ข่าว
100 year

ป้อมไม่ให้ โซเชียลหาเสียง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 ก.ย. 2561 05:45 น.
SHARE

สังฆราชก็ห้ามหาเสียง-ในวัด ‘ทำเนียบ’ ขยับเสริม‘ฮวงจุ้ย’!

“บิ๊กป้อม” ออกโรงปรามอย่าฉวยโอกาสหาเสียงโลกโซเชียล สื่อสารรับฟังปัญหาได้ แต่อย่าโฆษณาชวนเชื่อ แฝงหาเสียง ผิด พ.ร.บ.คอมพ์-คำสั่ง คสช. ย้ำยังไม่ถึงเวลาหาเสียง กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ยังไม่บังคับใช้ “สังฆราช” ลงพระนามประกาศห้ามใช้วัดประชุมเสวนา เคลื่อนไหวการเมือง ไม่ห้ามทำบุญแต่อย่าโฆษณาแฝง ฝ่าฝืนแจ้งตำรวจจับคาวัด “วิษณุ” เผยปลดล็อกหาเสียงเต็มที่ช่วงเดือน ธ.ค. คลายล็อกทีละเปลาะเพราะหวั่นเหตุแทรกซ้อน ยอมรับปรับเงื่อนไขไพรมารีให้ง่ายเพื่อเอื้อพรรคใหม่ พท.โวยรัฐบาลควงผู้สมัครพลังประชารัฐหาแต้ม ทำเนียบฯจัดไม้มงคลเรียงรายริมทาง ตึกไทยคู่ฟ้า เชื่อเสริมบารมีให้คนรัก คนชื่นชม ดาราดังตบเท้าจัดรายการเดินหน้าประเทศไทยโกยเรตติ้ง

หลังมีความชัดเจนเรื่องการคลายล็อกทางการเมือง เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมตามรัฐธรรมนูญใหม่ได้บางส่วน แต่ยังไม่อนุญาตให้ทำการหาเสียง ปรากฏว่า มีความเคลื่อนไหวค่อนข้างคึกคักจากบรรดาพรรคการเมืองที่เตรียมสื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะช่องทางโซเชียลมีเดีย

“บิ๊กป้อม” เตือนอย่าโฆษณาชวนเชื่อ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 ส.ค. ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนักการเมืองเตรียมเปิดเพจต่างๆ ช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คลายล็อกพรรคการเมืองในช่วงเดือน ก.ย. ว่า หากเปิดเพจเพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนสามารถทำได้ แต่ห้ามโฆษณาชวนเชื่อหรือหาเสียง และถ้าผิดกฎหมายก็ไม่สามารถทำได้ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ คำสั่ง คสช. ขณะนี้ยังไม่ให้พรรคการเมืองหาเสียง ต้องรอให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. บังคับใช้ก่อน โดยจะบังคับใช้หลังประกาศลงราชกิจจานุเบกษา (ก.ย.61) ไปแล้ว 90 วัน จึงจะมีการพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อให้ทุกพรรคสามารถดำเนินการได้พร้อมๆกัน

“สังฆราช” สั่งห้ามใช้วัดหาเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร) ทรงลงพระนามในประกาศมหาเถรสมาคม (มส.) เรื่อง ห้ามใช้วัดเป็นสถานที่ชุมนุม หรือสัมมนา หรือจัดกิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ และความแตกแยกขึ้นในสังคม เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า ด้วย มส.ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 ส.ค.2561 ได้รับทราบพฤติการณ์ว่ามีการใช้อาคาร สถานที่ และพื้นที่ของวัด เป็นสถานที่จัดชุมนุม ประชุม สัมมนา เสวนา หรือกิจกรรมที่มีลักษณะ หรือเนื้อหาที่อาจเป็นการละเมิดกฎหมาย หรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือใช้จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมีลักษณะเป็นการขัดคำสั่ง มส. ลงวันที่ 2 ม.ค.2538 เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ.2538 อันเป็นการใช้สถานที่วัดผิดไปจากวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์เฉพาะการทำสังฆกรรม กิจกรรมทางพระ พุทธศาสนา การคณะสงฆ์ การสาธารณสงเคราะห์ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และการเสริมสร้างความสามัคคีของประชาชน

ไม่ห้ามทำบุญแต่อย่าโฆษณาแฝง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประกาศ มส.จึงมีมติดังนี้ 1.ให้พระสังฆาธิการปฏิบัติและกวดขันมิให้พระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง ตามคำสั่ง มส. ลงวันที่ 2 ม.ค.2538 2.ห้ามเจ้าอาวาสใช้ ยินยอม หรืออนุญาตให้ใช้วัดเป็นสถานที่จัดชุมนุม ประชุม สัมมนา เสวนาหรือมีกิจกรรมที่มีลักษณะหรือเนื้อหาที่อาจเป็นการละเมิดกฎหมาย หรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือให้ใช้จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง 3.หากมีผู้มาใช้วัดเป็นสถานที่จัดกิจกรรมดังกล่าวในข้อ 2 โดยพละการให้เจ้าอาวาสเข้าป้องกัน ห้ามปราม หรือระงับ มิให้มีการจัดกิจกรรมนั้นในวัดต่อไป ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นให้ขออารักขาจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม มส. ไม่ได้ห้ามกรณีนักการเมืองเข้าไปทำบุญในวัดเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการเลือกตั้ง แต่หากเมื่อทำบุญเสร็จแล้ว มีการกล่าวเชิญชวนประชาชนให้ไปเลือกเบอร์ของตัวเอง ขอให้เจ้าอาวาสวัดเข้าไปห้ามปรามโดยทันที

ละเมิดฝ่าฝืนแจ้งตำรวจจับคาวัด

ด้านนายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในฐานะรองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ประกาศ มส.ดังกล่าว ระบุชัดว่าห้ามพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวการเมือง หากพระสงฆ์รูปใดละเมิดเจ้าคณะผู้ปกครองก็จะเรียกไปตักเตือน การประกาศครั้งนี้ เป็นการย้ำเตือนอีกครั้งหลังจากที่ มส.เคยมีประกาศมาแล้วเมื่อปี 2538 ซึ่งประกาศครั้งนี้ยังเพิ่มเติม เรื่อง การห้ามใช้สถานที่วัดจัดกิจกรรมหาเสียง หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยเด็ดขาด และหากมีผู้ละเมิดให้เจ้าอาวาสสั่งห้ามทันที ถ้าผู้ละเมิดยังฝ่าฝืน ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการทันที

“วิษณุ” เผยหาเสียงเต็มที่ได้ช่วง ธ.ค.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่มีสื่อบางแห่งนำเสนอว่าตนระบุห้ามเสียงออนไลน์ในช่วงนี้นั้น ขอชี้แจงว่าขณะนี้ยังทำไม่ได้ แต่เมื่อปลดล็อกเข้าสู่โหมดเลือกตั้งในเดือน ธ.ค. พรรคการเมืองจะขึ้นป้ายหาเสียงหรือหาเสียงผ่านแอปพลิเคชันไลน์ หรืออะไรก็ตามทำได้ หมด แต่ขณะนี้อย่าว่าแต่หาเสียงทางไลน์เลย หาเสียงธรรมดาก็ไม่ให้ทำ แต่เราจะออกคำสั่งให้เพื่อปลดหรือคลายล็อกบางอย่างให้พรรคการเมืองสามารถติดต่อกับสมาชิกผ่านไลน์ หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ยังติดต่อกับชาวบ้านไม่ได้ เพราะนั่นคือการหาเสียง หากบางพรรคหาเสียงแอบแฝง เรื่องของความผิดมีในคำสั่ง คสช.อยู่แล้ว แต่จะให้ระบุกรณีไหนบ้างต้องให้ คสช.และ กกต.พิจารณา เมื่อถามว่า กรณีที่พรรคชาติไทยพัฒนานัดรับประทานอาหารและแถลงข่าวในวันที่ 5 ก.ย. สุ่มเสี่ยงขัดคำสั่งด้วยหรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่าต้องให้ คสช.และ กกต.พิจารณา

ชี้ไม่ปลดล็อกหวั่นเหตุแทรกซ้อน

นายวิษณุกล่าวว่า ส่วนเหตุผลที่ คสช.ไม่อนุญาตในบางกรณีนั้น ไม่ได้กลัวว่าจะมีกบฏหรือจลาจล แต่เกรงว่าเมื่อจัดกิจกรรมจะมีคนถือโอกาสเข้ามา เพราะแค่คนเดียวก็ถือเป็นเหตุแทรกซ้อนได้ ส่วนการพูดคุยรอบ 2 ระหว่าง คสช. รัฐบาลกับพรรคการเมืองในเดือน ก.ย. ได้คุยในที่ประชุม คสช.เมื่อวันที่ 28 ส.ค. แล้วว่ารอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ประกาศใช้แล้วก่อนค่อยพิจารณา

ห้ามใช้วัดชุมนุม–หาเสียงมีนานแล้ว

นายวิษณุกล่าวด้วยว่า กรณีประกาศมหาเถรสมาคม (มส.) ห้ามใช้วัดชุมนุม สัมมนา ทำกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบและความแตกแยกเกิดขึ้นในสังคม โดยสมเด็จพระสังฆราชได้ลงนามเมื่อวันที่ 30 ส.ค.นั้น เป็นประกาศ มส.เพื่อแจ้งแก่วัดต่างๆ เนื่องจากวัดอยู่ในอำนาจปกครองและบังคับบัญชาของ มส. ซึ่งจริงๆ แล้วประกาศ มส.เรื่องห้ามหาเสียงในวัดมีมานานแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แค่พอเวลาผ่านไปจึงออกประกาศมาย้ำเตือนอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงจะห้ามใช้วัดเป็นสถานที่หาเสียงด้วยหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ตอนเลือกตั้งจะมีเรื่องนี้ออกมาชัดเจน

รับปรับไพรมารีช่วยพรรคใหม่

นายวิษณุยังกล่าวถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตเงื่อนไขทำไพรมารีโหวตรูปแบบใหม่เป็นการเอื้อให้กับพรรคใหม่ว่า เป็นเช่นนั้น เพราะเราต้องการช่วยให้ทั้งพรรคเก่า พรรคใหม่ พรรคใหญ่ พรรคเล็ก ได้ใช้อย่างเท่าเทียมกัน กระบวนการนี้ไม่ได้ประหลาดหรือพิสดาร แต่สอดคล้องกับมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บัญญัติขึ้น ส่วนจะผิดหรือถูก กรธ.เป็นเจ้าของเรื่องอยู่แล้ว และไม่ได้ยกเลิกทำไพรมารีโหวต แต่ใช้ในการเลือกตั้งหลังเลือกตั้งปี 62 แม้ยุ่งยากแต่ทำให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วม ส่วนการประชุม ใหญ่สิ่งที่ทำได้คือเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค แก้ไขข้อบังคับพรรค เมื่อถามว่า ผู้ที่จะรับตำแหน่งต่างๆในพรรค ต้องแสดงตัวในที่ประชุมด้วยหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่จำเป็น แต่ต้องเป็นสมาชิกพรรค และหาสมาชิกพรรคไว้ก่อนได้ ไม่ต้องรอคำสั่ง คสช.คลายล็อกออกมาก่อน แต่ยังรับเป็นสมาชิกไม่ได้ต้องรอการประชุมใหญ่ก่อน

ชทพ.นัดพบสื่อคาดเปิดตัวหัวหน้า

วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่พรรคชาติไทยพัฒนา ส่งข้อความถึงสื่อมวลชนผ่านไลน์แจ้งว่า “ขอเชิญพี่น้องสื่อมวลชน ร่วมพบปะพูดคุย กับคุณท็อป วราวุธ ศิลปอาชา และทีมงานคนรุ่นใหม่ พร้อมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เพื่อย้อนวันวาน กับเมนูโปรดของนายบรรหาร ในบรรยากาศแบบเป็นกันเอง...แล้วพบกัน!! วันพุธที่ 5 ก.ย. เวลา 10.00-12.30 น. ณ ที่ทำการพรรคชาติไทยพัฒนา” โดยในวันดังกล่าวจะมีแกนนำกลุ่มนิวบลัด ประกอบด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภราดร ปริศนานันทกุล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล และนายเสมอกัน เที่ยงธรรม เข้าร่วม สำหรับการจัดสังสรรค์มื้อเที่ยงครั้งนี้ ถูกคาดการณ์ว่าเป็นการเปิดตัวว่าที่หัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนาคนใหม่ เพื่อรอการคลายล็อกและสามารถดำเนินตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการได้ทันที แต่อาจสุ่มเสี่ยงขัดคำสั่ง คสช.ที่ห้ามรวมตัวทำกิจกรรมทางการเมืองเกิน 5 คน

ภท.เย้ยไม่เชื่อลมปากสามมิตร

นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเสียงวิจารณ์เรื่องการคลายล็อกที่ยังไม่เปิดกว้างเต็มที่ว่า ตราบเท่าที่กติกาถูกบังคับอย่างเท่าเทียมทุกพรรค พรรคภูมิใจไทยก็ไม่คิดอะไรมาก เข้าใจว่ารัฐบาลต้องคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้ได้มากที่สุด ส่วนกรณีที่กลุ่มสามมิตรประกาศความมั่นใจจะกวาดที่นั่ง ส.ส.จังหวัดนครราชสีมายกจังหวัดนั้น ขอใช้คำพูดของท่านหัวหน้าพรรคที่บอกว่า “เดี๋ยวปิดหีบก็รู้กัน” เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยมั่นใจพื้นที่โคราชหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่าหัวหน้าพรรคมีบ้านอีกหลังที่โคราช จึงรู้สภาพพื้นที่ดี และไม่กังวลต่อการประเมินตัวเลข ส.ส.ของกลุ่มสามมิตรที่บอกว่าอาจได้มากกว่า 100 ที่นั่ง พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองย่อมมั่นใจในตัวเอง แต่ท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน

พลังพลเมืองไทยหวัง 20 เก้าอี้

ที่พรรคพลังพลเมืองไทย ถ.ราชวิถี นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ หัวหน้าพรรคเปิดเผยภายหลังการประชุมพรรค ว่าเป็นการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อจัดการเรื่องธุรการตามคำแนะนำของ กกต. รวมถึงเตรียมพร้อมหากปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองทำกิจกรรม ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วไม่เป็นไร เรารอมา 4 ปีครึ่งแล้ว การปลดล็อกจะทำให้พรรคเล็กมีโอกาสมากขึ้น ไม่เช่นนั้นพรรคใหญ่จะได้เปรียบ ขณะนี้ เรามีความพร้อมเรื่องนโยบาย ประกอบด้วย นโยบายหมู่บ้านจัดการตนเอง เพื่อปูพื้นให้ประชาชนรู้จักประชาธิปไตยขั้นต้น ธนาคารแรงงาน กระทรวงอาหาร และตั้งกองทุนเพื่อคนพิการ หากพรรคมีโอกาสเข้าไปในสภาจะเสนอ 4 นโยบายนี้ ไม่ว่าจะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม พรรคหวังว่าจะได้ผู้แทนเกิน 20 ที่นั่ง เพื่อจะได้เสนอนโยบายตามที่วางไว้

ประชาชาติคุยโขมงกวาด 40 ที่นั่ง

นายซูการ์โน มะทา ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาชาติ กล่าวว่า พรรคประชาชาติจะประชุมเพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค รวมถึงรับรองข้อบังคับพรรคอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ที่หอประชุมอันนาวาวีย์ ชั้น 4 อาคารวิทยอิสลามนานาชาติ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จากการพูดคุยกันในส่วนของผู้ร่วมก่อตั้งพรรค เห็นว่าผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรค คือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีต รมว.มหาดไทย ส่วนเลขาธิการพรรค คือ พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. แต่ก็ขึ้นกับมติของที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง สำหรับแนวนโยบายของพรรค คือทำงานให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด และพร้อมแก้ไขปัญหาของประชาชนทุกพื้นที่ เพราะเราไม่ใช่พรรคเฉพาะถิ่นแต่เป็นพรรคทางเลือกใหม่ คาดว่าจะได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 40 ที่นั่ง ส่วนจุดยืนทางการเมืองของพรรคจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกหรือไม่นั้นถ้า พล.อ.ประยุทธ์มาจากการเลือกตั้ง ก็จะพิจารณากันอีกครั้ง แต่ถ้าเป็นนายกฯคนนอกคงไปด้วยกันไม่ได้ เราพร้อมจับมือกับทุกพรรคที่มาจากการเลือกตั้ง และมีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันคือประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุด

พท.โวยรัฐหนีบ พปชร.หาแต้ม

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ตรวจสอบพบว่ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ได้นำสิ่งของจากทางราชการ มาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนใน อ.ม่วงสามสิบ และ อ.เขื่องใน แทบทุกตำบล แต่มีการนำผู้สมัครจากกลุ่มพลังประชารัฐ ไปพูดจากับประชาชนด้วย ทั้งที่ข้าราชการควรวางตัวให้เหมาะสม เหมือนที่รัฐบาลและ คสช.ชอบพูดว่า ไม่เข้าข้างใคร เป็นพรรคพวกกันถ้าจะช่วยกันก็ไม่ได้ว่า แต่แบบนี้มันน่าเกลียดเกินไปหรือไม่ ถือเป็นการช่วยพรรคผู้สมัครจากพรรคใดพรรคหนึ่งซึ่งไม่สมควร ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ดูแลด้วย อย่าเอาเปรียบกันเกินไป ขอให้ช่วยสอดส่องผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ล่าสุด ผวจ.อุบลราชธานีให้ผู้สมัครพลังประชารัฐไปเดินตามในงาน พอ.สว. อีก ซึ่งไม่ควรมีเรื่องของการเมืองมาเกี่ยวข้อง

“บิ๊กป๊อก” ไม่รู้-ยันต้องทำตาม ก.ม.

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้ คสช.เป็นกลาง เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่น นำคนของพรรคพลังประชารัฐลงพื้นที่ พูดคุยแจกของประชาชน ว่าไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ในหลักการไม่ว่ากลุ่มการเมือง พรรคการเมือง หรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องทำตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะวุ่นวาย คนที่ต้องดูแลเรื่องนี้ ขณะนี้มี กกต. และ คสช. ต้องให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเสมอภาค ไม่เช่นนั้นจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ เมื่อถามว่าจะกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดเรื่องของการวางตัวเป็นกลางหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่ต้องหรอก คนที่รับผิดชอบคือ กกต. และ คสช.

นายกฯปิดฉากถกผู้นำอ่าวเบงกอล

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่เดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล สำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 30-31 ส.ค.ที่กรุงกาฐมาณฑุ สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ว่า เวลา 08.40 น.ตามเวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 1 ชม. 15 นาที วันที่ 3 ส.ค. นายกฯร่วมรับประทานอาหารเช้าระหว่างผู้นำกับนายคัดห์กา ปราสาด ชาร์มา โอลิ นายกฯสหพันธ์สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยเนปาล ก่อนถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน จากนั้นร่วมการรับรองการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 15 และครั้งที่ 16 พร้อมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามความตกลงกรอบร่วมมือจากการประชุมครั้งที่ 4 จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบไฟฟ้า ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้กรอบ BIMSTEC และร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่างสถาบันการทูตของประเทศสมาชิก BIMSTEC และร่วมรับรองปฏิญญากาฐมาณฑุ และร่วมพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานการประชุมครั้งต่อไปแก่สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา

ถกผู้นำอินเดียเชิญเยือนไทย

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายกฯได้พบหารือกับ นายนเรนทร โมที นายกฯสาธารณรัฐอินเดีย ที่โรงแรมโซลธี คราวน์ พลาซ่า โดย พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกฯได้ย้ำคำเชิญนายกฯอินเดียเยือนไทย ในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย และพร้อมทำงานร่วมกับอินเดียอย่างใกล้ชิดเพื่อกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ จากนั้นนายกฯหารือกับนายกฯเนปาล โดย พล.ท.วีรชนกล่าวว่า นายกฯย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เนปาล จะครบรอบ 60 ปี ในปี 2019 มีความเชื่อมโยงทางศาสนาและวัฒนธรรมที่มีมายาวนานกว่าสองพันปี ไทยพร้อมร่วมมือภายใต้แนวคิด “3Ps” (Pieces, Places, People) รวมทั้งประเทศอื่นๆที่มีความเชื่อมโยงกันทางพุทธศาสนาในการจัดทำ “Buddhist Story Book” เพื่อร่วมกันส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาในเอเชีย และพร้อมสนับสนุนการก่อสร้างโรงพยาบาลในเขตลุมพินี นายกฯได้มอบยาและเวชภัณฑ์แก่นายกฯเนปาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวเนปาลในนามของรัฐบาลและคนไทยด้วย ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจนายกฯและคณะเดินทางออกจากท่าอากาศ-ยานนานาชาติตรีภูวันเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) กองทัพอากาศเวลาประมาณ 18.15 น. วันเดียวกัน

พอใจผลประชุมเอื้อทุกประเทศ

ที่สหพันธ์สาธารณรัฐเนปาล พล.อ. ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ หลังเสร็จสิ้นภารกิจร่วมประชุมว่า พอใจภาพรวมการร่วมประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 4 เพราะผลที่ได้จากการประชุมเป็นประโยชน์กับประเทศสมาชิก ที่พร้อมจะขับเคลื่อนในกลไก ต่างๆ ตนเสนอให้ที่ประชุมเร่งรัดผลการดำเนินการ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเส้นทางทางทะเล ไทยพร้อมพัฒนาท่าเรือที่ จ.ระนอง เชื่อมโยงบังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา

กลับถึงไทยแค่เอ่ยทัก “นมัสเต”

กระทั่งเวลา 18.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร (2) กองบิน 6 พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับถึงประเทศไทย แต่ปฏิเสธตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความคืบหน้าบัญชีปรับย้ายนายทหารประจำปีโปรดเกล้าฯ โดยนายกฯกล่าวเพียงสั้นๆ ทักทายผู้สื่อข่าวด้วยภาษาเนปาลพร้อมอมยิ้มนิดๆว่า “นมัสเต” (สวัสดี) พร้อมยกมือรับไหว้สวัสดี ก่อนเดินก้าวขึ้นรถไปทันที

หนุนเกษตรกรรวมกลุ่มทำนา

ค่ำวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ถึงนโยบายข้าวว่า รัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมการทำเกษตรแบบรวมกลุ่ม ที่เรียกว่า “ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” มีการบริหารจัดการแปลงเป็นระบบ ให้การผลิตมีศักยภาพ ลดต้นทุนการผลิต และเชื่อมโยงกับตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพและราคาที่เป็นธรรม เกษตรกรมากกว่าร้อยละ 80 พอใจการรวมกลุ่มทำนา เพราะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 1,325 บาทต่อไร่ ขณะนี้มีชาวนาสนใจร่วมโครงการกว่า 1,900 แปลง รวมเกษตรกรกว่า 170,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.4 ล้านไร่ 71 จังหวัด แต่ยังต้องทำให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ข้าวปีนี้หลายประเทศประสบภัยพิบัติ พื้นที่เพาะปลูกเสียหายจำนวนมาก ต้องพึ่งการนำเข้าข้าวจึงเป็นปีทองของข้าวไทย ขอฝากบันไดความสำเร็จ 3 ขั้นคือ คิด-พูด-ทำ วันนี้ตน รัฐบาล และ คสช. เริ่มแล้ว ทั้งคิดริเริ่มหาแนวทางปฏิรูปที่ยั่งยืน พูดอย่างสร้างสรรค์สร้างความเข้าใจและร่วมมือ และทำเป็นตัวอย่างให้เห็นผลสัมฤทธิ์ ขอให้ทุกคนร่วมแรง ร่วมใจ สร้างไทยไปด้วยกัน

ทำเนียบฯจัดไม้หอมเสริมมงคล

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลนำกระถางดอกไม้หอมที่เป็นสิริมงคล เช่น ราชาวดี มะลิหลวง มะลิซ้อน แย้มปีนัง ต้นแก้ว แก้วแคระ คัดเค้า พุดชาดหลวง กว่า 10 กระถาง วางทางขึ้นริมทางเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำงาน จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ต่างปฏิเสธไม่ทราบสาเหตุที่นำไม้มงคลมาวางทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพียงแต่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้จัดหามา ทั้งนี้ตามความเชื่อดอกไม้เหล่านี้เป็นไม้มงคล ส่งเสริมให้คนรัก คนชื่นชม เสริมสิริมงคล สำหรับการปรับปรุงภูมิทัศน์ทำเนียบรัฐบาลในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการเป็นระยะต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้มีการนำอ่างบัวหลากสีขนาดใหญ่ 10 อ่าง มาวางตกแต่งหลายจุด นอกจากนี้ยังเคยนำบัวหลวงมาปลูกเพิ่มในสระน้ำหลังตึกไทยคู่ฟ้า บริเวณข้างตึกภักดีบดินทร์ จำนวน 7 อ่างใหญ่ โดยสวนนงนุชเป็นผู้ดำเนินการ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยเสริมมงคลให้กับรัฐบาล และเกิดเรื่องฮือฮาขึ้นเมื่อครั้งอ่างบัวในทำเนียบรัฐบาลแตกมีรอยร้าวในวันตรุษจีน ซึ่งหลายคนมองว่าอาจเป็นลางร้าย จากนั้นนายกฯสั่งให้นำโคมจีนสีแดง (เต็งลั้ง) ประดับไว้ทุกประตูของทำเนียบรัฐบาล ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลใดทำมาก่อน ตามความเชื่อของคนจีนเต็งลั้ง ถือเป็นเครื่องชี้นำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้คนในบ้านมีความสุขความเจริญ

ขนดาราชื่อดังโกยเรตติ้งรายการ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงดารานักแสดงที่เป็นพิธีกรและมีคิวเป็นพิธีกรในรายการ“เดินหน้าประเทศไทยสร้างไทยไปด้วยกัน”ตอนพิเศษว่าด้วยเรื่องปฏิรูป ในทุกวันเสาร์ว่า อยู่ระหว่างเตรียมการเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ในวันที่ 4 ก.ย. ดาราที่มาวันนั้น ประกอบด้วย มิว นิษฐา จิรยั่งยืน, เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันวง BNK48, “ฟิล์ม” ธนภัทร กาวิละ ดาราหนุ่มสุดฮอตเจ้าของบท “บอสวศิน” ในละครเมีย 2018 “บี” น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ ที่สวมบท “อรุณา” ในละครเมีย 2018 “ท็อป” จรณ โสรัตน์ และ “ตั๊ก” มยุรา เศวตศิลา ทั้งหมดจะเข้ารับประกาศนียบัตรจากนายกฯเพื่อเป็นการขอบคุณในนามรัฐบาล ส่วน ณเดชน์ คูกิมิยะ รอตอบรับร่วมงาน ขณะที่ “ญาญ่า” อุรัสยา เสปอร์บันด์ รอตอบรับเป็นพิธีกร และได้ทาบทาม “เป๊ก” ผลิตโชค อายนบุตร นักร้องชื่อดัง มาเป็นพิธีกรด้วย เนื่องจากเรียกร้องเข้ามามาก

เปิดซิงเกิล “ร่วมใจสร้างไทยไปด้วยกัน”

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า วันที่ 4 ก.ย. ยังมีกิจกรรม “ร่วมใจสร้างไทยไปด้วยกัน” เปิดตัวช่องทางประชาสัมพันธ์งานปฏิรูปและโครงการสำคัญของรัฐในรูปแบบเว็บไซต์และแม็กซีนด้วย นอกเหนือจากผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หลังได้ดารามาเป็นพิธีกรทำเรตติ้งรายการสูงขึ้น มีประชาชนติดตามสูงสุดถึง 6 ล้านคน ซึ่งนายกฯชื่นชมบอกว่าดีแล้ว ได้ติดตามดูทั้ง 6 ตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 4 ก.ย.จะมีการเปิดเพลง “ร่วมใจสร้างไทยไปด้วยกัน” เป็นครั้งแรก เนื้อหาเกี่ยวกับปฏิรูปประเทศ แต่งโดยนักดนตรีโปรดิวเซอร์ชื่อดังนายจักรวาล เสาธงยุติธรรม หรือ “หนึ่ง จักรวาล” ขับร้องโดย “เก่ง เดอะวอยซ์” ธชย ประทุมวรรณ ส่วนรายการเดินหน้าประเทศไทยสร้างไทยไปด้วยกัน วันที่ 1 ก.ย.ได้ “โอม อัชชา” พระเอกจากละครเรื่อง “อังกอร์” มาเป็นพิธีกร

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1ประวิตร วงษ์สุวรรณพรรคการเมืองหาเสียง

คุณอาจสนใจข่าวนี้