แยกกันเดิน ตีกันเละ

หากแยกแบบกะเทาะแก่นพรรคการเมืองที่จะลงสู่สนามการเลือกตั้งอย่างที่เห็นและเป็นอยู่นั้นน่าจะมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่

“ประชาธิปัตย์” เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่ยืนหยัดด้วยความเก่าแก่กว่าทุกพรรคการเมืองที่พยายามวางบทบาทอย่างชัด

คือไม่เอาทหาร-ไม่เอาเพื่อไทย (ทักษิณ)

“พลังประชารัฐ” พรรคการเมืองใหม่ที่ชัดเจนแล้วว่าสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง

ถือว่าเป็นพรรคการเมืองหลักซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในทางการเมือง เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเกิดปัญหาภายหลังได้ในเรื่องเสียงสนับสนุน

โอกาสที่จะเกิดกรณี “ขาลอย” ทางการเมืองได้

ว่าไปแล้วมีความยุ่งยากไม่ใช่น้อย เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 ฉบับ คสช.นั้นไม่ได้คิดถึงการตั้งพรรคของ คสช. แต่หลักการใหญ่สร้างกฎกติกาเพื่อทำให้พรรคการเมืองใหญ่เกิดปัญหา

พูดง่ายๆว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ชนะเลือกตั้งแบบขาดลอยอย่างที่พรรคเพื่อไทยเคยทำได้มาแล้ว หรือจะเรียกว่า “ล้อมกรอบ” ก็ว่าได้

รัฐธรรมนูญจึงไม่ได้เอื้อให้พรรค คสช.เท่าใดนัก

นอกจากพลังประชารัฐยังต้องมีพรรคแนวร่วมเพื่อหวังให้ได้เสียงสนับสนุนให้มากที่สุด นอกเหนือจาก 250 ส.ว.ที่อยู่ในมือ

หากไล่เรียงให้ดีน่าจะหลายพรรคการเมือง เช่น ชาติไทย–พัฒนา ชาติพัฒนา รวมพลังประชาชาติไทย ประชาชนปฏิรูป

หรือแม้แต่พรรคภูมิใจไทยก็อยู่ในข่ายอีกพรรคหนึ่ง

เช่นกันพรรคเพื่อไทยก็มาสูตรนี้เช่นเดียวกันแบบแยกกันเดินรวมกันตี เป็นพรรคการเมือง “นอมินี” ซึ่งเป็นพรรคเครือข่ายเดียวกัน

เพื่อไทย เพื่อธรรม และเพื่อชาติ 3 พรรคการเมืองที่เกิดจากการแตกหน่อออกไปจากเพื่อไทยอย่างชัดเจน

ทุกคนต่างชี้ไปเหตุผลเพราะว่ากลัวยุบพรรคจึงต้องเตรียมการไว้ก่อน

แต่หากมองให้ลึกลงไปกว่านั้นด้วยระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เป็นกติกาซึ่งพรรคการเมืองต้องนำปฏิบัติเมื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ใช้วิธีคิดที่ต่างออกไป ได้ ส.ส.มากจะทำให้ปาร์ตี้ลิสต์ลดลงหรืออาจจะไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป

ทางแก้ก็คือต้องมีพรรคการเมืองในสังกัดเพื่อมุ่งหวังได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แยกผู้สมัครเพื่อให้ลงสมัครแบบเขตเลือกตั้ง

เพราะจากนี้ไปการจะได้เป็น ส.ส.ง่ายๆจะหมดไปแล้วและหลายคนคงไม่อยากมีชื่อเป็นปาร์ตี้ลิสต์กลัวจะสอบตกมากกว่า

วันนี้ปัญหาในพรรคเพื่อไทยนอกจากถูก “พลังดูด” ไปมากพอสมควร

กลุ่ม ก๊วน แก๊งภายในพรรคมีมาก การจัดผู้สมัครของพรรคลงเขตเลือกตั้งต่างก็ยุ่งไม่ใช่น้อยที่จะต้องลุ้นกันอย่างหนัก

การแยกออกไป 3 ส่วนน่าจะแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น

ทางหนึ่งก็หวังว่าจะได้ ส.ส.ทั้ง 3 พรรคเกินกึ่งหนึ่งอย่างน้อยก็ 251 เสียงขึ้นไปและยังมีโอกาสที่พรรคอื่นจะเข้ามาร่วมคือพรรคอนาคตใหม่

แต่อยากให้ข้อสังเกตอันหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน เมื่อผู้สมัครได้ลงไปสู้กันในสนามเลือกตั้งก็ต้องหวังชนะโอกาสที่จะเกี้ยเซียะกันเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีใครอยากสอบตก

ไม่เชื่อก็ดูกันไป...

“สายล่อฟ้า”