แม้จะมีอำนาจตามมาตรา 44 แต่ก็ยังรีๆรอๆ
เลยไม่รู้ว่ารัฐบาล คสช.จะเอายังไงกันแน่ กับปัญหาประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และมาตรการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล
ที่แน่ๆและชัดเจนคือ ค่ายทรูร่อนแถลงการณ์ประกาศชัดว่าจะไม่ร่วมประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์แน่นอน โดยให้เหตุผล 3 ข้อ สรุปได้ว่า
1.ปริมาณคลื่นความถี่ที่ทรูมีอยู่ 55 เมกะเฮิรตซ์ ก็มากเพียงพอรองรับฐานลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต
2.เรื่องราคาและข้อกำหนดในการประมูลครั้งนี้ไม่ได้เอื้อให้ผู้ประมูลได้มีความได้เปรียบคู่แข่ง
3.กลุ่มทรูจะไม่เข้าร่วมประมูล อันจะทำให้ราคาสูงผิดปกติเกินจริง สร้างภาระให้ผู้ประมูล
ส่วนอีก 2 ค่าย ทั้งเอไอเอส และดีแทค ก็ใช่ว่าจะยืนยันท่าทีในการเข้าร่วมประมูล
โดยเอไอเอสยังมีภาระในการชำระค่าประมูลคลื่น 900 จำนวนมหาศาลรออยู่ ขณะที่ดีแทค ถึงจะอยู่ในภาวะมีความต้องการคลื่น 1800 มากที่สุด เพราะเป็นเจ้าของคลื่นเดิม แต่พอเช่าใช้คลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ กับทางทีโอทีได้สำเร็จ ความต้องการนั้นมันเลยเหลือน้อยลงแล้ว
ก่อนหน้านี้เคยมีข้อเสนอถึง คสช. ให้ช่วยเหลือผู้ที่ยื่นประมูลคลื่น 900 ยืดเวลาชำระค่าธรรมเนียมออกไป โดยยินดีจ่ายดอกเบี้ยให้รัฐตามอัตราที่ ธปท.กำหนด เพื่อจะได้มีทุนมาประมูลคลื่น 1800 รอบนี้
แต่ก็ยังไร้เสียงตอบรับ
เรื่องนี้หากมองอย่างเป็นธรรม คงโทษผู้ประกอบการฝ่ายเดียวไม่ได้
เอไอเอสเองยังต้องแบกรับภาระในการชำระค่างวดประมูลคลื่น 900 งวดสุดท้าย ที่ต้องจ่ายในปี 2563 มูลค่า 59,574 ล้านบาท ขณะที่ทรูต้องจ่าย 60,218 ล้านบาท (ตามมูลค่าหนี้ของแต่ละค่าย)
ซึ่งราคาดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง เนื่องจากแจสโมบาย ผู้เข้าประมูลอีกรายเล่นเกมดันราคาขึ้นไปสูงจนชนะ แต่ไม่สามารถชำระค่าประมูลได้ จนเอไอเอสต้องมารับช่วงแทน
ดังนั้น ปัจจัยการพิจารณาของเอไอเอสคงไม่แตกต่างไปจากทรู เพราะมีคลื่นในมือเยอะพอกัน
น่าลุ้นเหมือนกันว่า สุดท้ายแล้วจะยังมีผู้เข้าประมูลอีกหรือไม่
อีกปมคือกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล
ที่มาก่อนเพื่อนก็ช่อง 16 ทีเอ็นเอ็น (TNN) และช่อง 24 ทรูโฟร์ยู ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
เช่นกัน ทำหนังสือถึง กสทช. ขอใช้สิทธิ์ขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอล งวดที่ 5
ตามประกาศมาตรา 44 ของ คสช. ฉบับที่ 57/2559 ที่ให้สิทธิ์ขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลจาก 3 งวด เป็น 6 งวด ถึงกำหนดเส้นตายที่ต้องชำระไปตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร
แม้แต่ตัวนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงแต่พูดย้ำภายหลังประชุม ครม. ว่า “มันต้องดีขึ้น” เท่านั้น
มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กลุ่มผู้ประกอบการน่ะมีแน่ แต่ยังไม่รู้จะดำเนินการได้แค่ไหนอย่างไร
การตัดสินใจแก้ปัญหาอยู่ที่รัฐบาล คสช. ที่คงต้องดูตามสภาพความเป็นจริงของสถานการณ์
สิ่งสำคัญคือต้องเด็ดขาด และชัดเจนกว่านี้!
เพลิงสุริยะ