ความเหมือนที่แตกต่าง! เทียบกันจะจะ 3 อภิโครงการมหาประชานิยม ของ3 รัฐบาล"บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-บัตรเครติดพลังงาน-เช็คช่วยชาติ" ใครถูกหนุน ใครถูกด่ามากกว่ากัน
จากกรณี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือคนจน ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อยหลายโครงการ โดยโครงการที่อนุมัติงบประมาณมากที่สุด คือ ผู้ที่ถือบัตรคนจน 14.5 ล้านคน มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่าน"บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ"เพื่อเศรษฐกิจฐานราก และสังคม วงเงิน 38,730 ล้านบาท โดยใช้งบจากเงินกองทุนประชารัฐ ช่วยเหลือ 14.5 ล้านคน มีความช่วยเหลือ 4 มาตรการ คือ
1.ค่าไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือน และประปา ไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือน นาน 10 เดือน (ธ.ค.61-ก.ย.62) รวม 8.2 ล้านครัวเรือน
2.สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปีให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อสินค้าบริการในเดือน ธ.ค.61 จำนวน 500 บาทต่อคน
3.ช่วยค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นสำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี 1,000 บาทต่อคน (ธ.ค.61-ก.ย.62) จำนวน 2.2 ล้านคน
...
และ 4.ค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้น้อย 400 บาทต่อคนต่อเดือน (ธ.ค.61-ก.ย.62) มีจำนวน 2.2 แสนคน ในเดือน ธ.ค.61 และ 2.3 แสนคน ในเดือน ก.ย.62 โดยโครงการอนุมัติงบประมาณมากสุดคือผู้ที่ถือบัตรคนจน 14.5 ล้านคน
เมื่อมองย้อนกลับไป โครงการนี้ถือว่า ไม่ใช่มาตรการตัวแรกที่รัฐบาลเคยทำออกมา เพราะหากจำกันได้ สมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง หนึ่งเดียวของไทย ก็เคยมีนโยบาย “บัตรเครดิตพลังงาน” ซึ่งหลังจากเริ่มใช้ไปได้ซักระยะ ก็ส่อเกิดวุ่นวาย หลังใช้เงินกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานก็ทำให้ ปตท.เริ่มออกมาโอดครวญว่า มีหนี้เสียเพิ่มขึ้น ทั้ง แท็กซี่ สามล้อ ตุ๊กตุ๊ก จยย.เริ่มชิ่งไม่จ่ายระนาว ซึ่งมีข่าวหลุดจากกระทรวงพลังงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารบัตรเครดิตพลังงาน ได้สั่งการให้สำนักนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ.ในขณะนั้น ไปจัดหาแหล่งเงินเพื่อใช้ชดเชยให้ผู้ค้าน้ำมัน กรณีลดราคาแก๊สโซฮอล์ให้วินมอเตอร์ไซค์ 3 บาทต่อลิตร ตามโครงการบัตรเครดิตพลังงานยกกำลัง 2 ซึ่งจะ เริ่มไปเมื่อวันที่ 15 ต.ค.2555 ซึ่งในระยะแรกจะสามารถใช้เงินจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานได้ แต่ในระยะยาวอาจผิดวัตถุประสงค์ โครงการนี้ก็พังพาบไป
เพราะปี พ.ศ.2552 สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะคล้ายกัน ภายใต้ชื่อ "เช็คช่วยชาติ" มูลค่า 2,000 บาท เพื่อเป็นการรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว เนื่องจากประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย โดยรัฐบาลได้มีการลงนามกับภาคเอกชน ร่วมโครงการเพิ่มมูลค่าเช็คช่วยชาติและลดราคาสินค้า รวมถึงสามารถทอนเป็นเงินสดได้ ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการใช้จ่ายให้เกิดหมุนเวียนในระบบ
รัฐบาลแบ่งการจ่ายเช็คเป็น 3 กลุ่ม รวม 9.7 ล้านราย คือ 1. กลุ่มผู้ประกันตน 8.1 ล้านราย ได้แก่ ผู้ที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท และผู้ประกันที่ถูกเลิกจ้างหรือลาออกโดยสมัครใจ และอยู่ระหว่างได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงานในอัตรา 50% ของเงินเดือนเป็นเวลา 8 เดือน 2. กลุ่มข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญ 2.3 แสนราย 3. บุคลากรภาครัฐ 1.4 ล้านราย
ทั้งนี้ ผู้ได้เช็คในขณะนั้น สามารถเลือกใช้เช็คได้ใน 2 แนวทาง คือ 1. นำเช็คไปใช้จ่ายในร้านค้าที่ให้บริการ หรือ 2. นำเช็คมาขึ้นเป็นเงินสดได้ที่ธนาคารกรุงเทพ
ทั้งนี้ หากมองเข้าไปให้ลึก ทั้ง 3 โครงการ ของ 3 รัฐบาล ระยะเวลาห่างประมาณเกือบ 10 ปี มีข้อเหมือน และข้อแตกต่างกันก็คือ เป็นโครงการประชานิยมเพื่อกระตุ้นกำลังซื่อและเศรษฐกิจภายในประเทศเหมือนกัน แต่มีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน มองว่า รัฐบาล คสช.และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มเป้าหมายที่รัฐต้องการช่วยเหลือเป็นคนกลุ่มใหญ่กว่า นั่นคือ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเกษตรกร ส่วนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นกลุ่มคนชั้นกลาง ที่ทำงานอยู่กับ หน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า แต่อาจมีกำลังซื้อที่มากกว่า ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาล คสช.น่าจะใช้งบประมาณหว่านมากที่สุด
"แต่ทั้ง 3 โครงการ ก็มีข้อที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ ทุกโครงการถูกตราหน้าว่า เป็นโครงการที่ผุดขึ้นมาเพื่อใช้หาเสียงกับพี่น้องประชาชน เพียงแต่ว่าผุดขึ้นมาในวาระที่แตกต่างกัน ยังไม่มีเลือกตั้ง กับกำลังจะมีเลือกตั้ง ก็เท่านั้น".