เปิดโฉมหน้ามหามิตรทัพใหญ่ในสมรภูมิเลือกตั้งปี 62 พรรคใครอยู่ก๊กไหน อุดมการณ์เดียวกัน หรือยังไม่ประกาศจุดยืนชัดเจนบ้าง

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง สถาบันพระปกเกล้า ได้แบ่งกลุ่มพรรคการเมืองในศึกเลือกตั้งปี 62 ไว้เป็น 3 ก๊ก ดังนี้

  • ก๊กแรก กลุ่มพรรคเพื่อไทย และพันธมิตร

พันธมิตรชั้นใน เป็นกลุ่มที่ถูกวางหมากให้แยกกันตี คือ

แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ
แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ

“เพื่อไทย” นำโดย พ.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

“ไทยรักษาชาติ” นำโดย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช จาตุรนต์ ฉายแสง และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำกลุ่มเสื้อแดง

2 พรรคนี้เป็นพรรคที่ประกาศจุดยืนรักทักษิณ ถูกวางกลยุทธ์แยกกันตี โดยเพื่อไทย ที่เป็นพรรคหลัก จะเน้น ส.ส.แบบแบ่งเขต ขณะที่ การเลือกตั้งครั้งก่อนแพ้ 150 เขต จะวางหมากให้ไทยรักษาชาติลงแข่ง โดยไม่เน้นชนะที่เขต แต่เก็บคะแนนจากที่เคยได้มากที่สุด เพื่อสะสมรวมกันเป็นบัญชีรายชื่อ

“เพื่อชาติ” นำโดยสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งเป็นอดีตแกนนำกลุ่มเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ และนปช.ที่มีฐานสมาชิกทั่วประเทศ

“เพื่อธรรม” นำโดย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และนลินี ทวีสิน หนึ่งในแผนกลยุทธ์แยกกันตี เพื่อชิงส.ส.เขต แต่คาดว่า อาจจะไม่ส่งผู้สมัครลง

พันธมิตร ชั้นนอก เป็นพรรคอิสระ ที่แสดงจุดยืนไม่เอาคสช. ถ้ามีโอกาส ก็พร้อมร่วมรัฐบาลกับกลุ่มเพื่อไทย ได้แก่...

แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ
แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ

“ประชาชาติ” นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา แกนนำกลุ่มวาดะห์

“เสรีรวมไทย" นำโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. เจ้าของฉายา วีรบุรุษนาแก และมือปราบตงฉิน

“อนาคตใหม่” นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล

“เกียน นำโดย” นำโดย บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์

“สามัญชน” นำโดย เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

  • ก๊กสอง กลุ่มพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ
แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ

“พลังประชารัฐ” นำโดย อุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร

“ประชาชนปฏิรูป” นำโดย ไพบูลย์ นิติตะวัน

“รวมพลังประชาชาติไทย” นำโดย ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และสุเทพ เทือกสุบรรณ

  • ก๊กสาม กลุ่มพรรคที่ยังไม่ประกาศจุดยืน

แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ
แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ

แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ
แกนนำสำคัญของพรรคต่างๆ

“ประชาธิปัตย์” นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“พลังธรรมใหม่” นำโดย นพ.ระวี มาศฉมาดล

“ภูมิใจไทย” นำโดย อนุทิน ชาญวีรกุล และศักดิ์สยาม ชิดชอบ

“ชาติไทยพัฒนา” นำโดย กัญจนา ศิลปอาชา และวราวุธ ศิลปอาชา รวมทั้ง มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นั่งประธานที่ปรึกษา

“ชาติพัฒนา” นำโดย เทวัญ ลิปตพัลลภ และ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

“พลังท้องถิ่นไท” นำโดย ชัชวาลย์ คงอุดม

กลยุทธ์แยกกันตี ในสมรภูมิเลือกตั้งปี 62 ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงแยกพรรคออกเป็นหลายพรรค ขณะที่ พรรคอื่นไม่ทำ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สถาบันพระปกเล้า จะมาวิเคราะห์ถึงเรื่องนี้

ดร.สติธร กล่าวว่า เป็นเพราะระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว ย้อนกลับไปเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อปี 54 เพื่อไทยกวาดที่นั่งได้ 265 ที่นั่ง ซึ่งมาจากคะแนนเสียง 14 ล้านเสียงที่ได้จากระบบเขต

แต่หากเป็น “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อไทยจะเหลือที่นั่งราว 200-220 ที่นั่ง ซึ่งจะน้อยลง 40-60 ที่นั่งเลยทีเดียว ที่สำคัญส่วนที่น้อยลง คือ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหายไปเกือบหมด

เพราะฉะนั้น เพื่อไทยจึงต้องคิดวิธีที่จะมาสู้กับระบบการเลือกตั้งแบบนี้ โดยค้นพบว่า ระบบเขตเดิมที่ชนะเมื่อเลือกตั้งปี 54 อยู่ราว 204 เขต โดยชนะด้วยคะแนนเฉลี่ย 51,000 คะแนน นั่นเท่ากับว่า 204 เขตนั้น ใช้คะแนนเสียงจากประชาชนประมาณ 10 ล้านเสียงเศษๆ ก็เพียงพอแล้ว

ดังนั้น หากการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อไทยได้คะแนน 14 ล้านเสียงเท่ากับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จึงเรียกได้ว่า “ไม่มีประโยชน์” จึงต้องแยกพรรคออกไป เพื่อไปเก็บคะแนนส่วนเกินนี้ ซึ่งคะแนนส่วนเกินจะมีราว 3 ล้านกว่าเสียง จึงเป็นที่มาของการแยกพรรค

บริหารฐานเสียงได้ มีความเป็นหนึ่งเดียวของแกนหลัก

ดร.สติธร วิเคราะห์จุดแข็งของกลยุทธ์นี้ว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ของแกนพรรคหลัก โดย “เพื่อไทย” ที่เป็นพรรคหลัก จะเน้น ส.ส.แบบแบ่งเขต ซึ่งถ้าทำได้เท่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วน่าจะมีโอกาสได้ราว 180-200 เขต

ขณะที่ คะแนนที่เหลือ 150 เขต ซึ่งครั้งก่อนแพ้ จะวางหมากให้ “ไทยรักษาชาติ” ลงแข่ง โดยไม่ได้เน้นว่าจะต้องชนะที่เขต แต่เก็บคะแนนจากที่เคยได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และนำไปสะสมรวมกัน เพื่อเป็นบัญชีรายชื่อ

หากเกมนี้ เพื่อไทยและไทยรักษาชาติ ได้คะแนนเสียงเท่าเดิม โดยที่ไม่ถูกแบ่งออกไปอยู่ในกลุ่มก้อนอื่นๆ ที่เป็นพรรคแนวอุดมการณ์คล้ายกัน เช่น ประชาชาติ เพื่อชาติ อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย

ทำให้ไทยรักษาชาติ มีโอกาสที่จะเก็บคะแนนเสียงได้ราว 3.5 ล้านคะแนน จาก 150 เขตที่เพื่อไทยเคยแพ้ มีโอกาสได้ที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อถึง 50 คน

เมื่อ 2 กลุ่มรวมกัน ถ้าเป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อไทยเก็บได้ 200 ที่นั่ง ไทยรักษาชาติเก็บได้ 50 ที่นั่ง รวมเป็น 250 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเยอะ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในแง่ของเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

“ผมมองว่า ตรงนี้เป็นจุดแข็งที่เพื่อไทยมีฐานเสียง และสามารถบริหารเสียงได้ โดยแยกกันชัดเจนระหว่าง พรรคหลักกับพรรครอง เขตหลักที่เน้นส.ส.เขต กับเขตที่ไม่มีโอกาสได้ ส.ส.เขต แต่เน้นคะแนนเป็นกอบเป็นกำ” นักวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า ให้ความเห็น

ทำจริง อาจไม่ง่าย! สื่อสารฐานเสียงให้เข้าใจ

การวางแผนกลยุทธ์ เป็นเรื่องของตัวเลข แต่ในการทำงานรณรงค์หาเสียงกับประชาชน อาจไม่ง่ายขนาดนั้น

ดร.สติธร อธิบายว่า 2 พรรคนี้เวลาไปหาเสียงในพื้นที่ของตัวเอง ต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนให้มาก ว่า ทำไมเขตนี้ต้องเป็นไทยรักษาชาติ เขตนี้ต้องเป็นเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจจะต้องส่งลงทั้ง 2 พรรค ดังนั้น ในพื้นที่แบบนี้ ต้องคุยกับฐานเสียงให้ดี คุยกับประชาชนให้เข้าใจ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้น

“ผมยกตัวอย่าง เพื่อไทยเสนอคุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกฯ ประชาชนเองก็อยากให้เป็น แต่ในเขตพื้นที่นี้ วางกลยุทธ์ไว้ว่า ต้องการให้ไทยรักษาชาติได้คะแนนเยอะๆ ในขณะที่ ประชาชนบอกว่า จะเลือกเพื่อไทย เพราะอยากเลือกคุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกฯ ทำให้การสื่อสารกันจะลำบาก ว่าทำไมต้องปิดตาให้เลือกผู้สมัครของไทยรักษาชาติด้วย” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง ยกตัวอย่าง

การแบ่งพรรคทำได้ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัติต้องอาศัยการทำความเข้าใจของผู้สมัคร ตัวพรรค ประชาชน พอสมควร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเหมือนกัน.