นายกฯ สั่ง พณ-กษ.แก้ปมสหรัฐฯ แบนน้ำปลาไทย อย.ปัดแบน แค่ขอเอกสารเพิ่ม ด้านกรมส่งเสริมการค้าฯ ยันไทยแชมป์ส่งออกอันดับ 1 มูลค่า 44 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส.อ.ท.รวบรวมเอกสารยื่นให้สหรัฐฯ เข้าใจถึงกระบวนการผลิตน้ำปลาต้นตำรับ
เมื่อวันที่ 24 ต.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาสั่งห้ามนำเข้าน้ำปลาไทย หลังพบว่ากระบวนการผลิตไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่อย.สหรัฐฯ กำหนด ว่า ตนได้สอบถามในที่ประชุม ครม.และกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่ใช่ทั้งหมด แต่เท่าที่ทราบมีเพียง 1-2 บริษัทเท่านั้น ซึ่งมีการหารือเรื่องดังกล่าวมา 5 ปีแล้ว โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตือนไปหลายครั้งแล้ว แต่เรื่องนี้อยู่ที่กระบวนการผลิตที่ต้องปรับแก้วิธีการ ไม่ใช่การแบนน้ำปลาไทยทั้งหมด รวมถึงกระบวนการผลิตก็ต้องปรับแก้ให้ตรงกับสิ่งที่มีการกำหนดไว้ ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กำลังประสานงานอยู่
ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.มีการกำกับดูแลการผลิตน้ำปลาทั้งก่อนและหลังจำหน่าย โดยกระบวนการผลิตต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำปลา ต้องพบจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และสารพิษจากเชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม ซึ่งเมื่อปี 2560 ได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียมโบทูลินัม และสารพิษโบทูลินัมในน้ำปลา 48 ตัวอย่าง ไม่พบสารพิษและเชื้อแบคทีเรียทุกตัวอย่าง ยืนยันว่าน้ำปลาไทยมีคุณภาพมาตรฐานทั้งหมด
นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่การสั่งแบนน้ำปลาไทย หรือไม่มีคุณภาพไม่ปลอดภัย แต่เป็นเพียงการขอเอกสารเพิ่มเติมประกอบการนำเข้าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อย.จะเข้าตรวจสอบกระบวนการผลิตของโรงงานน้ำปลา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับ อย.สหรัฐฯ ต่อไป และจะทบทวนมาตรฐานน้ำปลาด้านต่างๆ เพื่อให้ปรับปรุงข้อกำหนดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนกรณีข้อว่าน้ำปลามีสารก่อมะเร็งหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริง คือ ในน้ำปลาพบสารฮีสตามีน ซึ่งมีการศึกษาว่าเกี่ยวข้องกับสารก่อมะเร็ง แต่พบน้อยมาก ต้องรับปริมาณมากถึงจะเสี่ยง ที่ผ่านมาไม่เคยมีคนป่วยด้วยโรคมะเร็งจากน้ำปลา
...
นายวิทยากร มณีเนตร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ อย.สหรัฐฯ ขอข้อมูลเอกสารเพิ่มเติมถือเป็นเรื่องปกติ ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการขอเอกสารเพิ่มเติม 4 ครั้ง ครั้งล่าสุด คือ พ.ค.2561 มีการกักสินค้าลอตเดียวของผู้ประกอบการรายหนึ่ง และขอข้อมูลเรื่องกระบวนการผลิตเพิ่มเติม ซึ่งทางบริษัทก็ส่งเอกสารไปแล้ว อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของ อย.สหรัฐฯ ปกติใช้เวลา 2-3 เดือน ย้ำว่าไม่มีผลกระทบกับการส่งออกน้ำปลา ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกน้ำปลาอันดับ 1 มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 44 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เฉพาะส่งเข้าสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามด้วยฮ่องกงอันดับ 2 ขณะที่การส่งออกเข้าญี่ปุ่นและอาเซียนยังเป็นที่นิยมมากขึ้น ตัวเลขส่งออกคงไม่โต โดยช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา อัตราเติบโตอยู่ที่ 1-2 เปอร์เซ็นต์
ด้าน นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า การจะนำสินค้าเข้าสหรัฐฯ ได้ไม่ใช่แค่มีเพียง อย.ไทยก็เข้าได้ แต่จะต้องขอทะเบียนจาก อย.สหรัฐฯ ด้วย แต่ละปีก็จะมาสุ่มตรวจสอบโรงงานผู้ผลิต อย่างไรก็ตามปี 2557 สหรัฐฯ ได้ออกกฎเกณฑ์เพิ่มเติมการนำเข้าน้ำปลาจะต้องผ่านกระบวนการต้ม ซึ่งปกติแล้วน้ำปลาบ้านเราจะใช้วิธีการหมัก หากจะนำไปจำหน่ายที่สหรัฐฯ ก็ต้องทำน้ำปลาด้วยวิธีการต้ม ซึ่งก็พยายามปรับปรุงให้รสชาติ กลิ่น และสี เปลี่ยนน้อยที่สุด คงความเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ ส่วนสินค้าถูกกัก 1 ลอตนั้น เป็นเพราะขอดูเอกสารเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตมีการต้มจริงหรือไม่ ซึ่งผู้ประกอบการบางรายปรับปรุงวิธีการผลิตแล้ว แต่อาจไม่ได้อัปเดตเอกสารออนไลน์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯ พยายามรวบรวมเอกสารและยื่นให้ทางสหรัฐฯ เข้าใจถึงกระบวนการผลิตน้ำปลาว่า การหมักเป็นวิธีการถนอมอาหารวิธีหนึ่งและมีความปลอดภัย เพื่อให้เกิดการยอมรับการทำน้ำปลาต้นตำรับ