‘แมค’ ผวาปิดร้านหนี รำลึก 8 ปี-สลายแดง ‘โรม’ ยันบุกทำเนียบ

“ไก่อู” ลั่นไม่มีทางเลือกแจ้งความ เอาผิดแกนนำเพื่อไทย เพื่อไม่ให้เป็น แบบอย่าง ยันไม่ได้กลั่นแกล้งถ้าไม่ทำก็โดนเองละเว้นปฏิบัติหน้าที่ “วินธัย” กวักมือเชิญฟ้องกลับตามสิทธิ์ “วัฒนา” ดักคออาจมีรายการจับขังทันที กร้าวกลัวเผด็จการก็ไม่สมควรเป็นนักการเมือง สมาชิกเตรียมตบเท้าให้กำลังใจ ไม่หวั่นติดร่างแห “ชูศักดิ์” เชื่อไม่เล่นแรงถึงขั้นยุบพรรค-ตัดสิทธิ ปชป.ให้ท้าย คสช.เชื่อไม่มีสองมาตรฐาน นปช.จัดรำลึก 8 ปี สลายชุมนุม 53 ครวญคดี 99 ศพเงียบเป็นเป่าสาก เซ็งเจอปิดวัด-ปิดแมค ตร.เตรียม 3 กองร้อยรับมือม็อบ 22 พ.ค. “โรม” ยันเคลื่อนไปทำเนียบแน่ บริษัทออกแบบไอทีสภาใหม่ แก้ลำบัญชา ครม.ตัดงบ ลดสเปกมาตรฐานยุโรปเหลือแค่มาตรฐานจีน
กรณีการแจ้งความ 8 แกนนำพรรคเพื่อไทย สืบเนื่องจากการแถลงข่าว 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาลและ คสช. หลายข้อหาฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังเป็นข้อพิพาททางการเมือง ไม่มีการลดราวาศอกระหว่าง คสช. และพรรคเพื่อไทย

...

“ไก่อู” ลั่นไม่มีทางเลือกแจ้งความ พท.

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพรรคเพื่อไทย สืบเนื่องจากการแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ผลงาน 4 ปีรัฐบาล คสช. เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ว่า หากคิดในมุมการเมืองสามารถคิดได้ทุกทาง ทั้งเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ถ้ามองในมุมของผู้รักษากฎหมาย ต้องให้ความเห็นใจเจ้าหน้าที่ เพราะบ้านเมืองอยู่ได้ด้วยกฎหมาย เขาไม่มีทางเลือก หากปล่อยปละละเลยไปคนอื่นจะเอาเป็นแบบอย่าง ฉะนั้นใครทำผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่จะไม่ละเว้น หากเจ้าหน้าที่ไม่ทำจะกลายเป็นว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถ้ามั่นใจว่าไม่ผิดก็มาสู้กันตามกฎหมาย และหากไม่ผิดก็ไม่มีใครเอาผิดได้ เพราะเรื่องกฎหมายกลั่นแกล้งกันไม่ได้

“วินธัย” บอกเชิญฟ้องกลับตามสิทธิ์

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงกรณีแกนนำพรรคเพื่อไทยจะแจ้งความกลับ หลังถูกดำเนิน คดีจากการแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาลว่า เป็นสิทธิ์ของแกนพรรคเพื่อไทยที่จะแจ้งความสุดแล้ว แต่เลยถ้าจะดำเนินการแบบนั้น หากแกนนำพรรคเพื่อไทยแจ้งความจริงก็ต้องไปสู้คดีกันในกระบวนการ ขอยืนยันว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจร้องทุกข์กล่าวโทษการแถลงข่าวของพรรคเพื่อไทยนั้น ดำเนินการไปตามกรอบกฎหมาย อำนาจหน้าที่ เพื่อรักษากฎกติกา ความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองให้ได้มากที่สุด

เผยเป็นยุทธวิธีป้องปราม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก คสช.ว่า การดำเนินคดีกับแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นยุทธวิธีป้องปราม เพราะการแถลงข่าวดังกล่าวแตกต่างจากการให้สัมภาษณ์ครั้งก่อนๆ ที่ไม่ใช่แค่การให้สัมภาษณ์จ่อไมค์เท่านั้น แต่เป็นการจัดแถลงข่าวเพื่อโจมตี คสช.โดยตรง ดังนั้น ฝ่ายกฎหมายจำเป็นจะต้องปรามและดำเนินคดี ไม่เช่นนั้น อาจกระทำเช่นนี้อีกในอนาคต ซึ่งเป็นการพิจารณาดำเนินคดีกับบุคคลต่างๆ โดยฝ่ายกฎหมาย คสช.เอง ไม่จำเป็นต้องผ่านหัวหน้า คสช. เลขาธิการ คสช. หรือแม้แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม

“วัฒนา” ดักคอ ตร.จ่อฝากขัง 8 แกนนำ

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “กลัวจัง” กรณีที่ คสช. แจ้งความดำเนินคดีกับพวกตนรวม 8 คน โดยจะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบฯในวันที่ 21 พ.ค. เวลา 10.30น. ตามขั้นตอนปกติเมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบคำให้การซึ่งทุกคนจะปฏิเสธแล้ว จะอนุญาตให้กลับเพราะไม่มีเหตุที่จะต้องควบคุมตัว เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นบุคคลสาธารณะ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีเจตนาหลบหนี แต่คดีนี้ได้ข่าวว่าอาจจะมีการนำตัวพวกตนไปฝากขังต่อศาล เหมือนที่ทำกับประชาชนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

กลัวเผด็จการก็อย่าเป็นนักการเมือง

นายวัฒนาระบุว่า ก่อนการแถลงข่าวได้มีตำรวจมาที่พรรคเพื่อยับยั้งการแถลง แต่พวกตนเห็นว่าเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เป็นการทำหน้าที่ของนักการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หากกลัวเผด็จการจนไม่กล้าทำหน้าที่ก็ไม่สมควรเป็นนักการเมือง จึงตัดสินใจเดินหน้า ดังนั้น พฤติกรรมที่ คสช.ปฏิบัติกับพรรคเพื่อไทยคือการยืนยันว่า คสช. กับพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง คำถามที่เคยเกิดขึ้นว่าหลังเลือกตั้งจะเกี้ยเซียะกับเผด็จการหรือไม่ก็คงไม่ต้องตอบอีก ขอยืนยันอีกครั้งว่าพวกตนจะไม่ร่วมสังฆกรรมทางการเมืองกับเผด็จการ รวมทั้งจะไม่ร่วมทำกิจกรรมใดที่ผิดไปจากครรลองประชาธิปไตยทั้งสิ้น ทั้งยังจะตรวจสอบการใช้อำนาจของเผด็จการด้วย หากมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนจะเอาตัวมาขึ้นศาลเพื่อรับโทษ อยากยืมคำอาจารย์คึกฤทธิ์มาบอกเผด็จการอีกครั้ง ใครจำได้ช่วยบอกให้ที

“ชัยเกษม” ถามกลัวความจริงหรือ

นายชัยเกษม นิติสิริ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 21 พ.ค.จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาอย่างแน่นอน และจะถามว่าผิดอะไร เพราะที่ผ่านมาก็วิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาลมาตลอด หรือว่ากลัวความจริง หรือไปแถลงเร็วกว่าการแถลงผลงานของ คสช. ทำให้เขาแถลงไม่ออกเลยทำให้โกรธ รวมถึงต้องการกำราบพรรคอื่นไม่ให้แถลงอะไรกระทบรัฐบาลหรือเปล่า จุดยืนของพรรคคือพูดความจริงไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะตัดสินว่าผิดหรือถูกคือประชาชน หากคิดว่าสิ่งที่แถลงไปไม่จริงจะดำเนินการอะไรก็ว่าไป แต่การมาบอกว่าเรายั่วยุ ก็ยังไม่เห็นว่าจะไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร

“นพดล” เตรียมหลักทรัพย์ประกันตัว

นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 21 พ.ค. จะเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองบังคับการปราบปรามตามที่มีการนัดหมาย คิดว่าคนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 8 คน จะเดินทางไปครบทั้งหมด โดยตนจะให้การปฏิเสธ เพราะที่กล่าวหาว่าชุมนุมทางการเมืองนั้น เราไม่ได้ชุมนุมทางการเมืองที่ขัดกับคำสั่ง คสช. หวังว่าพนักงานสอบสวนจะรับฟังการอธิบายและคำให้การของคนที่ถูกกล่าวหา วันนี้สถานการณ์การเมืองกำลังคลี่คลาย ก้าวไปสู่การเลือกตั้ง อยากเห็นการนำประเทศไปสู่สภาพบ้านเมืองปกติ เปิดพื้นที่เสรีภาพ ปลดล็อกทางการเมือง คนไทยจะได้มีความปรารถนาดีต่อกันช่วยให้ทุกฝ่ายนำบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า เมื่อถามว่า ได้เตรียมหลักทรัพย์ไปประกันตัวหรือไม่ นายนพดลตอบว่า ได้เตรียมพร้อมหลักทรัพย์ไว้แล้ว

พท.ตบเท้าให้กำลังใจแกนนำ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแจ้งข้อกล่าวหากับแกนนำพรรคเพื่อไทยครั้งนี้มองว่าไม่เป็นธรรม เพราะการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่ใช้เงินภาษีของประชาชนเป็นหน้าที่ของพรรคการเมือง และรัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไว้ แต่กลับถูกแจ้งข้อกล่าวหารุนแรงเกี่ยวกับความมั่นคงในมาตรา 116 ทั้งที่ความจริงแล้วการบริหารประเทศล้มเหลว คนยากจน ยาเสพติดล้นเมือง กระทบความมั่นคงมากกว่าการแถลงข่าว โดยวันที่ 21 พ.ค. ที่แกนนำพรรคเพื่อไทยจะไปรับทราบข้อกล่าวหา ตนและอดีต ส.ส.ของพรรคจะเดินทางไปให้กำลังใจด้วย

เชื่อไม่ถึงขั้นตัดสิทธิ–ยุบพรรค

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี คสช.แจ้งเอาผิด กับแกนนำพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าคงไม่ถึงขั้นนำไปสู่การยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง กฎหมายพรรค การเมืองในขณะนี้เรื่องการยุบพรรคแคบกว่าเดิมมาก เขาคงเห็นว่าฟุ่มเฟือยเกินไปก็เลยตัดออกเยอะ จึงไม่ได้วิตกกังวลอะไร ส่วนการเข้าชี้แจงต่อกองปราบปรามในวันที่ 21 พ.ค.นั้น เราจะไปรับทราบข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นอย่างไร ข้อหาที่แจ้งสมเหตุสมผลหรือไม่ และจะฟ้องกลับหรือไม่ ก็ต้องขอดูข้อเท็จจริงก่อนว่าเกินความเป็นจริงหรือไม่ ถ้าดูแล้วไม่มีข้อเท็จจริง เกินความเป็นจริง เราก็อาจจะมาพิจารณาประเด็นตามกฎหมายอีกครั้ง

รบ.เฉพาะกาล “บิ๊กตู่” กล้าลาออกไหม

นายชูศักดิ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ในการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลว่า ต้องถามว่ามีความหมายอย่างไร ตนไม่เข้าใจจุดประสงค์ หากระบุว่าให้รัฐบาลเฉพาะกาลมีหน้าที่แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องโดยใช้เวลา 5-6 เดือนหรือ 8 เดือน ก่อนกลับมาสู่การเลือกตั้งปกติ ก็แสดงว่าต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ออกจากรัฐบาลใช่หรือไม่ แต่ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ยอมลาออกหรือไม่ ในความเป็นจริงคงไม่สามารถทำได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์จะยอมลงจากอำนาจหรือ ส่วนเรื่องการตั้งพรรคการเมืองของ คสช.นั้น บทเรียนในอดีตก็มีให้เห็นหลายสมัยว่าการยึดอำนาจมาแล้วมาตั้งพรรคต่อ ไม่เคยมีพรรคไหนประสบความสำเร็จเลย อาจจะตั้งได้สักระยะหนึ่งก็แตกกระจาย

ปชป.เชื่อ คสช.ไม่สองมาตรฐาน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี คสช.แจ้งความดำเนินคดีกับ 8 แกนนำพรรคเพื่อไทย หลังแถลงข่าวหัวข้อ 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาลและ คสช.ว่า หลักเรื่องนี้คือทำผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าไม่ผิดอย่าไปรังแกใคร แต่มองว่ากรณีนี้ คสช.คงไม่น่าจะสองมาตรฐาน ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์เวลาแถลงข่าว ถ้าเรื่องใดถูกเราจะบอกว่าถูก ผิดก็บอกผิด จากนั้นจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร เราไม่เคยยุยงให้เกิดการลุกฮือ ประชาธิปัตย์จะไม่ทำอย่างนั้น เพราะว่าการที่ไปแจ้งว่าคนอื่นกระทำผิดอาญา ถ้าคนที่ถูกแจ้งไม่ผิด คนแจ้งอาจจะโดนโทษฐานแจ้งความเท็จอีกหลายมาตรา ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งสังคมปัจจุบันคนตื่นรู้เร็วมาก จะเกิดผลกระทบทางลบในอนาคตแน่นอน

ลั่นรื้อแน่ ก.ม.เทียบตำแหน่ง

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี สนช. จะยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเปรียบเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนว่า ถ้า สนช.ออกกฎหมายที่เอา เปรียบเพื่อนข้าราชการทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้ข้าราชการทหารที่มียศ พล.ต. เทียบเท่าข้าราชการพลเรือนในตำแหน่งอธิบดี ตนและนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.จะเสนอให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวภายหลังเลือกตั้ง เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความพยายามของ คสช. และผู้มีอำนาจ ที่จะส่งคนของตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ

ขย่ม คสช.จ้องกดขี่เอาเปรียบ

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาล คสช.จะเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งในเดือน มิ.ย.นี้ว่า ถ้าไม่มั่นใจจะสามารถปลดล็อกพรรคการเมือง หรือกำหนดวันเลือกตั้งได้ ก็ไม่ต่างจากพิธีกรรมหนึ่งเช่นเดิม เพื่อต้องการโชว์ภาพให้เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆ ได้ยอมรับแนวทางที่ คสช.กำหนดขึ้น ความจริงทุกอย่างที่ผูกโยงกันก็อยู่ในความควบคุมของคสช. จะปลดล็อกหรือให้ดำเนินการอย่างไรก็ทำได้ แต่กลับพยายามทำให้ซับซ้อน หาก คสช.มีความจริงใจ ก็ควรยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่เป็นอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้กลไกทางการเมืองเดินหน้า ไม่ใช่เอื้ออำนวยเฉพาะพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่ แต่กดทับพรรคการเมืองที่จดทะเบียนไว้เดิมไม่ให้ขยับเคลื่อนไหวได้ จนเสียเปรียบในการทำงานการเมือง และหาก คสช.ยิ่งทอดเวลาออกไปเรื่อยๆ นอกจากจะถูกวิจารณ์ฐานะกรรมการที่ไม่เที่ยงธรรมแล้ว ยังหนีไม่พ้นข้อครหาที่จะโดดมาเป็นผู้เล่นเอง

หนุน รบ.เฉพาะกาลจบศึกขัดแย้ง

นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ หัวหน้าพรรคพลังพลเมืองไทย กล่าวว่า กรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ เสนอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลว่า ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดีต่อบ้านเมือง ให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ลดความขัดแย้ง ไม่อย่างนั้นจะตีกันไม่จบ รบรากันไม่เลิก จนบ้านเมืองไม่สามารถเดินต่อไปได้ วันนี้รัฐบาลต้องฟังชาวบ้าน การเลือกตั้งจะเกิดเร็วหรือช้า แบบไหนที่เขามองว่าดีกว่าก็ต้องทำ ส่วนตนมองว่าถ้าเลือกตั้งเร็วน่าจะดีขึ้น ถ้าเรายังช้า ความเชื่อถือต่างประเทศจะลดลงน้อยลงเรื่อยๆ อยากให้เลือกตั้งตามโรดแม็ปที่นายกฯรับปากเอาไว้

นปช.จัดรำลึก 8 ปีสลายชุมนุม 53

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.และมวลชนเสื้อแดง ในวันครบ 8 ปีเหตุการณ์สลายชุมนุม นปช.ที่สี่แยกราชประสงค์ 19 พ.ค.53 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันมีการรวมตัวแสดงความอาลัยและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต โดยเวลา 10.30 น. ที่วิหารคต วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ บางเขน แกนนำ นปช. นำโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายอารี ไกรนรา จัดพิธีทำบุญถวายสังฆทาน กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายชุมนุม 19 พ.ค.53 ท่ามกลางมวลชนเสื้อแดง ญาติผู้เสียชีวิตราว 200 คนเข้าร่วม เป็นที่น่าสังเกตว่าพระสงฆ์ที่เดินทางมาประกอบพิธีเป็นพระมาจากวัดอื่น เมื่อสอบถามทางกลุ่ม นปช.ทราบว่าเดิมทีตั้งใจจัดพิธีนี้ที่วัดปทุมวนาราม แต่ต้องมาจัดที่วัดพระศรีมหาธาตุ เพราะถูกอำนาจรัฐกดดันไม่ให้ทางวัดปทุมวนารามอนุญาตให้ นปช.ใช้สถานที่ ภายหลังเสร็จพิธีสงฆ์ กลุ่ม นปช.ได้จุดเทียนรำลึกและวางดอกไม้หน้าภาพถ่ายผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ โดยมวลชนเสื้อแดงและญาติช่วยกันถือมาเรียงต่อๆกัน พร้อมร้องเพลงนักสู้ธุลีดิน ของศิลปินเสื้อแดงจิ้น กรรมาชน ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลด

ครวญคดี 99 ศพเงียบเป็นเป่าสาก

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ขอให้ผู้มีอำนาจเข้าใจการจัดงานรำลึกนี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย ที่ นปช.ต้องจัดเพราะเป็นแกนนำการชุมนุม เหตุการณ์นี้มีทั้งคนเจ็บ คนตายจำนวนมาก แต่การทวงความยุติธรรมในคดีสลายการชุมนุม 99 ศพของ นปช. ตอนนี้อาการหนัก เงียบจนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย 8 ปีทุกอย่างวนกลับไปที่เดิม แต่เชื่อว่าวันหนึ่งความยุติธรรมต้องกลับคืน แม้จะต้องเป็นคดีความต้องฟ้องร้องกับ ป.ป.ช.ก็จะทำ ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวันที่ 22 พ.ค.นี้เป็นกิจกรรมของคนหนุ่มสาวปัญญาชน ข้อเรียกร้องไม่ได้เกินเลยไปจากที่ผู้มีอำนาจให้ไว้กับประชาชน คือทวงถามการเลือกตั้ง ส่วนตัวเห็นด้วยว่าประเทศไทยควรมีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด มั่นใจว่าแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งไม่ใช่พวกท้าตีท้าต่อยหรือเดินเกมใต้ดินให้เกิดสถานการณ์บานปลาย สำคัญว่าเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหรือแสดงออกอย่างไรกับประชาชน การไปขัดขวางใช้ไม้แข็งกับผู้ชุมนุมจะทำให้เกิดความเสียหายกับผู้มีอำนาจเอง

“แมคโดนัลด์” ปิดร้านหนีเสื้อแดง

อีกด้านหนึ่งที่ร้านแมคโดนัลด์ ศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า ถนนเพลินจิต ใกล้แยกราชประสงค์ กลุ่มมวลชนเสื้อแดงทยอยเดินทางมารวมตัวกัน ตามที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงได้โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดีย นัดหมายเดินทางมาร่วมรำลึก 8 ปีเหตุการณ์สลายชุมนุม 19 พ.ค.53 โดยอ้างว่าให้มา “กินแมค” แต่ขออนุญาตจัดการชุมนุมสาธารณะไว้กับตำรวจ สน.ลุมพินี ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบที่เข้ามานั่งปะปนจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงได้เตรียมเสื้อยืดที่มีข้อความต่อต้านการรัฐประหารรูปแบบต่างๆมาแจกจ่าย พร้อมดอกกุหลาบ และเทียนสีแดง อย่างไรก็ตาม ก่อนช่วงเที่ยงเล็กน้อย ร้านแมคโดนัลด์ได้นำประกาศมาติดไว้ที่ประตูทางเข้าข้อความว่า “ร้านแมคโดนัลด์ปิดให้บริการในวันเสาร์ที่ 19 พ.ค. เวลา 15.00-20.00 น. ตามคำแนะนำของศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า ขออภัยในความไม่สะดวก” ท่ามกลางความไม่พอใจของกลุ่มคนเสื้อแดง วิพากษ์วิจารณ์การปิดร้านครั้งนี้กันต่างๆนานา

แยกย้ายเข้าซอย–สกายวอล์ก

โดยเวลา 15.00 น. ร้านแมคโดนัลด์ อัมรินทร์พลาซ่า แจ้งลูกค้าทั้งหมดในร้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมวลชนเสื้อแดง ให้ออกจากร้านเพื่อปิดร้านตามที่ประกาศ จากนั้นเจ้าหน้าที่ประจำร้านได้นำกุญแจสายยูมาคล้องประตู ส่งผลให้การนัดหมายรวมตัวกินแมค เพื่อชุมนุมรำลึกเหตุสลายชุมนุมปี 53 ต้องย้ายสถานที่ไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม มวลชนเสื้อแดงที่ทยอยออกจากร้าน ได้ถอยออกไปรวมตัวอยู่ในซอยข้างโรงแรมเอราวัณ เพื่อจับกลุ่มพูดคุยและร้องเพลงรอเวลานัดหมาย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งขึ้นไปรอบนสกายวอล์กหน้าศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดหรือ อีโอดี นำสุนัขตำรวจมาดมกลิ่นมาตรวจหาวัตถุต้องสงสัยโดยรอบพื้นที่

ผูกผ้าแดงป้ายแยกราชประสงค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.00 น. การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เพื่อรำลึกเหตุการณ์สลายชุมนุม 19 พ.ค.53 ค่อนข้างคึกคัก มวลชนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ หลั่งไหลกันมารวมตัวกันจนเต็มหน้าร้านแมคโดนัลด์ โดยมีแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง อาทิ นายรังสิมันต์ โรม น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เดินทางมาร่วมชุมนุม พร้อมนำเอกสารแผ่นพับ เนื้อหาต่อต้าน คสช.และพัดที่มีข้อความเชิญชวนให้ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวันที่ 22 พ.ค.มาแจกจ่ายให้มวลชนด้วย ต่อมานายสมบัติ บุญงามอนงค์ เดินทางมาที่ร้านแมคโดนัลด์ เมื่อพบว่าร้านปิด จึงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า เหตุที่ร้านปิดเพราะถูกกดดันจากผู้มีอำนาจ ไม่เข้าใจทำไมต้องปิดกั้น ก่อนไปผูกผ้าสีแดงที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์

แม่น้องเกดนำขบวนรำลึกลูกสาว

อีกด้านหนึ่ง เวลา 14.30 น. ที่วัดปทุมวนาราม ถนนพระราม 1 นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่เสียชีวิตในวัดปทุมฯ พร้อมแนวร่วมประกอบด้วย นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ แกนนำ กลุ่มพลเมืองโต้กลับ น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ แม่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นายอานนท์ นำภา ทนายศูนย์ทนายสิทธิ์ และมวลชนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ร่วมทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ น.ส.กมนเกด และผู้ที่เสียชีวิตในช่วง พ.ค.ปี 53 โดยมีกำลังตำรวจจาก สน.ปทุมวัน และ บก.น.6 วางกำลังรอบวัดป้องกันเหตุวุ่นวาย ต่อมานางพะเยาว์และพวกได้แสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ บริเวณลานจอดรถของทางวัดปทุมฯ ด้วยการแต่งหน้าสีขาวเหมือนคนตาย และใส่เสื้อบุตรสาวในวันเสียชีวิต นั่งนิ่งๆ อ้างว่าสื่อความหมายการเสียชีวิตของลูกสาว ก่อนจะมีการตั้งจอโทรทัศน์ฉายคลิปภาพเหตุการณ์สลายชุมนุมในวัดปทุมฯ แล้วหันจอออกไปให้ประชาชนที่สัญจรบนสกายวอล์กได้รับชม

โฆษก คสช. เตือนอย่าหลุดกรอบ ก.ม.

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 8 ปี การสลายการชุมนุม 19 พ.ค.53 ว่า คิดว่าการแสดงออก และการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ไม่จำเป็นต้องทำวันนี้ จะทำวันไหนก็ได้ การเคลื่อนไหวต่างๆ ต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย จะละเมิดไม่ได้ เพราะจะส่งผลกระทบด้านจราจร และจะทำให้ประชาชน ส่วนใหญ่เกิดความเดือดร้อน ผู้ที่มาเคลื่อนไหวก็เป็นกลุ่มคนเดิมๆ ดังนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องพยายามอธิบายทำความเข้าใจให้ได้มากที่สุด เพื่อความเรียบร้อยของบ้านเมือง

ตร.เตรียมพร้อมรับม็อบ 22 พ.ค.

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนัดชุมนุมใหญ่ และเตรียมที่จะเคลื่อนการชุมนุมมาที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค.นี้ ว่า มาตรการในการดูแลความปลอดภัย ได้มีหนังสือสั่งการไปยังทุก บช.ให้ระดมกวาดล้างตรวจค้นอาวุธปืน พร้อมทั้งตั้งจุดตรวจสกัดตรวจค้นอาวุธหรือสิ่งต้องห้ามที่อาจจะลักลอบเข้ามาก่อเหตุ ส่วนกรณีแกนนำประกาศจะเคลื่อนผู้ชุมนุมมาที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเคลื่อนออกมาเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายทันที ตาม พ.ร.บ.การจราจร และโดยเฉพาะบริเวณ 150 เมตร จากเขตพระราชวังห้ามชุมนุมอย่างเด็ดขาด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน ประมาณ 3 กองร้อย

“โรม” ยันเคลื่อนพลตามแผน

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายรังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กล่าวถึงความคืบหน้าในการเคลื่อนขบวนไปชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค. ว่าเป็นไปตามกำหนดการเดิม ข้อเรียกร้องยังคงเป็น 3 ข้อตามเดิม หลักการจะไม่ใช้ความรุนแรง การเคลื่อนการชุมนุมไปทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ ตอบไม่ได้ว่าจะมีผู้ชุมนุมมากน้อยแค่ไหน แต่ยอมรับว่าอยากให้มีประชาชนมาร่วมเป็นจำนวนมาก และจะพยายามเดินไปให้ถึงทำเนียบรัฐบาลให้ได้ ส่วนจะมีการค้างคืนหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่เบื้องต้นแผนของเราคือไม่ค้างคืน ส่วนความกังวลจะถูกจับดำเนินคดีหรือไม่นั้น ส่วนตัวชินกับเรื่องนี้แล้ว

โพลหนุน “บิ๊กตู่” รีเทิร์นนายกฯ

วันเดียวกัน กรุงเทพโพลโดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “นายกฯแบบไหนที่โดนใจคนไทย” จากประชาชนทั่วประเทศ 1,205 คน พบว่าร้อยละ 66.4 อยากให้เป็นผู้นำที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติคอร์รัปชัน ร้อยละ 46.6 เป็นผู้นำที่มีความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ร้อยละ 45.9 เป็นผู้นำที่สร้างสรรค์ผลงาน โครงการใหม่ๆ และร้อยละ 45.2 เป็นผู้นำที่มีความขยันทุ่มเท เมื่อถามว่า การที่นายกฯลงพื้นที่ไปจังหวัดต่างๆ จะทำให้ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ร้อยละ 56.5 เห็นว่าเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 43.5 เห็นว่าเพิ่มขึ้นน้อยถึงน้อยที่สุด เมื่อถามว่าหากวันนี้มีสิทธิออกเสียงเลือกนายกฯ จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ร้อยละ 40.0 จะสนับสนุน (เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเดือน ม.ค.2561 ร้อยละ 3.2) และร้อยละ 25.5 จะไม่สนับสนุน ส่วนร้อยละ 34.5 งดออกเสียง

เผยรายละเอียดงบไอที 8 พันล้าน

ด้านความคืบหน้าการปรับลดงบด้านไอทีสำหรับการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในส่วนของงบประมาณเพิ่มเติมในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอขอเพิ่มเติมต่อ ครม. จำนวน 8,648 ล้านบาท ก่อนที่จะถูก ครม.ตีกลับให้ไปทบทวนใหม่จำนวน 8,135 ล้านบาทนั้น ประกอบด้วยงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1.งานสาธารณูปโภค และระบบประกอบอาคาร และภายนอกอาคารวงเงิน 1,413,061,178 บาท อาทิ งานระบบไฟฟ้ากำลังและไฟฟ้าสื่อสารอาคารหลัก อาคารประกอบมูลค่า 276,338,842 บาท งานระบบรักษาความปลอดภัย มูลค่า 211,722,336 บาท ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ มูลค่า 30 ล้านบาท ระบบควบคุมแสงสว่างภายใน ภายนอกอาคาร และห้องประชุม มูลค่า 162 ล้านบาท ระบบปรับอากาศบริเวณทางเดินภายในอาคาร มูลค่า 395 ล้านบาท ระบบผนังกระจกกรอบอาคารโดมห้องประชุม ส.ส. และ ส.ว. ชั้น 4 ถึงชั้น 9 มูลค่า 220 ล้านบาท

ระบบไอทีของบติดตั้ง 6.5 พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 2.ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรอบงบประมาณ 6,493,493,599 บาท อาทิ งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายการสื่อสาร ส่วนของท่อ และสายสัญญาณ วงเงิน 594,729,933 บาท งานโสตทัศนูปกรณ์ วงเงิน 2,244 ล้านบาท งานศูนย์ข้อมูลหลัก ทั้งการจัดสร้างศูนย์ข้อมูลหลักและศูนย์ข้อมูลสำรอง 895,324,098 บาท งานระบบเครือข่ายสื่อสาร 1,451,372,087 บาท งานระบบสารสนเทศ 324,800,632 บาท งานระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและซอฟต์แวร์สนับสนุน 815,020,476 บาท 3.งานจ้างที่ปรึกษาและผู้ควบคุมงานก่อสร้าง สำหรับงานนอกสัญญาหลัก กรอบงบประมาณ 229 ล้านบาท 4.การขอเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ ผู้พักข้ามปีงบประมาณ กรอบงบประมาณ 512,502,087 บาท ซึ่งในส่วนนี้ ครม.ได้อนุมัติกรอบวงเงินให้

ลดสเปกใช้อุปกรณ์จีนแทนยุโรป

นายพรเทพ ฤทัยเจริญลาภ ผู้จัดการโครงการออกแบบ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บริษัท เมอร์ลินส์ โซลูชั่นส์ อินเตอร์แนชั่นนัล จำกัด ผู้ออกแบบระบบสารสนเทศอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ กล่าวว่า ทีมทำงานได้วางแผนปรับลดวงเงินที่ถูก ครม.ตีกลับไว้ 3-4 แนวทาง โดยจะปรับลดสเปกอุปกรณ์ที่ใช้ ทั้งนี้วงเงินที่เสนอขอไปนั้น เป็นส่วนการจัดซื้ออุปกรณ์ที่ใช้งานภายในกิจการของรัฐสภาในมาตรฐานยุโรป ทั้งระบบไมโครโฟนที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เชื่อมต่อกับจอทัชสกรีนที่รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ การแสดงตนผ่านบัตรประจำตัวและเชื่อมต่อกับกล้องซีซีทีวีที่สามารถบันทึกภาพใบหน้า เสียงผู้อภิปรายได้ที่มีความสำคัญต่อการจดบันทึกการประชุม เป็นต้น แต่เมื่อสเปกดังกล่าวถูกท้วงติงอาจปรับลดให้เป็นมาตรฐานประเทศจีนก็เป็นได้ และตัดส่วนระบบทัชสกรีนออก เหลือแค่การเสียบบัตร เหมือนเดิม อย่างไรก็ตามยังตอบไม่ได้ว่าแต่ละแนวทางจะปรับลดงบประมาณลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ ต้องพิจารณารายละเอียดที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง

“วัชระ” ดักทาง “พรเพชร” อย่าเฉไฉ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำเรื่องของบฯเพิ่มเติม 8,648 ล้านบาทโดย ครม.อนุมัติให้แค่ 512 ล้านบาท และนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ แถลงอ้างว่าทำตามนโยบายของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ที่ระบุไม่ให้ขัดขวางการทำงานของบริษัทรับก่อสร้าง แต่นายพรเพชรปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการตั้งงบโป่งพองและการจัดซื้อจัดจ้างนั้น คงปฏิเสธไม่ได้เพราะลูกเขยของนายพรเพชรก็เป็นหนึ่งในกรรมการเร่งรัดการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่