ผบ.ทบ.ตอบคำถามสื่อเรื่องปฏิวัติ ชี้ จะไม่เกิดขึ้น ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุจลาจล ขอความเห็นใจอย่ามองกองทัพลำเอียง ชี้ใครเป็นรัฐบาลต้องหนุน ยึดแนวทาง "บิ๊กตู่" ยันทหารช่วยประชาชนด้วยใจ ไม่หวังคะแนนเสียง
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 17 ต.ค.2561 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. กล่าวเปิดใจแถลงนโยบายต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ภายหลังขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ก่อนเป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกวาระพิเศษว่า ถือเป็นโอกาสแรกที่รับตำแหน่งได้เชิญผู้บังคับหน่วยระดับผู้บังคับกองพันขึ้นไปเพื่อมารับนโยบาย ซึ่งคงไม่เน้นย้ำอะไรมาก ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่สานต่อจาก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรีและอดีต ผบ.ทบ. ซึ่งได้สร้างความเข้มแข็ง แข็งแกร่งให้กองทัพ ถือเป็นนายทหารรบพิเศษที่เติบโตมาด้วยฝีมือแท้ๆ โดยได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งมั่นคงให้กับกองทัพได้เป็นอย่างดีหลายๆ เรื่อง จึงเป็นที่มาของแนวทาง Smart Man เมื่อตนเป็น ผบ.ทบ.ก็มาเป็น Smart Soldier และ Strong Army หมายความว่า 2 ปีข้างหน้ากองทัพบกจะมีความเข้มแข็งแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า สถานการณ์ในอนาคตข้างหน้ากองทัพบกต้องเผชิญกับสถานการณ์หลายอย่างตามปฏิทินการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า กองทัพบกเตรียมทำความเข้าใจกับกำลังพล ที่สำคัญผู้บังคับหน่วยต้องแยกแยะภารกิจให้ออกในฐานะทหารของชาติของประชาชนมีหน้าที่สนองนโยบายรัฐบาลไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ตาม นี่คือหน้าที่ของกองทัพต้องทำงานให้รัฐบาล ฉะนั้นการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ตนได้เน้นย้ำให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ต้องใช้ความระมัดระวัง
"จากนี้ต้องถูกจับตาจับจ้องจากนักการเมือง เราต้องยอมรับว่าทหารขาดประสบการณ์เรื่องการเมือง อาชีพทหาร อยู่ในกรม กอง โอกาสพบกับประชาชนมีน้อย นอกจากไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนประสบภัยต่างๆ ฉะนั้นวิสัยทัศน์ที่จะเผชิญกับโลกภายนอก วิถีทางการเมืองลำบาก โดยเฉพาะ กกล.รส. เราสวมหมวก 2 ใบในฐานะกองทัพบกและ คสช. จากนี้ไปต้องระมัดระวังไม่ให้การเมืองเข้ามาใช้ประโยชน์ ยืนยันว่ากองทัพช่วยเหลือประชาชนไม่ได้หาเสียง"
...
พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ทหารไม่มีความจำเป็นต้องหาเสียง เพราะไม่รู้จะหาเสียงเพื่ออะไร การช่วยเหลือประชาชนถือเป็นหน้าที่เป็นอาชีพของทหาร ไม่ได้ต้องการช่วยเหลือเพื่อให้ได้เสียงมา เราช่วยเหลือประชาชนทุกครั้งที่ประชาชนเดือดร้อน นี่คือหน้าที่ของทหาร อาชีพโดยจิตสำนึกและจิตอาสา ในทางกลับกันอยากให้กำลังพลระมัดระวังการฉกฉวยโอกาสที่มองว่าการไปช่วยเหลือประชาชนเป็นการหาเสียง ไม่ได้หวังผล ไม่ได้ต้องการให้มาเลือกคนที่ไปช่วยเหลือ แต่ช่วยเหลือตามแนวทางของรัฐบาล
พล.อ.อภิรัชต์ ย้ำว่า ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐบาลใด เราก็ต้องทำตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนด เช่น โครงการประชารัฐ เป็นโครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งทหารต้องสนับสนุน เป็นโครงการที่รัฐบาลมีความตั้งใจจริง ต้องการให้เกิดความมั่นคงสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งกรมการปกครองได้แจกจ่ายคู่มือมาให้กับกองทัพบกเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน
เมื่อถามว่า ขณะนี้หลายฝ่ายมองว่าทหารสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า เราต้องแยกแยะภารกิจให้ออก จุดยืนของกองทัพ ซึ่งจะชี้แจงให้ผู้บังคับหน่วยรับทราบว่าเราต้องระมัดระวัง
"จากนี้ไปถูกจับตามองแน่ เพราะกองทัพและ คสช.คือเนื้อเดียวกัน ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลเราก็ต้องทำ ผมก็ต้องทำ ไม่ว่าใครพรรคการเมืองใดมาเป็นรัฐบาล และไม่ต้องห่วง ผมยืนยันจุดยืนของผมในการกำหนดทิศทางให้กำลังพลดำเนินการ ผมทำงานร้อยเปอร์เซ็นต์และเกินร้อยไม่ว่าใครมาเป็นนายผม" ผบ.ทบ.กล่าว
ส่วนการวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์ข้างหน้า พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า เราเป็นทหารอาชีพตนผ่านวิกฤติการเมืองและการทหารมาทุกสมัย ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาตั้งแต่สมัยเด็กมาจาก พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งเป็นคุณพ่อของตนจนมายืนเป็นผู้บัญชาการทหารบกในวันนี้ ดังนั้นความเป็นกลางขึ้นอยู่กับคนมอง บางครั้งเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นกลาง แต่มุมมองของคนอื่นมองว่าเราไม่เป็นกลาง ถามว่าเอาอะไรมาตัดสินว่ากองทัพอยู่ตรงไหน ขอให้มั่นใจว่ากองทัพเป็นกลางอยู่เคียงข้างประชาชน จะทำทุกอย่างให้ประชาชนอยู่ดีกินดีทุกโอกาส
เมื่อถามว่า กองทัพมักถูกจับตามองหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศลงสู่การเมืองจะเว้นระยะห่างระหว่างกองทัพกับ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า อยู่ที่มุมมองของคน การที่ตนไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วบอกว่า ตนไม่เป็นกลาง ถามว่าใช่หรือไม่ ก็ไม่ใช่ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้ารัฐบาล การที่ ผบ.ทบ.ไปพบเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลที่มาจาพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนก็ต้องไปพบแล้วบอกว่าตนเป็นกลางหรือไม่ขออย่าเพิ่งตัดสิน ย้ำว่ากองทัพบกเป็นมืออาชีพ เป็นทหารอาชีพ คำว่าทหารอาชีพกับอาชีพทหารแตกต่างกัน ขอความเป็นธรรมด้วย กองทัพจะวางตัวเป็นกลางในฐานะทหารอาชีพ ใครมาเป็นรัฐบาลต้องสนับสนุน
เมื่อถามว่า อุปสรรคในการทำหน้าที่ต่อการเลือกตั้งที่มีอะไรน่าห่วงหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า อุปสรรคขณะนี้คิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือ การทำให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของกองทัพว่า การออกไปช่วยเหลือประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ใจในการลงไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งบางครั้งมุมมองการทำงานของเราเป็นอุปสรรคในตัวเอง สมมติว่าทหารไปแนะนำชาวบ้านตามคู่มือโครงการไทยนิยมยั่งยืน แต่โครงการนี้อยู่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แล้วจะบอกว่าเราสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์หรืออย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องลำบาก ขอให้แยกแยะ อยากให้ประชาชนเข้าใจและให้ความเป็นธรรมด้วย
พล.อ.อภิรัชต์ ย้ำว่า อย่าลืมในช่วงรัฐบาลรักษาการเมื่อปี 2552-2553 เกิดวิกฤติการณ์ก่อนเลือกตั้ง ทหารต้องทำตามรัฐบาลที่รักษาการเช่นกัน ฉะนั้นอุปสรรคคือการทำความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ปฏิบัติและที่เข้าไปช่วยเหลือ ส่วนการเตรียมการการเลือกตั้งนั้นให้หน่วยเข้าใจตรงกันว่า วันนี้เกิดอะไรขึ้นในปฏิทินการเลือกตั้งตามโรดแม็ป ตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยใน พรป.ประกอบการเลือกตั้ง ที่มาของ ส.ส.และ สว. ซึ่งตนได้แจกจ่ายรายละเอียดให้กับ ผบ.หน่วย ทำความเข้าใจว่าจากนี้ไป 90 วันจะเกิดอะไรขึ้นอีก 150 วัน และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด หากผู้บังคับหน่วยเข้าใจตรงกัน การให้ความรู้กับประชาชน ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะระบบการเลือกตั้งในครั้งใหม่นี้เป็นระบบกาเบอร์เดียว ถามว่าเป็นหน้าที่ของกองทัพหรือไหม ซึ่งหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือ ในฐานะหน่วยงานของรัฐไม่ใช่ทหารต้องช่วยเหลือ ถามว่าทหารเป็นกลางหรือไม่ หรือจะไม่ให้ทหารทำอะไรเลย ไม่ต้องทำหน้าที่ ไม่ต้องสนับสนุน ไม่ต้องช่วยเหลือประชาชน ก็ไม่ใช่ เพราะเรารับเงินภาษีจากประชาชน ดังนั้นการเตรียมการเลือกตั้งเราพร้อมสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาก กกต.มาขอความช่วยเหลือตั้งแต่การรักษาความปลอดภัยหรือการให้ความรู้กับประชาชน
เมื่อถามว่า สถานการณ์ในอนาคตหากเกิดวิกฤติกองทัพจะปฏิวัติอีกหรือไม่ เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเป็น ผบ.ทบ. ยืนยันมาตลอดว่าจะไม่ปฏิวัติ แต่ก็ปฏิวัติจนได้ พล.อ.อภิรัชต์ นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสื่อได้มีการบันทึกภาพในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าให้เป็นเพียงแต่ภาพที่เกิดขึ้นให้บันทึกอยู่ในความทรงจำ คนไทยทุกคนเคยเห็นภาพต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายทำอะไรก็ลำบาก ค้าขายก็ลำบาก ถนนถูกบล็อก คนไทยออกมาตีกัน ยิงกัน ฆ่ากัน วันนั้นทหารยืนอยู่ตรงไหน เราถูกรัฐบาลสั่งการให้ออกมาควบคุมความสงบเรียบร้อย เราทำด้วยหัวใจที่ไม่ได้คิดแบบนักการเมืองว่าเราจะเข้ามาบริหารประเทศ
"ผมเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้คิดอย่างนี้เช่นเดียวกัน แต่ความที่ต้องเสียสละ ถามว่าในวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจทำรัฐประหาร ผมมีความคุ้นเคยกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่มีเรื่องส่วนตัวกับท่าน เพราะท่านใช้ผมทำงานมาตลอด เดือนหนึ่งได้เจอกัน 5 ถึง 10 นาทีก็เต็มที่แล้ว ผมถึงบอกว่าความเป็นกลางของผมในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ผมเจอท่านในเวลาสั้นๆ ถือว่าเก่งแล้ว ในชีวิตนี้เคยนั่งคุยกับท่านไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ได้เห็นความรัก ความรู้ ความทุ่มเทในการทำงานของท่าน ซึ่งเป็นแบบอย่างหนึ่งของผมในการรับราชการ และถ้าวันนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ แต่อยู่ที่ประชาชน" ผบ.ทบ.กล่าวและว่า
ทั้งนี้ ตนหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก ที่ผ่านมามีการแก่งแย่ง ชิงการเมือง การเอาชนะ ไม่รู้จักแพ้ไม่รู้จักชนะ แล้วคนที่แพ้คือประเทศ กองทัพไม่มีวันชนะประชาชน แต่ประชาชนที่ออกมาสร้างความเดือดร้อน ยั่วยุให้จุดไฟเผามีการประกอบระเบิด นั่นคือประชาชนที่ทำให้ประเทศแพ้ แทนที่จะมาแข่งขันทางการค้าแล้วต้องใช้เวลากี่ปีมาฟื้นฟูประเทศ หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้วมีการยกเลิกการนำเข้าส่งออกของประเทศต่างประเทศเป็นเงินมหาศาล กว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ใช้เวลาเท่าไร จุดไฟเผาในเมือง เกิดกลียุค ปีเดียวสิ่งปลูกสร้างทำได้ แต่ในทางการค้าไม่ใช่ ความมั่นใจของต่างชาติในการลงทุนต้องใช้เวลานานกว่า วันนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นอาจจะเห็นผลช้าไม่ทันใจ ตนเชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ สิ่งที่สื่อถามว่า จะมีปฏิวัติหรือไม่ ตนหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก
"ผมมั่นใจว่าถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุของการจราจลก็ไม่มีอะไร ประเทศไทยเคยมีปฏิวัติมา 10 กว่าครั้ง แต่ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะช่วงหลังเกิดจากการเมืองทั้งสิ้น แต่เชื่อว่านักการเมืองที่ดีก็มีไม่ดีก็มี ผมเสียใจในหลายๆ เรื่องที่เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมถูกละเมิด การตัดสินคดีในหลายคดีกับคนทำความผิด บอกว่าไม่เป็นธรรมแล้วประเทศชาติจะอยู่ตรงไหน อะไรเป็นกลาง อะไรคือจุดยืนของประเทศ ในเมื่อบอกคนนี้ผิดก็แย้งว่าไม่ผิดถูกแกล้ง แล้วจะอยู่อย่างไรก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน จะให้คนไทยอยู่กันอย่างไรโดยไม่มีกฎระเบียบวินัย".