กกต.เผยร่างเลือกตั้งท้องถิ่น คาดได้หย่อนบัตรประมาณ พ.ค.62 หลังเลือกตั้งใหญ่ เผยกฎกติกาใหม่สุดเข้มข้น ห้ามจัดมหรสพ-หว่านโครงการล่อใจระหว่างหาเสียง พร้อมวางกฎเหล็กช่องทางโซเชียล บทลงโทษจำคุก-ปรับอาน “วิษณุ” เผย ก.ม.ท้องถิ่น 6 ฉบับยังไม่เสร็จ ทยอยรับฟังความเห็น “สุทธิพงษ์” ขึงขังระดมความเห็นผู้นำท้องถิ่น ปชป.บีบคอ คสช.รับผิดชอบรักษาเวลาโรดแม็ป เรียนผูก ต้องเรียนแก้ จี้จัดการคำสั่ง คสช.เจ้าปัญหา พร้อมร่วมวงถกพรรคการเมือง ยันไม่เอาตั้งรัฐบาลแห่งชาติ “นิพิฏฐ์” ย้ำไม่ปลดล็อกพรรคหนุน คสช. จะลำบาก พท.จี้ปลดล็อก-อนุญาตชุมนุม ย้อนถาม คสช.มั่นใจผลงานกลัวทำไมเลือกตั้ง ฉะยับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พาประเทศดิ่งเหว ล้าหลังเป็นเต่าหลับ “ยะใส” ติงขาดการมีส่วนร่วม สุมหัวเขียนแผนแค่ไม่กี่คน “เพจขอล้านไลค์”ทำโพลอีก คนอยากเลือกตั้งมากกว่าให้ “บิ๊กตู่”อยู่ต่อ

ประเทศไทยยังเฝ้ารอการเลือกตั้งใหญ่ที่งวดใกล้เข้ามาทุกขณะ ตามแผนโรดแม็ปของรัฐบาล คสช. คือประมาณเดือน ก.พ.2562 อย่างไรก็ตาม บรรดานักการเมืองยังคงไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามช่วงเวลาดังกล่าว แต่ล่าสุดมีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ กกต.คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ หรือราวๆเดือน พ.ค.2562

กกต.คาดเลือกตั้งท้องถิ่น พ.ค.62

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำการเผยแพร่ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ...ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) พิจารณาแล้ว และส่งมาให้ กกต.รับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีทั้งหมด 141 มาตรา จะมีการรับฟังความคิดเห็นประมาณ 30 วัน หลังจากนั้น กกต.จะนำมาพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าเดือน ก.ค. จะส่งร่างกฎหมายให้ สนช. พิจารณาต่อไป และน่าจะจะประกาศใช้ได้ภายในเดือน ธ.ค.2561 แต่อาจยังไม่มีการเลือกตั้ง เพราะระยะเวลากระชั้นชิดกับการเลือกตั้ง ส.ส. ตามโรดแม็ปที่รัฐบาลประกาศไว้ โดย กกต.ได้เสนอว่า การเลือกตั้งระดับชาติและการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ควรเว้นระยะห่างกันประมาณ 3 เดือน ดังนั้น อาจมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในช่วงเดือน พ.ค.2562

...

ห้ามจัดมหรสพ-ใช้โครงการจูงใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ส่วนใหญ่คล้ายกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แต่มีการปรับแก้ตามข้อเสนอของ กกต. เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 ตลอดจนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ประเด็นที่น่าสนใจคือการกำหนดให้ กกต.ประกาศผล การเลือกตั้งไปก่อน โดยหากตรวจพบการเลือกตั้งไม่สุจริตภายหลัง กกต.อาจมีคำสั่งให้ระงับ ยับยั้งแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ตามที่เห็นสมควร ขณะที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องแจ้งบัญชีรายรับ-รายจ่าย ภายใน 90 วัน นับจากวันเลือกตั้ง หากใช้จ่ายเกินค่าใช้จ่ายที่กำหนด กกต.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นได้ ส่วนการหาเสียงห้ามไม่ให้จัดมหรสพ ห้ามอนุมัติโครงการที่มีลักษณะจูงใจ ภายใน 90 วันก่อนครบวาระหรือก่อนลาออก ยกเว้นโครงการลักษณะบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติ

คุมเข้มหาเสียงผ่านโซเชียล

ส่วนการปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่น่าสนใจ อาทิ การหาเสียงโดยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หากฝ่าฝืนหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของ กกต. ให้ กกต.มีอำนาจสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแก้ไขหรือลบข้อมูลได้ทันที หากเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครแล้วเป็นเหตุให้ต้องเลือกตั้งใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ผู้นั้นจ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่ ส่วนกรณีที่ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับเลือกตั้งโดยได้คะแนนมากกว่าคะแนนเสียงที่เลือกผู้ใด ให้ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ผู้สมัครรายเดิมไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น

บทลงโทษหนักทั้งคุกทั้งปรับอาน

ขณะที่บทกำหนดโทษ อาทิ การทำเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครคนใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี หากเป็นการแจ้งหรือให้ถ้อยคำต่อ กกต.เป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท ให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี หากการกระทำดังกล่าวหัวหน้าพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจหรือสนับสนุนให้ ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง การติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนั้นยังให้ กกต. มีอำนาจกันบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดไว้เป็นพยาน และไม่ดำเนินคดีก็ได้ เป็นต้น

“วิษณุ” ชี้ ก.ม.มี 6 ฉบับยังไม่เสร็จ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี กกต.เตรียมนำร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ไปรับฟังความคิดเห็น และคาดการณ์ว่าจะเลือกตั้งท้องถิ่นได้ในเดือน พ.ค.62 ว่า ไม่มีความเห็น เพราะกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นมีจำนวน 6 ฉบับ และจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.พร้อมกันทั้ง 6 ฉบับ ขณะนี้บางฉบับยังไม่เสร็จ ส่วนที่ กกต.นำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่เสร็จแล้วไปรับฟังความเห็นก่อนนั้น สามารถทำได้ เพื่อทุ่นเวลา เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกว่าจะจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติ นายวิษณุตอบว่า เดิมเราคิดกันไว้อย่างนั้น แต่ทีนี้จะเสร็จหรือไม่มันอยู่นอกเหนือการควบคุม เข้าใจว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอยู่ หากฉบับใดเสร็จแล้วสามารถนำไปทยอยรับฟังความคิดเห็นได้ก่อน เมื่อถามว่า แม้จะจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นทีหลังการเลือกตั้งระดับชาติก็ไม่ส่งผลกระทบใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เรื่องนี้ กกต.ระบุว่าไม่อยากให้จัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนหรือหลังการเลือกตั้งระดับชาติ โดยมีระยะเวลาห่างกันน้อยกว่า 3 เดือน ควรจะทิ้งระยะเวลาไว้สัก 3 เดือน

กฤษฎีกากำลังปรุงแต่งอีก 5 ฉบับ

นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเสร็จไปแล้ว 1 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดย กกต. และคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังรับฟังความเห็นอยู่ ส่วนที่เหลืออีก 5 ฉบับ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ร่างเอาไว้นานแล้ว ขณะนี้กำลังเอามาดูอีกรอบ เนื่องจากกระทรวงมหาดไทย และ กกต.ได้เสนอเพิ่มเติมมา เป็นเรื่องคุณสมบัติต่างๆ รวมทั้งจะสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอามาปรับให้ตรงและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ คาดว่าใช้เวลาไม่นาน

สถ.ระดมความเห็นผู้นำท้องถิ่น

ด้านนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวถึงกรณี กกต.เผยแพร่ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อรับฟังความคิดเห็นว่า ทางกรมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นทั้ง 6 ฉบับ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้นำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและให้คำแนะนำ เพื่อที่จะได้ผู้บริหารท้องถิ่นที่ถูกใจและดีที่สุด นอกจากนี้ กรมยังได้ส่งร่างไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาล นายกสมาคม อบจ. นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเสนอความคิดเห็นกลับมาภายในวันที่ 27 มิ.ย. เพื่อเข้าสู่คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอีกครั้งว่าต้องปรับแก้เรื่องใดบ้าง ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นอีก 5 ฉบับ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้ง พ.ร.บ.จัดตั้ง อบต.เทศบาล อบจ.เมืองพัทยา กทม. เมื่อพิจารณาเสร็จจะเข้าสู่ขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นเช่นเดียวกัน สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง ส.ส.หรือเปล่านั้น ตนไม่ทราบ แต่ยืนยันว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้เร่ง พิจารณาอยู่ โดย 5 ฉบับที่กำลังดำเนินการอยู่นี้เป็นการปรับแก้เพียงบางส่วน ไม่ได้ใช้เวลามากอย่างที่บางฝ่ายกังวลใจ

ปชป.เค้นคอ คสช.รับผิดชอบโรดแม็ป

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง และมีการเสนอ 3 ทางออก คือให้ใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พระราช กำหนด (พ.ร.ก.) หรือมาตรา 44 แก้ปัญหาการจัดการเลือกตั้งว่า หลังจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว คงทราบว่ามีปัญหาอุปสรรคใดบ้าง และควรใช้วิธีการใดแก้ไข ซึ่งน่าจะรายงานให้ คสช.ทราบแล้ว ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะพิจารณาดำเนินการอย่างไรต่อไป ต้องยอมรับความจริงว่าการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.หลายฉบับกลายเป็นเงื่อนไขให้เกิดปัญหา ถ้า คสช.ตัดสินใจแก้ปัญหาถูกวิธีก็มีโอกาสที่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแม็ป มีการเลือกตั้งภายในเดือน ก.พ.62 แต่ถ้า แก้ไม่ถูกวิธีปัญหาจะบานปลายกลายเป็นวัวพันหลัก และอาจสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก ฉะนั้นเรื่องนี้ จึงเป็นความรับผิดชอบของ คสช.โดยตรง

พร้อมร่วมวงถกพรรค–ขอรู้ประเด็น

นายองอาจกล่าวว่า ส่วนการที่รัฐบาลและ คสช. จะเชิญพรรคการเมืองเข้าร่วมประชุมหารือนั้น ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอะไรขัดข้อง เราพร้อมให้ความร่วมมือ เหมือนที่ทำมาอยู่เสมอ ตอนที่กรธ.เชิญไปให้ความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเราก็ไป หรือเมื่อตอนที่รัฐบาลและ กกต. เชิญพรรคการเมืองไปประชุมที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีฯ เราก็ไป รวมทั้งที่ คสช.เชิญไปประชุมเรื่องความปรองดองที่กระทรวงกลาโหม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคก็นำคณะไป เพราะเราเชื่อว่าการพบปะพูดคุยกันจะสามารถสร้างความเข้าใจ ก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าการหันหลังให้กัน อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้ทางผู้จัดการประชุม คือรัฐบาล และ คสช. ควรแจ้งให้ชัดเจนด้วยว่าเนื้อหาสาระประเด็นที่จะพูดคุยกันมีอะไรบ้าง พรรคประชาธิปัตย์จะได้จัดบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ โดยตรงไปเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อที่ประชุม

ดักคอหมดข้ออ้างเตะถ่วงเลือกตั้ง

นายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำกปปส.กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปเดือน ก.พ.2562 ว่า ตอนนี้หมดปัจจัยสำหรับใช้เป็นเงื่อนไขที่จะเลื่อน หรือไม่มีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปแล้ว เว้นแต่เหตุพิเศษที่จะนำมาอ้าง ซึ่งไม่น่าจะมีใครทำ เว้นแต่คนที่อยากอยู่ในอำนาจต่อจะสร้างสถานการณ์ขึ้นมา แต่เชื่อว่าถ้าทำแบบนั้นจะมีเสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก เพราะเท่าที่สัมผัสชาวบ้านในพื้นที่ ตอนนี้ทุกคนอยากให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เขาคิดว่าจะช่วยให้สถานการณ์จะดีขึ้น เพราะ คสช.อยู่มานานสี่ปีแล้วเศรษฐกิจก็ไม่ดีขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่เขาจึงต้องการให้เลือกตั้ง เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ไม่มีเหตุผลตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

นายอิสสระกล่าวว่า สำหรับรัฐบาลชุดต่อไปต้องไม่ใช่รัฐบาลพิเศษ หรือรัฐบาลแห่งชาติ เพราะตอนนี้ไม่มีเหตุอะไร มันไม่จำเป็นเลย บ้านเมืองก็สงบ คสช.มีอำนาจ มีกฎหมายในมือ ทุกอย่างก็สามารถควบคุมได้ถ้ามีเหตุปั่นป่วน หากไม่มีการเลือกตั้งตามคำพูด จะกระทบความเชื่อมั่นของต่างชาติ ประเทศไทยจะขาดการยอมรับ เราจะอธิบายภายนอกเขาอย่างไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญก็พร้อม กฎหมายลูกก็เสร็จแล้ว หากจะตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งตามโรดแม็ป จะไม่สามารถอธิบายต่างชาติได้ และจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกสาหัสแน่นอน ภาระก็จะตกสู่ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ถ้าไม่มีเลือกตั้งตามที่สัญญาไว้ ก็เหมือนโกหกประชาชน

ไม่ปลดล็อกกระทบพรรคหนุน คสช.

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องเชื่อว่าการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแม็ปที่รัฐบาลประกาศไว้ เพราะยังไม่มีอย่างอื่นที่ทำให้โรดแม็ปต้องเคลื่อนไป ทั้งหมดอยู่ที่การปลดล็อก ดูเหมือนตั้งใจจะปลดหลายๆระยะ โดยใช้คำว่าคลายล็อก สำหรับสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์คลาดเคลื่อนไปมี 2 เรื่อง คือ 1.คลายล็อกช้าไป 2.ไม่ปลดล็อกทั้งหมด เพราะถ้าปลดล็อกเร็วก็จะเดินไปสู่การเลือกตั้งได้ แต่ดูแล้วคสช.เขาจะคลายให้ทีละล็อก จึงทำให้ช้า แต่ควรที่จะหาวิธีทำให้พรรคการเมืองสามารถประชุมได้ ส่วนการแบ่งเขตเลือกตั้งถ้าไม่มีก็ไม่สามารถทำไพรมารีโหวตได้ เรื่องไพรมารีโหวตไม่ใช่พรรคใหญ่เรียกร้อง แต่เป็นความต้องการของพรรคเล็กและพรรคใหม่ โดยเฉพาะพรรคที่สนับสนุน คสช. ก็จะเป็นปัญหา ซึ่งก็อยู่ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร

หลังเลือกตั้งมีปัญหาตั้งรัฐบาลยาก

เมื่อถามว่า มองดูสถานการณ์ปัญหาต่างๆ ด้านกฎหมายขณะนี้ มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติ นายนิพิฏฐ์ตอบว่า เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว จะมีปัญหาหลังเลือกตั้ง คือตั้งรัฐบาลไม่ได้ สูตรรัฐบาลก็ไม่รู้จะเอาใครผสมกับใคร ก็มีปัญหาทั้งนั้น ส่วนรัฐบาลแห่งชาติไม่น่าเกิดขึ้น เพียงแต่เราไม่รู้จะเอาพรรคไหนรวมกับพรรคไหน ส่วนทางออกควรจะเป็นอย่างไรตนคงพูดไม่ได้ แต่คอยดูก็แล้วกันว่าตั้งรัฐบาลยาก

พท.จี้ คสช.ปลดล็อก-ให้ชุมนุมได้

ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อมีการปักหมุดเลือกตั้งในเดือน ก.พ.ปีหน้า ซึ่งเหลือเวลา 8 เดือน ประเทศควรต้องมีเป้าหมายร่วมกันและช่วยกันคิดว่าแต่ละฝ่ายต้องทำอะไรบ้างเพื่อเดินไปถึงจุดนั้น ต้องสร้างความชัดเจนและแน่นอนให้เป็นฉันทามติร่วมกัน โดยเอาประเทศและประชาชนเป็นตัวตั้ง ผู้มีอำนาจต้องป้องกันไม่ให้ 8 เดือนก่อนเลือกตั้ง เป็น 8 เดือนที่คลุมเครือ จนทำให้ประเทศและคนไทยเสียโอกาส จึงขอเสนอ 5 ทางออก คือ 1.เร่งทำให้บ้านเมืองเป็นปกติ พร้อมสำหรับการเลือกตั้งต้นปีหน้า 2.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้ เช่น ทำนโยบาย ประชุมพรรค ทำไพรมารี 3.ยกเลิกคำสั่งที่ 3/58 ให้คนมีเสรีภาพชุมนุมทางการเมืองได้ เนื่องจากใช้บังคับมานานเกินไปแล้ว และ คสช.พูดเองว่าประเทศมีความสงบแล้ว 4.ยกเลิกคำสั่งที่ 53/60 เพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินการต่างๆ ตามกฎหมายพรรคการเมืองได้ 5.สร้างฉันทามติว่าการเลือกตั้งต้นปีหน้าจะต้องเสรี เป็นธรรม มีความน่าเชื่อถือ ต้องไม่มีการเอาเปรียบทางการเมือง หรือสร้างความเสียเปรียบให้ฝ่ายใด นอกจากนี้ ควรประกาศว่าจะไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่จะกระทบการเลือกตั้ง ผู้มีอำนาจควรเร่งสร้างความชัดเจนตามขั้นตอนต่างๆโดยเร็ว เพื่อให้ประเทศเดินหน้าเร็วกว่านี้ แผนยุทธศาสตร์ชาติยังกำหนดให้คนทำตาม 20 ปี แต่ 8 เดือนก่อนเลือกตั้งเหตุใดไม่รีบทำให้ชัดเจน

กลัวทำไมเลือกตั้งถ้ามั่นใจผลงาน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง ที่เตรียมเสนอ 4 ประเด็นปัญหาให้นายกฯและ คสช. หาทางออกจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า จนถึงขณะนี้ประชาชนยังต้องพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาล คสช.ในการนำพาประเทศกลับเข้าสู่การเลือกตั้งต่อไป การไม่ยอมปลดล็อกและพยายามสร้างเงื่อนไขใหม่ที่จะทำให้พรรคการเมืองขยับไม่ได้นั้น เป็นการทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองหรือไม่ ผลการหารือไม่ว่าจะเป็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง หรือการพูดคุยกับพรรคการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น สุดท้ายก็มีเส้นทางเดียวกัน คือเสนอให้นายกฯและ คสช.พิจารณา วันนี้ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาล คสช. ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นแล้ว ต่อให้ไปเดินสายดูดเอานักการเมืองมีชื่อ กลุ่มการเมืองต่างๆมาสนับสนุน ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และถ้าจะคิดเอาดารานักแสดง ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ป หรือมหกรรมฟุตบอลโลก มากลบโรดแม็ปเลือกตั้ง เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปให้นานที่สุด ประชาชนเขาก็จะมองออก ความจริงถ้ารัฐบาล คสช.มั่นใจว่ามีผลงาน แล้วจะกลัวอะไรกับการไปให้ประชาชนตัดสินที่คูหาเลือกตั้ง

จวกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีพุ่งลงเหว

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่บังคับรัฐบาลในอนาคตต้องปฏิบัติตามจะเป็นปัญหาของประเทศ ถึงขนาดอาจทำให้ประเทศลงเหวได้ ไม่อยากให้รัฐบาลและ คสช. สร้างปัญหาให้กับประเทศเพิ่มขึ้นอีก ลำพังแค่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีปัญหามากอยู่แล้ว แก้ไขยากหรืออาจทำไม่ได้เลย การกำหนดอนาคตของประเทศนั้นน่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ประชาชนเลือก เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่ารัฐบาลและ คสช.ทำให้ประเทศดีขึ้น แถมยังอาจแย่ลง แล้วจะมากำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี จะไม่ยิ่งย่ำแย่ไปกันใหญ่ หรือจะให้กลุ่มคนที่บริหารประเทศล้มเหลวมากำหนดอนาคตให้กับประเทศได้อย่างไร จึงไม่อยากให้เอาอนาคตของประเทศมาเสี่ยงกับการจะใช้ยุทธศาสตร์ 20 ปี เพื่อเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ

สวนหมัด “สมคิด” ศก.ไม่ได้ดีจริง

นายพิชัยกล่าวว่า ขอเตือนว่าสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้ดีอย่างที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯพยายามเกลี้ยกล่อมให้คนเชื่อ เศรษฐกิจไม่ได้ดีตลอด 4 ปีอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเข้าใจ หรืออาจได้รับรายงานมาผิดๆ ยังมีปัญหาและความเสี่ยงที่ตอกย้ำเรื่องรวยกระจุกจนกระจาย เช่น หนี้เสียในระบบธนาคารที่ยังเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูง การว่างงานมีมากขึ้นถึงกว่า 470,000 คน โดยเฉพาะระดับปริญญาตรีว่างงานถึงกว่า 1.7 แสนราย ยอดลงทุนการตั้งโรงงานใน 5 เดือนของปีนี้ลดลงถึงร้อยละ 26.16 สวนทางกับยอดขอส่งเสริมการลงทุนที่นายสมคิดคุยนักคุยหนาว่าเพิ่มขึ้น ซึ่งแปลว่ามีแต่ยอดขอส่งเสริมแต่ไม่มีการลงทุนจริง ส่วนการลงทุนของต่างชาติในตลาด หลักทรัพย์ที่นายสมคิดมักอ้างถึงกลับมียอดการเทขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติกว่าหนึ่งแสนหกหมื่นล้านบาทแล้วตลอด 5 เดือนของปีนี้ และระยะหลังยิ่งมียอดการเทขายสุทธิหนักมาก พร้อมกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ทรุดลง แสดงถึงความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐบาลและสถานการณ์ของประเทศใช่หรือไม่ จึงอยากให้นายสมคิดออกมาอธิบายด้วย หรือจะบอกว่าเศรษฐกิจไทยสามารถโตได้เองโดยไม่พึ่งต่างชาติอีก

ยุทธศาสตร์ 20 ปีล้าหลังเต่าหลับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ คสช.ว่า การวางยุทธศาสตร์ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น ต้องกำหนดเอาไว้แบบกว้างๆ ยืดหยุ่นได้ แต่การวางยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลและ คสช. กำหนดไว้เพื่อให้รัฐบาลต่อๆไปต้องปฏิบัติตามมิฉะนั้น จะมีโทษ ถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เทคโนโลยีก้าวหน้าไปโดยไร้ขีดจำกัด ยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้จะก้าวทันโลกอนาคตได้ขนาดไหน เปรียบเหมือนเต่าที่กำลังนอนฝันว่าตัวเองวิ่งเร็วเหมือนกระต่าย พอตื่นขึ้นมาก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นกระต่ายอยู่ ลืมตัวไปว่าตัวเองเป็นเต่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจะมีผลต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดต่อไปแน่นอน เพราะถึงอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ แต่กลับต้องมาติดขัดกับยุทธศาสตร์เขียนล็อกเอาไว้ตั้งแต่แรก เหมือนมัดมือประชาชน นอกจากนี้ยังเห็นว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติควรใช้คนที่มีความรู้เฉพาะด้านนั้นๆมาช่วยกันระดมความคิด ไม่ใช่ใช้คนกลุ่มเดียวกลุ่มเดิม ถามว่าจะมีความสามารถรอบด้านถึงขนาดมากำหนดเส้นทางเดินให้คนไทยทั้ง 70 กว่าล้านคนเลยหรือไม่ เวลา 4 ปีที่ผ่านมาประชาชนน่าจะได้เห็นกันแล้วว่าประเทศชาติเดินไปในทิศทางใด ถอยหลังหรือเดินหน้า และจะมั่นใจคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่

“ยะใส” ติงสังคมไม่มีส่วนร่วมคิด

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เห็นด้วยในหลักการที่ประเทศไทยควรจะมียุทธศาสตร์ชาติเพื่อวางเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาประเทศ ดังเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ แต่ข้อท้วงติงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยที่น่าสนใจก็คือ การมีส่วนร่วมของสังคมในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติน้อยไปหรือเขียนโดยคนไม่กี่คน ฉะนั้น ในขั้นกรรมาธิการวิสามัญของ สนช. ต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามอีกด้านหนึ่งก็มีความพยายามของบางฝ่ายที่จะสร้างความสับสนให้กับสังคมว่าไม่จำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ถึงขั้นโจมตีว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจ ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดนั้น ถ้าในหลักการเราเห็นความจำเป็นของการมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ก็ควรจะอ่านเนื้อหาสาระเสียก่อน แล้วมาดูกันว่าต้องปรับแก้เพิ่มเติมตรงไหน อย่างไร

จะฉีก รธน.ให้ถาม 16.8 ล้านคนก่อน

นายประสาร มฤคพิทักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งแถลงว่าจะรวบรวมเสียง ส.ส.และ ส.ว.ให้ได้ 376 เสียง เพื่อทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยฉีกรัฐธรรมนูญปัจจุบันทิ้งไปว่า ผู้พูดควรชี้ให้ชัดว่าบทบัญญัติใดที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ควรแก้ไขด้วยเหตุใด การพูดแบบนี้เป็นการเหมารวมเข่งอย่างไม่ยุติธรรมต่อประชาชน 16.8 ล้านคนที่ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยกตัวอย่างเรื่องหมวดสิทธิเสรีภาพในมาตรา 23 ที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่า การใดที่มิได้บัญญัติเป็นข้อห้ามไว้ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ นี่เป็นสิทธิเสรีภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใดๆ หรือมาตรา 77 กำหนดไว้ว่ารัฐจะออกกฎหมายต้องถามความเห็นประชาชนก่อน นี่เป็นแก่นแกนสำคัญยิ่งของรัฐธรรมนูญที่เป็นคุณต่อประชาชนในการใช้ประชาธิปไตยทางตรง นอกจากนี้บทบัญญัติเรื่องการปฏิรูประเทศ ล้วนเป็นการกำกับให้เดินไปสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น และเกิดความต่อเนื่อง ไม่ใช่จะไปเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาอย่างที่ผ่านมา ทั้งนี้ถ้าเกิดฉีกแล้วร่างใหม่ได้จริง คิดหรือว่าจะไม่มีคนอื่นมาฉีกใหม่ ร่างใหม่อีก

อยาก ลต.มากกว่าให้ “บิ๊กตู่” อยู่ต่อ

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “ขอล้าน Like สนับสนุนให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ” ที่มียอดคนกดไลค์หมื่นเศษ ได้ทำโพลสำรวจหัวข้อ “ประชาชนอยากเลือกตั้งหรือให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป” โดยกำหนดเวลาทำโพล 7 วัน ปรากฏว่า วันแรกมีคะแนนโหวตเบื้องต้นกว่าหมื่นโหวต โดยร้อยละ 95 โหวตว่าอยากเลือกตั้ง มีเพียงร้อยละ 5 ที่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ

“อลงกรณ์” ชี้ไพรมารีกุญแจสำคัญ

นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงข้อกังวลของพรรคการเมืองต่อระบบไพรมารีโหวตว่า จากประสบการณ์กว่า 20 ปีที่อยู่ในพรรคการเมือง ผ่าน การเลือกตั้งมาหลายครั้ง เห็นว่าการทำไพรมารีโหวตเป็นกุญแจสำคัญของการปฏิรูปพรรคการเมือง รวมทั้งการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะเป็นการเพิ่มสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของสมาชิกพรรคให้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. ทำให้มีความเป็นเจ้าของพรรคและ ส.ส.มากขึ้น หากต้องการปฏิรูปการเมืองให้บังเกิดผลต้องเริ่มจากระบบไพรมารีหวังว่าพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่จะช่วยกันขับเคลื่อนระบบนี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้จะยากและต้องสละอำนาจของผู้บริหารพรรคหรือกลุ่มผลประโยชน์ให้กับสมาชิกพรรคก็ต้องทำ เพื่อยกระดับพรรคการ เมืองเป็นสถาบันทางการเมืองและพัฒนาประชาธิปไตยแบบผู้แทนที่ใช้มา 80 กว่าปีเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

“เอนก” ไม่ปฏิเสธร่วมงานเพื่อไทย

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ แกนนำก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 62 ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ เชื่อว่าจะมีพรรคการเมืองได้คะแนนเสียงกระจัดกระจายไม่ต่ำกว่า 10 พรรค โดยรัฐบาลในสมัยหน้าจะต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ไม่มีทางที่พรรคการเมืองเดียวจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติ เมื่อถามว่า เคยมีอดีตแกนนำ กปปส.ประกาศไว้ว่าจะไม่ร่วมมือกับระบอบทักษิณพรรครวมพลังประชาชาติไทยจะยังเดินตามแนวทางนั้นหรือไม่ นายเอนกตอบว่า ระบอบทักษิณหมายถึงอะไร หากหมายถึงอะไรที่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถทำงาน ด้วยได้ แต่หากกับพรรคเพื่อไทยที่ตั้งต้น ณ เวลานี้ ยังไม่ได้ทำอะไรที่ผิดพลาดเลย ก็ไม่ถือว่าเป็นศัตรูโดยกำเนิด ซึ่งจะต้องดูท่าทีกันต่อไป ไม่ควรผูกใจเจ็บเป็นศัตรูกันเหมือนกรณี เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เพราะสุดท้ายวันหนึ่งจำเป็นที่จะต้องลืมและให้อภัยกัน การที่พูดถึงบ้านเมืองจะได้คืนดีกัน ถือเป็นอุดมคติสูงสุด พรรครวมพลังประชาชาติไทยพร้อมทำงานกับทุกฝ่ายมากที่สุด เพราะสถานการณ์ทำให้เราต้องทำอย่างนั้น

เป็นไปได้ผลักดันกฎหมายนิรโทษ

“ยอมรับว่า เป็นไปได้ที่จะมีการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง และเชื่อว่าทุกคนล้วนต้องการให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ เพราะไม่ใช่เรื่องสนุกที่ในประเทศจะมีการแบ่งกันเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย ซึ่งทำได้ทั้งนั้น คอมมิวนิสต์ในป่ายังเอามาเป็นพวกได้ แล้วนี่หนักหนาอะไรกัน ทำไมต้องแข็งกันอย่างนี้ ขนาดเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ รบกันจนคนตายฝ่ายละล้านยังคืนดีกันได้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายคิม จอง อึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ ยังคืนดีกันได้ ขนาดมีการฆ่ากันตายฝ่ายละหลายแสนคน ทำไมถึงคิดกันไม่ออก” นายเอนกกล่าว

วอนอย่าเอาการเมืองละเลง กทบ.

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านสานพลังประชารัฐในระยะที่ 3 ปี 2561 มีความก้าวหน้ามากขึ้น ทั่วประเทศตื่นตัวจัดทำโครงการ และเสนอตามขั้นตอนมาบ้างแล้ว ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดที่ทำหน้าที่กลั่นกรองโครงการในพื้นที่มีความพร้อมในระบบงานและกระบวนการกลั่นกรอง จึงอยากขอความร่วมมือประชาชนชาวกองทุนหมู่บ้านเร่งส่งคำขอโครงการมาโดยเร็ว เพื่อให้การพิจารณาดำเนินการได้ทันทีและเป็นประโยชน์ต่อชาวกองทุน อยากย้ำไปถึงพี่น้องชาวกองทุนหมู่บ้านทุกคนว่ากองทุนหมู่บ้านเป็นของพี่น้องประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ต้องการให้กับดักทางการเมืองมาเป็นอุปสรรคการพัฒนากองทุนหมู่บ้าน เพราะถ้าคิดการเมืองเป็นหลัก การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจะไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง คนมีอำนาจจะไปคิดเรื่องคะแนนเสียง คะแนน นิยม แต่สิ่งที่พี่น้องชาวกองทุนได้รับตลอดระยะเวลาประมาณ 40 ปีที่ผ่านมาคือการพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้เก่งขึ้น ดีขึ้น เป็นกองทุนที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรี ก้าวข้ามเรื่องการเมือง และเป็นที่ยอมรับของสังคม

“สุวพันธุ์” ส่งเลขาฯลงพื้นที่ป่าแหว่ง

นายสุวพันธุ์ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาบ้านพักผู้พิพากษาที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ได้ให้ ผวจ.จังหวัดเชียงใหม่ และผู้บังคับบัญชาหน่วยงานด้านความมั่นคงดำเนินการร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ ขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักประโยชน์ส่วนรวม บนพื้นฐานของความเข้าใจซึ่งกันและกัน เห็นใจกันและด้วย ทัศนคติที่เป็นมิตร สิ่งใดที่สามารถทำได้ในระยะต้น ในพื้นที่ก็ขอให้ดำเนินการต่อไป ส่วนระยะกลางและระยะยาวก็ต้องช่วยกันหาทางออก โดยดูทั้งข้อกฎหมาย ผลการศึกษาทางวิชาการ ข้อเท็จจริงในพื้นที่ รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมอื่นๆที่มีผลกระทบต่อทุกฝ่าย ทั้งนี้ ประชุมคณะกรรมการในส่วนกลางได้มีมติมอบให้นายถาวร พรหมมีชัย เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการบางท่านร่วมลงพื้นที่แล้ว เพื่อตรวจสอบร่วมกับกรรมการในพื้นที่ต่อไป

คนไม่เชื่อรัฐบาลแก้ทุจริตได้

วันเดียวกัน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ข่าวการทุจริต” จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 1,122 คน ระหว่างวันที่ 12-16 มิ.ย. พบว่า 5 อันดับ ข่าวการทุจริตที่ประชาชนสนใจมากที่สุดคือ อาหารกลางวันเด็ก ร้อยละ 42.03 เงินทอนวัด ร้อยละ 40.00 เงินคนจน เบี้ยผู้สูงอายุ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ร้อยละ 37.00 การใช้งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล ร้อยละ 21.06 และการทุจริตต่างๆในกระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ 20.68 สำหรับสาเหตุการทุจริต ส่วนใหญ่ร้อยละ 68.35 ระบุว่าเพราะกิเลส ความโลภ เห็นแก่ตัว ร้อยละ 28.42 ระบบตรวจสอบมีช่องโหว่ เจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ ร้อยละ 19.30 ไม่เกรงกลัวกฎหมาย บทลงโทษไม่รุนแรง ร้อยละ 17.11 มีค่านิยมผิดๆ สิ่งยั่วยุมากขึ้น และร้อยละ 14.83 เศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่พอใช้ ต่อข้อถามว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้หรือไม่ ร้อยละ 47.50 ระบุว่า แก้ไขไม่ได้ เพราะฝังรากลึก ดำเนินคดีได้ยาก ผู้มีอำนาจมีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ร้อยละ 32.54 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 19.96 คิดว่าแก้ไขได้ เพราะมีอำนาจเด็ดขาด มีผลงานให้เห็นมาแล้ว