'วิทยา' แฉสอดไส้ มติ ครม.แบบศรีธนญชัย เอื้อต่อการวิ่งเต้นโยกย้ายตำแหน่ง 'ข้าราชการตำรวจ' ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 260 วรรคสาม ถือเป็นการซื้อขายตำแหน่งครั้งใหญ่ ส่งท้ายก่อนการปฏิรูปตำรวจ...

เมื่อ 5 ส.ค. 61 นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิก สปท. ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี หมิ่นประมาทสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในกรณีเปิดโปงการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ล่าสุด นายวิทยา แก้วภราดัย ได้ตรวจสอบการเตรียมการแต่งตั้งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจครั้งใหม่อีกครั้งมในขณะที่การปฏิรูปตำรวจซึ่งถูกระบุในรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี แต่จนปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าหลังจากคณะกรรมการปฏิรูป ชุดที่มีพลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานคณะกรรมการได้เสนอต่อ ครม.แต่ไม่ผ่านมติ ครม. ซึ่งปัจจุบันเป็นคณะของนายมีชัย ฤชุพันธ์ กำลังดำเนินการ

นายวิทยา ตั้งข้อสังเกตประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักอาวุโส อ้างมติ ครม.ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเรียกประกาศฉบับนี้ว่า 'ศรีธนญชัย' เนื่องจากมีการขยายความคำว่าอาวุโสเสียใหม่ ที่มีการสอดไส้และเมื่อมีการประกาศใช้ จะเป็นการเอื้อต่อการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งครั้งใหญ่ ทิ้งทวนส่งท้ายการปฏิรูปตำรวจ และพร้อมหากจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอีกสักคดี

สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจรอบถัดไป จะไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์ปกติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ จะต้องอาศัยหลักอาวุโสอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องน่าประหลาด มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอ้างมติ ครม. ไปขยายความคำว่าอาวุโสแบบศรีธนญชัย ตั้งใจเลี่ยงรัฐธรรมนูญและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ประกาศสำนักนายกฉบับนี้ไปกำหนดว่าใครที่เป็นรองผู้บังคับการ หรือรองผู้บัญชาการ เพียง 1 ปี ถือว่าเป็นผู้อาวุโส สรุปคือคนที่เป็นรองผู้บัญชาการหรือรองผู้บังคับการ ที่ครองตำแหน่ง 1 ปีจะมีอาวุโสตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นวิธีการที่ผมเรียกว่า ศรีธนญชัย

...

"อาวุโสเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ว่าการครองตำแหน่งก่อนคนอื่นนั้นถือว่ามีอาวุโส แต่นี่คือคนปีเดียวมีอาวุโสเท่ากับคน 7 ปี สุดท้ายที่ต้องจับตามองคือ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งเป็นประธานในการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไปดูว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 260 วรรค 3 เรื่องของการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งมีสภาพบังคับห้ามโยกย้ายอย่างอื่นนอกจากตามลำดับอาวุโส ได้ถูกทำลายลงแล้วโดยประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้" นายวิทยา กล่าว.