงินเป็นตัวคุมอยู่ สำหรับเรื่องการหาเสียงออนไลน์หรือหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ตรงนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าแนวของ กกต.จะกำหนดกติกาหรือจะมีการควบคุมอย่างไร เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน ตนก็ติดตามอยู่ เหมือนกับจะพูดถึงค่าใช้จ่ายด้วย แต่คิดลำบาก เพราะการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์อยู่นอกเหนือการควบคุม ยกเว้นถ้าเราซื้อโฆษณาคนไปแชร์ไปเรื่อยๆ จะมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายก็คงจะยาก ซึ่งโดยหลักต้องคิดเสียว่าอะไรที่สุจริต เที่ยงธรรม จะออนไลน์ ออฟไลน์ก็ให้ทำไป แล้วมีตัวค่าใช้จ่ายที่ประเมินได้เป็นตัวคุม
"ทั้งนี้ขอขอบคุณที่บัตรเลือกตั้งกลับมามีโลโก้พรรคและชื่อพรรค เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ส่วนจะมีรูปภาพของบางคนที่อาจจะไม่ได้ลงสมัครมาเกี่ยวข้อง เดิมจริงๆ การมีรูปผู้สมัครไม่มีปัญหาอยู่แล้ว หัวหน้าพรรคไม่มีปัญหา แต่มีการพาดพิงถึง นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ด้วย แต่ นายชวน เป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็มีสิทธิ์อยู่แล้วที่จะปรากฏตัวอยู่ในภาพการโฆษณาต่างๆ เพราะท่านก็เป็นผู้สมัคร ส.ส. คนหนึ่งเหมือนกัน ปัญหาในอดีตในเรื่องคนนอกก็จะถือหลักทำนองว่า เจ้าตัวเขาอนุญาต ขณะเดียวกันถ้าไปห่วงว่ามีบุคคลซึ่งไม่ควรจะมามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะมีประเด็นอยู่แล้วว่าใครไม่เป็นสมาชิกพรรคมาครอบงำ ชี้นำการตัดสินใจอะไรของพรรคไม่ได้ ก็เป็นกติกาที่ตนว่าปฏิบัติกันได้ แต่ตนก็กำลังกังวลอยู่เหมือนกัน เพราะบางทีการออกแบบป้ายหาเสียงนี้ จะให้ยืนเหมือนถ่ายรูปติดบัตรก็ดูเชยๆ แล้วถ้าเกิดตนอยากจะมีโปสเตอร์ที่อยู่กับประชาชน หรืออยู่กับเด็กนักเรียน หรืออยู่กับผู้สูงอายุ หรืออยู่กับเกษตรกร ซึ่งเป็นรูปธรรมชาติไม่ได้มาติดตั้งจัดฉากขึ้นมา ทำได้หรือไม่" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงองค์กรต่างชาติจะเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ว่า ถ้าใครจะเข้ามาสังเกตการณ์ก็ควรเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง ให้เขาสังเกตการณ์ก็อำนวยความสะดวกไปเท่านั้น เพราะปรากฏการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นโดยทั่วไป เวลามีประเทศในภูมิภาคนี้มีเลือกตั้ง คนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกเชิญไปร่วมเป็นคณะสังเกตการณ์ แต่เขาจะมายุ่งวุ่นวายแทรกแซงเราไม่ได้ ถ้าเขาเห็นว่าการจัดการของเราดี มีความเป็นธรรม เขาก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งของเรา ไม่ต้องถึงขั้นไปเชิญเขาเข้ามา เราเพียงบอกว่าใครจะมาก็แจ้งมา เราก็อำนวยความสะดวกให้เขาได้สังเกตการณ์ ซึ่งอยู่ที่ กกต.ที่จะวินิจฉัยว่าจะเอาอย่างไร บังเอิญอาจจะสับสนเพราะกลายเป็นเหมือนกับไปพัวพันกับรัฐบาล หรือกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งที่จะตัดสินใจ ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้ง จะทำอย่างไรกับคนที่เขาอยากมาสังเกตการณ์
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โต๊ะละ 3 ล้านบาท 200 โต๊ะ จะระดมทุนได้ 600 ล้านบาท ว่า ต้องยอมรับว่าถ้าเราตกลงกันว่าเขตหนึ่งใช้ได้ 2 ล้านบาท ถ้าใช้กันเต็มที่ 350 เขต ก็ 700 ล้านบาท เพราะเงินระดับหลายร้อยล้านบาท คงหลีกเลี่ยงได้ยาก สำหรับพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ถ้าส่งครบทุกเขตและยังมีกรณีของการรณรงค์หาเสียงในส่วนกลางด้วย ดังนั้นขอให้โปร่งใส เพราะการจะจัดระดมทุน จะเป็นโต๊ะจีนหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ผู้ที่บริจาคเงินเกินถ้าจำไม่ผิดคือ 1 แสนบาท หรือตั้งแต่ 1 แสนบาทขึ้นไป จะต้องเปิดเผยชื่อตัวเองอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าบอกว่าผมจัด 200 โต๊ะ แล้วก็ขายบัตร โดยไม่รู้ใครมาซื้อบัตร แล้วมีเงินมา 600 ล้านบาท อย่างนี้ทำไม่ได้ ต้องมีการแสดงว่าใครเป็นคนที่ซื้อโต๊ะ ซึ่งถือเสมือนเป็นผู้บริจาค เขาต้องเปิดเผยชื่อผู้บริจาค สื่อก็ไปตรวจสอบได้ว่าใครไปนั่งกินบ้าง กรณีของ พปชร.มีประเด็นว่าต้องให้มั่นใจด้วยว่าไม่มีการเอาตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาลไปใช้ในการระดมทุน.