ข่าว
100 year

มุดบ้านริมน้ำ 2 รมว.ตามดูด ‘อุตตม-สนธิรัตน์’ ดึง ‘ตี๋กร่าง’ ร่วม รบ.

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 พ.ค. 2561 05:05 น.
SHARE

พท.แห่ไปสิงคโปร์ พบแม้ว-ปูแก้เกม

สองพรรคใหญ่รุมโต้ “บิ๊กตู่” “นิพิฏฐ์” ยกหลักผู้มีอำนาจเหนือแรงดูด ย้อนแสบใช้ตำแหน่งล่อยังว่าไม่ดูดหรือ “องอาจ” เหน็บ “อมพระ มาพูดก็ไม่เชื่อ” ตอกใส่ “วิษณุ” ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นพฤติกรรมล้วนๆ “จุรินทร์” หวั่นพาเลือกตั้งเละเทะ “แม่เลี้ยงติ๊ก” แจงพลังดูดภาคเหนือยังไม่แรง อย่ารีบโชว์กระหายอำนาจ ด้าน “วรชัย” ซัดผู้นำปากอย่างใจอย่าง “อนุดิษฐ์” โว กทม.มีแต่คนขอเข้าไม่มีใครคิดตีจาก แกนนำเพื่อไทยจ่อบินพบ “ทักษิณ-ปู” ที่สิงคโปร์ ลือหึ่งถกแก้เกมพลังดูด-เฟ้นตัวผู้นำ พรรค “อุตตม-สนธิรัตน์” มุดบ้านริมน้ำจับเข่าคุย “ตี๋กร่าง” 1 ชั่วโมง “วิษณุ” ร่ายลีลาร่วมเรือแป๊ะภาค 2

ประเด็นการโชว์พลังดูดกลุ่มอดีต ส.ส. มาเป็นแนวร่วมของรัฐบาล คสช. ยังคงถูกกระหน่ำวิจารณ์จาก 2 พรรคใหญ่ ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะออกตัวปฏิเสธว่าไม่ได้ดูด แต่เป็นบรรดานักการเมืองที่ขอเข้ามาร่วมงานเอง

“นิพิฏฐ์” ยกหลักผู้มีอำนาจเหนือ

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ดูดนักการเมืองให้มาร่วมงาน ไม่มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนแต่นักการเมืองมาเอง ว่า กรณีนี้นายกฯ จะปฏิเสธอย่างไรก็ได้ เมื่อมีการกล่าวหาและมีการปฏิเสธ จึงขอให้ดูที่การกระทำ ขอให้ดูตัวอย่างการเข้าร่วมงานกับรัฐบาลของกลุ่มพรรคพลังชลที่เข้ามาก็มีตำแหน่งให้เป็นทั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีและที่ปรึกษานายกฯมองว่าการให้ตำแหน่งต้องดูอำนาจในการต่อรองว่าอยู่ที่ใคร เพราะมีหลักการของผู้บริหารอำนาจอยู่ว่าผู้ร้องขอไม่มีสิทธิเลือก แล้วแต่ผู้มีอำนาจจะให้ กรณีการดูดนี้จึงต้องดูว่าใครเป็นคนขอ ใครเป็นคนให้ ใครถูกดูด ใครเป็นคนดูด

ใช้ตำแหน่งล่อยังว่าไม่ดูด

“ถ้าเขาเดินเข้ามาหาเองแล้วไม่มีตำแหน่งอย่างที่นายกฯบอก ก็อีกเรื่อง แต่ที่ 2 พี่น้องพรรคพลังชลมีตำแหน่งในรัฐบาล อย่างนี้ผมเห็นว่าเป็นการดูดเพราะมีตำแหน่งให้ เรียกว่าเป็นการใช้อำนาจเหนือกว่า จึงเชื่อว่าไม่ได้เดินเข้าไปหาเอง แต่เชื่อว่าพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นจากพลังดูด และมีตำแหน่งให้อีก อย่างนี้ไม่เรียกว่าให้ผลประโยชน์อีกหรือ เชื่อว่าจะมีพลังดูดที่รุนแรงยิ่งขึ้นมากขึ้นกว่าเดิม แต่อยากเตือนนายกฯว่าคนที่ประสานหรือทำงานให้เขาเอาอะไรมาให้นายกฯดูด เหมือนที่หมอบอกเสมอว่าคนเราจะเป็นอะไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรากินอะไรเข้าไป เพราะนายกฯมีสิทธิเลือกว่าจะดูดเข้าไปหรือไม่ถ้ารู้ว่ามันไม่ดีก็อย่าดูดเข้าไป มันจะมีปัญหา ส่วนคำชี้แจงของนายกฯที่สื่อเอามาพาดหัวข่าว ชาวบ้านจะเชื่อหรือไม่ขอให้คิดกันเอาเอง” นายนิพิฏฐ์กล่าว

เหน็บ “อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ”

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นข่าวที่นายกฯออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ดูดอดีต ส.ส.แล้ว อดอมยิ้มไม่ได้ ทำให้นึกถึงเพลงลูกทุ่ง “ฉันเปล่าหนา เขามาเอง” ของพุ่มพวง ดวงจันทร์ และทำให้คิดถึงเพลง “อมพระมาพูด” ที่ “เบิร์ด” ธงไชย แมคอินไตย์ ร้องกับ “เสก โลโซ” ที่มีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า “อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ” เลยอยากให้นายกฯ ไปเปิดฟังดู จะเข้าใจว่าทำไมคนในสังคมจึงเรียกการเชิญชวนให้นักการเมืองไปเข้าพรรคที่คนในรัฐบาลนี้กำลังจัดตั้งอยู่ว่าเป็นการดูด เพราะถ้านักการเมืองอยากย้ายพรรคโดยอุดมการณ์เดียวกัน สื่อมวลชนและสังคมจะไม่เรียกพฤติกรรมนั้นว่าดูด แต่จะเรียกว่าเป็นการย้ายพรรคหรือย้ายก๊กไปพรรคการเมืองใหม่ แต่เมื่อไหร่ที่มีพฤติกรรมผลประโยชน์ต่างตอบแทน สื่อและสังคมจะเรียกพฤติกรรมนี้ว่าการดูด

ตอก “วิษณุ” พฤติกรรมล้วนๆ

นายองอาจกล่าวอีกว่า ส่วนพฤติกรรมที่คนในรัฐบาล คสช.บางคน กำลังเดินสายชักชวนให้นักการเมืองไปร่วมงานกับพรรคใหม่ที่กำลังตั้งขึ้น ว่าเป็นการดูดหรือไม่นั้น คิดว่านายกฯและคนในรัฐบาลนี้ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ เพราะสังคมส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นเหตุไม่ปกติ จึงเรียกเรื่องนี้ว่าเป็นการดูด เช่นเดียวกับกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า คำว่าดูดเป็นเพียงการสร้างวาทกรรมนั้น ตนเห็นต่าง เพราะเป็นการสะท้อนถึงพฤติกรรมการกระทำที่สังคมเห็นและตกผลึกร่วมกันแล้ว การเชิญชวนนักการเมืองให้ไปร่วมงานกับพรรคที่กำลังตั้งขึ้น โดยมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงไม่ใช่วาทกรรมแต่เป็นการสะท้อนพฤติกรรม

“จุรินทร์” หวั่นพาเลือกตั้งเละ

นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทุกฝ่าย ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ คสช. ต้องมีหน้าที่ช่วยกันทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ สุจริต ยุติธรรม อะไรก็ตามที่จะนำไปสู่ความไม่ยุติธรรม หรือเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่ควรทำ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมา กลายเป็นความไม่สุจริตเที่ยงธรรม เกิดข้อกังขาจนไม่เป็นที่ยอมรับในอนาคตได้ เมื่อถามว่า หากเกิดการดูดแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ คสช.ยังไม่ยอมปลดล็อก จะเรียกว่าเล่นกันเเฟร์ๆหรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า สังคมมองออกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ตนพูด หลังการรัฐประหารทุกครั้ง ถ้ามีการตั้งพรรคปรากฏการณ์ดึงนักการเมืองเข้าไปรวมตัวกันอยู่ในพรรคใหม่ที่จัดตั้งขึ้น เคยปรากฏอยู่เสมอ เช่น พรรคสามัคคีธรรม สำหรับตนไม่เคยย้ายพรรค แต่สำหรับการย้ายพรรคของนักการเมืองเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับว่าย้ายด้วยเหตุผลอะไร เพราะอุดมการณ์ไม่ตรงกันหรืออย่างอื่น ส่วนถ้ามีข้อครหาว่าย้ายเพราะแลกตำแหน่ง บุคคลนั้นก็ต้องอธิบายต่อสังคมเอง

“แม่เลี้ยงติ๊ก” ติงอย่ารีบดูดนัก

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีต ส.ส.แพร่ และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวถึงกรณีรัฐบาล คสช.ใช้พลังดูดอดีตส.ส.เพื่อสร้างฐานการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า ว่า เรื่องแรงดึงดูดอดีต ส.ส.ในพื้นที่ จ.เเพร่ หรือพื้นที่ภาคเหนือ แม้จะไม่หนาหูนักตอนนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นแรงดูดจากฝ่ายไหน จะมีจริงหรือไม่ ไม่อยากให้เกิดพฤติกรรมตามข่าว โดยเฉพาะกับรัฐบาล คสช.ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น แต่ก็ต้องดูกันไป ควรทำให้ถูกต้องดีงาม อย่าเพิ่งรีบเพราะขณะนี้ทางหนึ่ง คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้ใครเลย หากฝ่ายท่านทำอะไรไปก่อน จะเป็นการเอาเปรียบคนอื่นเขาหรือไม่

แซะอย่าโชว์กระหายอำนาจ

นางศิริวรรณกล่าวต่อว่า ขณะนี้ในฐานะที่เป็นรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้องก่อน เพราะชาวบ้านลำบากมาก เราอยู่ในพื้นที่เอาใจใส่ชาวบ้าน ไม่เคยเอาการเมืองไปพูดใส่เขา เพราะเราถูกห้าม ตอนเราไปหาสมาชิกเก่าให้มายืนยันตัวตนก็ลำบาก ไม่สะดวก ไปพูดให้เขามาจ่ายเงินค่าสมาชิกทั้งที่เศรษฐกิจยังฝืดเคือง จึงมองว่าเวลานี้ควรเป็นเวลาที่ต้องเอาใจใส่ปัญหาชาวบ้าน ไม่ควรกระหายอำนาจในขณะที่ประชาชนยังเดือดร้อนอยู่ และต้องรอให้มีการปลดล็อกคำสั่ง คสช. แล้วออกสตาร์ตพร้อมกันทุกคนทุกฝ่าย จะยุติธรรมกว่าหรือไม่

ซัดผู้นำปากอย่างใจอย่าง

ขณะที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อใช้เป็นแรงจูงใจทางการเมือง ว่า คำว่าผลประโยชน์ไม่ได้หมายความถึงเงินเพียงอย่างเดียว แต่ตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ปรึกษานายกฯ ถือเป็นผลประโยชน์หรือไม่ การที่นักการเมืองที่เข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเครดิตทำให้มีอำนาจ จึงถือว่าเป็นผลประโยชน์ได้เหมือนกัน ที่ปากว่าไม่เห็นด้วยกับการให้ผลประโยชน์ แต่การกระทำเป็นการให้ผลประโยชน์ชัดๆ อย่างหัวหน้าพรรคพลังชลที่มาเป็นที่ปรึกษานายกฯ ก็ชัดเจนว่ามี ส.ส.ในมือประมาณ 6-7 คน เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพราะท่านคงมองออกว่าการเป็นนายกฯคนนอกมันยาก จึงรวบรวม ส.ส.ทุกวิถีทาง แสดงให้เห็นถึงการกระทำปากอย่างใจอย่าง ทำทุกวิถีทางให้กลับมามีอำนาจ ที่เคยว่าคนอื่นเป็นเด็กเลี้ยงแกะ การเลื่อนการเลือกตั้งมาหลายครั้ง และยังไม่ชัดเจนว่าเดือน ก.พ.2562 จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ แบบนี้ขอถามว่าให้เรียกว่าอะไร

“อนุดิษฐ์” โว กทม.มีแต่คนขอเข้า

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า มีการทาบทามอดีต ส.ส.กลุ่ม กทม. ให้ไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ว่า ไม่ทราบว่ามีใครบ้าง เพราะบุคคลเหล่านั้นคงพูดกับคุณหญิงสุดารัตน์โดยตรง แต่เท่าที่ทราบจากการพูดคุยกับอดีต ส.ส.กทม. มั่นใจว่าไม่มีใครคิดตีจากพรรคเพื่อไทย ไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในทางกลับกันมีแต่บุคคลหลากหลายอาชีพที่สนใจทางการเมือง แสดงความประสงค์ที่จะมาร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย เสนอตัวขอเป็นผู้สมัครในนามพรรคเพิ่มเติม

แฉพลังดูดลามไปถึงทีมงาน

ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กลุ่ม กทม. กล่าวว่า ยังไม่ได้สอบถามกับคุณหญิงสุดารัตน์ว่า ใครถูกทาบทาม แต่เรื่องการดูดรู้ความเคลื่อนไหวมานาน เท่าที่ทราบไม่เพียงอดีต ส.ส.กทม. หรือนักการเมืองระดับชาติเท่านั้น แต่ยังทาบทามไปถึงสมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.) หรือแม้แต่ทีมงานยังโดน และไม่เพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่โดนดูด เจอคนต่างพรรคบางคนยังบ่น แม้แต่เลขาฯที่ทำงาน และทีมงาน ยังเจอการดูดไปด้วย แต่ยิ่งมีกระแสดูดยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยเหนียวแน่นขึ้น ผู้ที่จะก้าวออกไปมีบทเรียนมาแล้วในอดีต ส่วนใหญ่จะล้มเหลวทางการเมือง แต่ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลคงรั้งไม่ได้ เพียงแต่ต้องยอมรับผลที่ตามมา สิ่งที่น่ากลัวคือ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังใช้สถานะผู้นำไปหาเสียง พยายามทำให้การเมืองเป็นการเมืองน้ำเน่า เพราะอยากให้คนมาสนับสนุนตัวเองเป็นนายกฯอีกครั้ง คุ้มแล้วหรือกับการทำให้การเมืองถอยหลัง

แกนนำ พท.จ่อบินถก “ทักษิณ”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ช่วงสุดสัปดาห์นี้ นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมเดินทางมาที่ประเทศสิงคโปร์ โดยจะมีแกนนำพรรคเพื่อไทยคนสำคัญเดินทางไปพบในวันที่ 5 พ.ค. คาดว่าจะมีการพูดคุยกันถึงประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ใช้ประเด็นเรื่องคดีความ และเรื่องธุรกิจ ในการโน้มน้าวอดีต ส.ส.ให้หันไปสนับสนุนพรรคการเมืองของ คสช. เพราะขณะนี้การดูดอดีต ส.ส.รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงอาจมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำพรรคเพื่อไทยคนต่อไปที่จะนำพรรคต่อสู้ในศึกเลือกตั้ง เนื่องจากการเมืองตอนนี้เริ่มเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง จึงต้องดำเนินการให้ชัดเจน

“อุตตม–สนธิรัตน์” มุดบ้านริมน้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีกระแสข่าวนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ จะเดินทางเข้าพบนายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่ม 16 ที่บ้านริมน้ำ บริเวณสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อทาบทามให้การร่วมงานการเมืองกับรัฐบาล ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เฝ้าติดตามทำข่าวบริเวณบ้านริมน้ำ พบว่ามีแขกทยอยเข้าพบนายสุชาติหลายคน เป็นที่น่าสังเกตว่ามีรถตู้โฟล์คสวาเกน สีบรอนซ์เงินจำนวน 2 คัน ที่คาดว่าน่าจะเป็นรถของนายอุตตม และนายสุทธิรัตน์ ขับเข้าไปภายในบ้านนานประมาณ 1 ชั่วโมง จึงขับออกมา โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่อนุญาตให้นักข่าวเข้าไปติดตามทำข่าวภายในบ้าน แต่ให้รอสังเกตการณ์อยู่ที่หน้าบ้านเท่านั้น

“วิษณุ” ร่ายลีลาร่วมเรือแป๊ะต่อ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงท่าที พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กับการก้าวเข้าสู่การเมืองหลังจากนี้ ว่านายกฯไม่เคยพูดคุยเรื่องอนาคตทางการเมืองกับตนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่อาจพูดกับคนอื่น เมื่อถามว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ทำงานการเมืองต่อ พร้อมให้การสนับสนุนหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่ขอตอบเรื่องนี้ดีกว่า ถ้าบอกว่าไม่สนับสนุนจะกลายเป็นว่าเป็นปรปักษ์ แต่ถ้าบอกว่าสนับสนุนก็ต้องเข้ามาช่วยงาน มีวิธีดูแลตัวเองอยู่แล้ว

กอ.รมน.จับตากลุ่มอยากเลือกตั้ง

ด้าน พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม “คนอยากเลือกตั้ง” วันที่ 5 พ.ค. ว่า ขอฝากว่าการชุมนุมต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ต้องเคารพกฎหมายว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ และขอให้ประชาชนระมัดระวังในการติดตามข้อมูลข่าวสารที่อาจมีการบิดเบือน ยังบอกไม่ได้ว่าจะมีผู้ชุมนุมจำนวนเท่าใด แต่คิดว่าไม่น่ายืดเยื้อ เมื่อถามว่ากรณีที่นายพริษฐ์ ชีวรักษ์ หรือเพนกวิน บุกเข้าถึงตัวนายกฯในวันแรงงานแห่งชาติที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวหรือไม่ พล.ต.พีรวัชฌ์ตอบว่า อยากให้ผู้ที่จัดชุมนุมช่วยกันดูแลไม่ให้มีมือที่สามเข้ามาก่อความวุ่นวาย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ต้องดูแลความสงบเรียบร้อย อยากให้ทุกคนร่วมมือกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยข่าวความมั่นคงได้ประเมินการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวันที่ 5 พ.ค. จะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200-300 คน โดยมีเพียงแกนนำเสื้อแดงบางคนที่เข้าร่วม แต่ไม่มีกลุ่มพรรคการเมือง ทั้งกลุ่มอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อไทย เนื่องจากกำลังเตรียมการประชุมพรรคเร็วๆนี้ และยังไม่พบการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ด้วย

ปลื้มแห่ร่วมไทยนิยม 4 ล้านคน

พล.ต.พีรวัชฌ์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน ว่า กอ.รมน.ลงพื้นที่ไปแล้วกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเกือบ 4 ล้านคน จากนโยบายของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะรอง ผอ.รมน. ที่ให้แนวทางปฏิบัติงานแก่ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด ต้องเป็นที่พึ่งประชาชนในทุกโอกาส และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแนวทางประชารัฐ สามารถแก้ไขและขจัดปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เช่น ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาเส้นทางคมนาคม ปัญหาข้อพิพาทที่ดินและการบุกรุกที่สาธารณะ และการบุกรุกผืนป่า ความสำเร็จนี้มาจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน พล.อ.เฉลิมชัยยังให้กำลังใจและกำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติว่าต้องไม่กระทำตนเป็นผู้มีอิทธิพล

“สมชัย” ย้ำกติกาเข้าทางพรรคใหญ่

ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ผ่านช่อง “สมชัย ไลฟ์สด” ในเฟซบุ๊กว่า เดิมมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เหลือใบเดียว เลือกทั้งคนและพรรค หมายเลขผู้สมัครต่างเขต ต่างเบอร์ ลดความสำคัญของพรรค ให้ความสำคัญตัวบุคคลมากขึ้น ทำให้พรรคหาเสียงยากขึ้น เชื่อว่าจากการเปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้ง และการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ขึ้นอยู่กับจำนวน ส.ส.เขต ทำให้การต่อสู้กันในทุกเขตดุเดือดมากขึ้น แต่ละพรรคต้องพยายามเอาชนะ คิดหาวิธีการใหม่เพื่อให้ได้คะแนนบัญชีรายชื่อและทุกเขตให้ได้มากที่สุด เมื่อใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว พรรคจะต้องส่งผู้สมัครลงทุกเขตสู้กันยิบตา ไม่มีใครยอมใคร สูตรการเลือกตั้งแต่ละพรรคจะเปลี่ยนไป พรรคเล็กหรือพรรคท้องถิ่นจะยึดเฉพาะพื้นที่ของตัวเองไม่ได้ หากอยากได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ต้องส่งคนลงรับเลือกตั้งทั้ง 350 เขต พรรคใหญ่จะได้เปรียบจากรูปแบบดังกล่าว

ศาล รธน.นัดชี้ร่าง พ.ร.บ. ส.ว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่เอกสารผลประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณา 3 คดี ได้แก่ คำร้องของ สนช. จำนวน 30 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 91-96 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 107 หรือไม่ พร้อมทั้งความเห็นของประธาน กรธ. และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งความเห็นตามระยะเวลาที่กำหนด โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความเห็นเป็นหนังสือดังกล่าวแล้ว มีคำสั่งรวบรวมไว้ในสำนวน จากนั้นได้กำหนดประเด็นและอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 23 พ.ค.

ขยายเวลา คสช.แจงคำสั่ง 53/60

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องที่ 2 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 140 และมาตรา 141 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 25, 26, 27 และ 45 หรือไม่ จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยื่นร้องผู้ตรวจการแผ่นดินว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยฝ่ายผู้ร้องและประธาน กกต. ได้ส่งความเห็นภายใน ระยะเวลาที่กำหนด สำหรับกรณีหัวหน้า คสช.ขอขยายระยะเวลาการส่งความเห็นเป็นหนังสือ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นวันที่ 11 พ.ค.นั้น ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายตามคำขอ และนัดประชุมพิจารณาวินิจฉัยอีกครั้งวันที่ 23 พ.ค.

ไม่มีกำหนดลงมติ ก.ม.ลูก ส.ส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องที่ 3 กรณี สนช.จำนวน 27 คน ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 35 (4) และ (5) มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยประธาน กกต. และฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ส่งความเห็นเป็นหนังสือ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมต่อในวันพุธที่ 23 พ.ค.

เฟ้นผู้สมัคร กกต.ยังไม่จบ

วันเดียวกันที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร กกต. 33 ราย โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ในฐานะกรรมการสรรหา กกต. กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า เป็นการพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครทั้ง 33 คน ว่ามีคุณสมบัติเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ และต้องตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง จากนั้นจะเชิญผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกมาสัมภาษณ์ในวันที่ 3 พ.ค. ก่อนคัดเลือกให้เหลือ 5 คน เสนอให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ต่อมาหลังการประชุม นายนัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการกรรมการสรรหา กกต. กล่าวว่า ที่ประชุมยังพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้สมัคร 33 คนไม่เสร็จ ต้องประชุมอีกครั้งวันที่ 3 พ.ค.

“วิลาศ” บุก ทบ.บี้ปราบทุจริต

ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ขอให้ดำเนินการ ตามที่ ครม.มีมติรับทราบมาตรการป้องกันปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบในระบบราชการของคสช. ตามที่ พล.อ.เฉลิมชัยนำเสนอกรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่มีมติ ครม.ออกมา ยังไม่มีหน่วยงานใดปฏิบัติตามโดยเฉพาะเรื่องความไม่โปร่งใสการประมูลในระบบอีออกชัน ที่ไม่เคยมีการตรวจสอบ

“ราเมศ” ยุศาลเอาผิด “เเม้ว”

อีกเรื่อง นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวหาอำนาจตุลาการว่า เหตุที่ฟ้องคดี เพียงต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมไทยได้มีโอกาสปรับตัวจากการถูกปรามาส กล่าวหาว่าถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่เป็นที่พึ่งของสังคม ทำขัดหลักนิติธรรมสากล เลือกปฏิบัติต่อคนเฉพาะกลุ่มเฉพาะฝ่ายมาตลอด หลังศาลปกครองสูงสุดตัดสินคดีกรณีกระทรวงการต่างประเทศเพิกถอนหนังสือเดินทางนายทักษิณ ว่า กระทำโดยชอบแล้ว ว่า เป็นการกล่าวหาใส่ร้ายอำนาจตุลาการอีกครั้ง สำนักงานเลขาธิการศาลปกครอง ควรแจ้งความดำเนิน คดีฐานดูหมิ่นตุลาการ เพราะไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริต ถ้าปล่อยไว้อาจทำให้เสียหายต่อสถาบันศาลได้ ต้องบอกนายทักษิณว่า อำนาจตุลาการยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้เสมอ การทำหน้าที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อำนาจตุลาการไม่เคยเกรงกลัวต่อสิ่งใด นักการเมืองที่ทุจริตถูกตรวจสอบถ่วงดุลโดยอำนาจตุลาการ มีติดคุกหลายราย นี้คือจุดที่ทำให้นายทักษิณกล่าวหาอำนาจตุลาการอย่างรุนแรง

ขี้เเพ้ชวนตีแต่ชนะทำเงียบ

“คดีไหนที่นายทักษิณและพวกแพ้ ทางเดียวที่ทำได้คือทำลายอำนาจตุลาการ คดีนี้เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คือศาลชั้นสูงสุดในคดีปกครอง กระบวนการทำลายอำนาจตุลาการจึงเริ่มขึ้นทันที คดีไหนที่ตัวเองชนะคดีก็จะเงียบ เพราะได้ประโยชน์ การพิจารณาของศาลไทยไม่มีขัดหลักนิติธรรมสากล แต่การกระทำของนายทักษิณกับพวกต่างหากที่ขัดต่อ หลักนิติธรรม นายทักษิณคงไม่เข้าใจความหมายของคำว่านิติธรรม ที่หมายถึงการปกครองประเทศโดยกฎหมาย ความเสมอภาคกันในกฎหมาย แต่นายทักษิณทำตรงกันข้ามกันทั้งหมด ต้องติดตามต่อว่ารัฐมนตรีคนใดบ้างที่ออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณและผู้เกี่ยวข้อง ก็จะต้องรับผิดชอบการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อไป” นายราเมศกล่าว

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สนามบินน้ำสุชาติ ตันเจริญอุตตม สาวนายนสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ร่วมรัฐบาลเลือกตั้ง

คุณอาจสนใจข่าวนี้