"บิ๊กตู่" ยันจับมืออาลีบาบา เป็นทางเลือก ขอผู้กังขาเปิดใจฟังข้อมูลให้ครบถ้วน ชั่งน้ำหนักผลดีผลเสีย ย้ำในฐานะประชาชน จะทำให้ดีที่สุด นำลำไย ลิ้นจี่ ส้ม มะม่วง ข้าวหอมมะลิ ต่อยอดทุเรียน...
เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 27 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่า กลุ่มอาลีบาบาได้ทำความร่วมมือกับรัฐบาลไทยสนับสนุนธุรกิจ e-Commerce และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพ ที่เชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของไทย ยืนยันเป็นพันธมิตรกับประเทศไทยในระยะยาว มีเป้าหมายร่วมกันพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ในเวทีโลกได้ ผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่างๆ สนับสนุนยุทธศาสตร์ “ประเทศไทย 4.0” ไปพร้อมๆ กับนโยบายด้านอื่นๆ ของประเทศด้วย
นอกจากนี้ ยังร่วมส่งเสริมสินค้าเกษตร โอทอป เชื่อมโยงซื้อขายออนไลน์ ซึ่งวันข้างหน้าจะสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาให้ทัดเทียม แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร ถ้าเราสามารถดำเนินการต่อไป อาจสามารถส่งทุเรียนจากแหล่งผลิตในไทยไปยังจีนได้ภายใน 120 ชั่วโมง และส่งต่อจนถึงมือลูกค้าทั่วประเทศจีนได้ ภายใน 24 ชั่วโมง รวมไปถึงประเทศอื่นด้วย
ทั้งนี้ในอนาคตรัฐบาลมีแนวคิดผลักดันส่งออกข้าวไทยและผลิตผลทางการเกษตรของไทยเข้าสู่วงจรดังกล่าว รวมถึงลำไย ลิ้นจี่ ส้ม มะม่วง ที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกในเรื่องตลาดผู้บริโภคที่อาลีบาบา มีความเชี่ยวชาญอีกด้วย รวมถึงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวดิจิทัล และสร้างศูนย์กลางการขนส่งสินค้าในภูมิภาค
สำหรับครั้งนี้อาลีบาบา มีแผนการลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้า มูลค่า 11,000 ล้านบาท เพื่อจะเป็นศูนย์กระจายสินค้า ไปยังผู้สั่งสินค้าในภูมิภาคนี้อย่างประเทศ CLMV ซึ่งการที่มีช่องทางแบบนี้ ในการเข้าสู่ตลาด มีสินค้าและบริการมากขึ้น หรือเป็นศูนย์กลาง ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าขายในภูมิภาคเท่านั้น แต่จะช่วยยกระดับสินค้าไทยหรือผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลกไปพร้อมกันด้วย
...
พร้อมย้ำว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกทางธุรกิจของพี่น้องประชาชน ทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่เป็นการบังคับว่าต้องมาผ่านช่องทางนี้เท่านั้น หรือให้สิทธิผูกขาดในการทำธุรกิจการค้าอย่างที่หลายฝ่ายกังวล อยากให้ผู้ที่ยังกังขาในเรื่องนี้เปิดใจฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายให้ครบถ้วน ชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียก่อนตัดสินใจ
"ผมในฐานะประชาชนหนึ่งให้ความเชื่อมั่นพยายามทำเต็มที่ เพิ่มทางเลือก เพิ่มรายได้ วันหน้าเราต้องรองรับตลาดที่ใหญ่ขึ้นและการแข่งขันจากต่างประเทศมากขึ้น ยิ่งเราช้าย่ิงเสียเปรียบ เสียโอกาส และเสียเวลา ประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนจะได้รับ ขึ้นอยู่กับพวกเราด้วย และต้องปรับตัว ถ้าใครยังไม่ยอมรับการปรับตัว วันหน้าตกขบวน อยากให้ทุกคนปรับวิสัยทัศน์ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว