โรดแม็ป “ประยุทธ์” ต่ออำนาจผ่านสนามเลือกตั้ง

เทศกาลมหาสงกรานต์ ชุ่มฉ่ำดื่มด่ำกับวันหยุดยาว

ตักตวงความสุขกันเต็มที่ตามวิถีแบบไทยๆ

แต่สนุกสุดเหวี่ยงกันยังไง ก็ขอให้ยึดประเพณีอันดีงามที่มีมาแต่โบราณกาล ปีใหม่ไทยรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ให้เกียรติผู้สูงอายุ และถือเป็นวันครอบครัวที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

ตามบรรยากาศที่ประชาชนคนไทยหันกลับมานิยมเอกลักษณ์ความเป็นไทยอิงกระแสละครย้อนประวัติศาสตร์ แต่งชุดไทยเที่ยวสงกรานต์กันแบบไม่เคอะเขิน

ภาพความสวยงาม อย่าทำให้เสียไป เพราะพฤติกรรมเล่นน้ำสงกรานต์แบบเกินเลย

สำคัญเหนืออื่นใดนั่นคือเรื่องของการครองสติ โดยเฉพาะการใช้รถใช้ถนนสัญจรไปมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ท้องถนนกลายเป็นสถานที่เสี่ยงภัย ตามสถิติการสูญเสียประจำปีที่มากกว่าภาวะสงคราม

จบเทศกาลต้องมานั่งนับศพ ประเมินการสูญเสีย จนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติไปแล้ว

ห้วงเวลาแห่งความสุข แต่จบด้วยความทุกข์โศกเศร้า

และโดยธรรมชาติแบบบ้านเมืองเรา บรรยากาศห้วงสงกรานต์ที่ผู้คนดื่มด่ำกับความสนุกสนาน นั่นก็ทำให้การเมืองเรื่องเครียดๆซาลงชั่วขณะ

ประกอบกับภาพรวมอุณหภูมิการเมืองก็ไม่ร้อนแรงตามอากาศเดือนเมษายนอย่างที่ลุ้นกัน

ซึ่งเป็นแบบนี้ตลอดในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา

แน่นอน โดยรูปการณ์สะท้อนข้อดีของรัฐบาลคสช.ภายใต้การนำของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่สามารถคุมสถานการณ์ความมั่นคงได้เป็นอย่างดี

จำกัดวงเกมมวลชน ไม่ให้มีม็อบลามป่วนเมือง

จุดเด่นของรัฐบาลทหาร ที่กลายเป็น “จุดขาย” ของ “ลุงตู่”

ตามสภาพการณ์ที่พิสูจน์ให้ผู้คนส่วนใหญ่เห็นกันอยู่ตรงหน้า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำ ทำให้ประเทศสงบ ไร้ม็อบป่วน การเมืองนิ่ง เอื้อต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจให้เดินหน้าอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง

...

นักลงทุนมั่นใจ กล้าขนเงินมาซื้ออนาคตทางยาวๆในเมืองไทย

นี่คือ “แต้มต่อ” ที่ “นายกฯลุงตู่” ตุนไว้เป็นต้นทุนหน้าตัก

ตามจังหวะสถานการณ์กระแสพรรคหนุน “ลุงตู่” ชัดเจนขึ้นตามลำดับ

โดยเฉพาะกับปรากฏการณ์ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ออกมาประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ตีตั๋วต่อหลังเลือกตั้ง

เพราะเป็นผู้นำที่ดี มีคุณธรรม ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยเอื้อต่อการพัฒนา

จับสัญญาณ ประเมินกระบวนท่า “สมคิด” ที่ปกติจะเก็บเนื้อเก็บตัว สงวนท่าที ไม่แอะปากเกี่ยวกับการเมือง พยายามเลี่ยงแรงเสียดทานกับภารกิจงานทางด้านเศรษฐกิจที่อ่อนไหว

ช็อตนี้จึงมองเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากความตั้งใจทิ้งไพ่

กระตุกแรงเหวี่ยงทางการเมืองช็อตสำคัญ

สะท้อนกระบวนท่าการบริหารจัดการโรดแม็ป “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วไปต่อ ถึงจุดมั่นใจ

ได้จังหวะแบไต๋ออกตัวกันได้

ในขณะที่ตัวละครอย่างนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ 1 ใน 2 ชื่อ ที่นายสมคิดระบุให้เป็นตัวขับเคลื่อนพรรคการเมือง ออกตัวแค่ว่า มีแนวคิดสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์จริง เพราะเป็นผู้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์และเป็นความต่อเนื่องในการบริหารตามยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลนี้วางฐานมา 4 ปี

แต่ก็เป็นแค่คุยกันในหลักการ ไม่มีข้อสรุปเรื่องตั้งพรรคแต่อย่างใด

ยังออกลูกกั๊ก ไม่ให้โดนนักการเมืองล็อกเป้าถล่มปม ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ทางการเมือง

แต่ตามท้องเรื่องมาถึงตรงนี้ โดยทิศทางข่าว กระแสสังคมรับรู้กันทั่วประเทศแล้ว

แนวโน้มพรรคการเมืองหนุน “นายกฯลุงตู่” เกิดแน่

และโฟกัสไปที่ค่าย “พลังประชารัฐ” ตามยุทธศาสตร์การไปต่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จะอิงสถานะประธานที่ปรึกษา

พรรคการเมืองผ่านสนามเลือกตั้ง ยกระดับความชอบธรรมเป็นนายกฯคนใน

ปูทางแปะชื่อเป็น 1 ใน 3 นายกฯบัญชีพรรค

ตามหลักการ บทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติ

เบื้องต้นเลยเป็นการเปลี่ยนแผนจากเดิมที่มีกระแสวิเคราะห์กันว่า พล.อ.ประยุทธ์จะใช้ทางลัด เบิ้ลเก้าอี้ “นายกฯคนนอก” ในการคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตามเหลี่ยมเลี่ยงกับดัก หลบแรงเสียดทาน

แนวต้าน “นายกฯคนนอก” ที่ถึงแม้จะอยู่ในวิสัยรวบรัดเอาได้ แต่มันขัดกับหลักสากล

หนีไม่พ้นขี้ปากนักการเมืองที่จะเชือดเฉือน ตอกย้ำซ้ำปมด้อย

เป็นรอยด่างอำนาจที่จะส่งผลเสียต่อการทรงตัวของผู้นำ

อารมณ์แบบนี้ทหารอาจไม่เข้าใจ แต่นักการเมืองรู้เหลี่ยมรู้ทางกันดี

ที่แน่ๆ ดูตามรายชื่อแกนหลักพรรคการเมืองฐานต้นทุนหนุน “ลุงตู่” ทั้งนายสนธิรัตน์ รวมถึงนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ที่ล้วนแต่เป็นรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ในปีกของนายสมคิด

มันชัดยิ่งกว่าชัดว่า “จอมยุทธ์กวง” คือคีย์แมนคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังยุทธศาสตร์

อาศัยลูกเขี้ยวเกมยุทธ์การเมืองบวกเหลี่ยมเซียนการตลาด เคลียร์เส้นทาง ยกระดับความ

ชอบธรรมให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ไปต่ออย่างหล่อๆตามกติกา

ค่อยๆเดินหมากได้อย่างล้ำลึก แนบเนียนแบบเซียนเหยียบเมฆ

โดยเฉพาะจังหวะที่นายสมคิดจงใจเปิด

ไพ่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความชัดเจนพรรค การเมืองสนับสนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อเก้าอี้นายกฯหลังเลือกตั้ง มันก็เป็นห้วงเวลาที่ คสช.เปิดไฟเขียวให้พรรคการเมืองเก่าได้ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน

มันเท่ากับการเปิดทางเลือกให้นักการเมืองได้ตัดสินใจง่ายๆ

เหมือนเปิดไฟสว่างให้พวกที่กำลังหาทางหนีทีไล่ ไม่อยากเสี่ยงท้ามรสุม เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่กับพรรคเพื่อไทย ไม่อยากตายซากอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์

โอกาสเล็งไปที่พรรคพลังประชารัฐ คือจุดลงตัว

ที่สำคัญไม่กลัวเสียงครหา เพราะไม่ใช่แค่พรรคทหารหว่านเงินมาตั้งพรรคตามสูตรไล่กวาดต้อนซื้อ ส.ส. เหมือนพรรคสามัคคีธรรม หรือพรรคเพื่อ-แผ่นดินที่ไปไม่รอด ตายตอนจบ

แต่รอบนี้เป็นการซื้อด้วยการวางอนาคตยุทธศาสตร์ระยะยาว

แบบที่มีการปูพื้นฐานทางกระแสมา 2–3 ปี มีการเน้นไปที่เนื้องาน โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจที่ “นายกฯลุงตู่” ดันหลังทีมงาน “สมคิด” เข็นครกขึ้นภูเขา

จากตัวเลขติดลบเพราะวิกฤติการเมือง จนฟื้นกลับมาไต่เพดานติดลมบน

ตัวเลขจีดีพี สถิติการส่งออก ตลอดจนเมกะโปรเจกต์ “เรือธง” ที่รัฐบาลเดินเครื่องไปเกินครึ่งทางแล้ว ทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯปริมณฑล ฯลฯ

ขณะที่ห้วงปีหลังก่อนเลือกตั้งก็มีการเดินหน้าอัดฉีดมาตรการช่วยคนจน สารพัดโครงการประชารัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาปากท้องอย่างเป็นรูปธรรมในระยาว

มันเป็นอะไรที่หาเสียงได้เต็มปากเต็มคำ ทีมงานพรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อเพื่อความต่อเนื่องของงาน

เหนืออื่นใด มีหลักประกัน ไม่ทำให้ประเทศย้อนกลับลงเหววิกฤติขัดแย้ง

ทั้งหมดทั้งปวง แสดงให้เห็นว่ามีการวางฐานพร้อมหมดแล้ว ถึงแบไต๋ตั้งพรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ

และแน่นอนจากนี้ไปก็เข้าสู่โหมดเคลียร์พื้นที่รองรับยุทธศาสตร์ ปรากฏการณ์ที่จะได้เห็นกันถี่ยิบก็คือการโยกย้าย

ข้าราชการเกียร์ว่าง ทำให้การเดินหน้าโชว์เนื้องานสะดุด

ส่งผลต่อการปั่นแต้มหาเสียงของ “นายกฯลุงตู่”

ดูได้จากรายการเด้งฟ้าผ่านายสมชัย สัจจพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่เบื้องหลังทำงานล่าช้า ไม่สนองตอบโ

ครงการบัตรคนจน ทำให้โครงการสวัสดิการประชารัฐติดๆขัดๆ

และนั่นยังอาจรวมถึงการปรับ ครม.เพื่อขับเคลื่อนงานในโค้งสุดท้าย

ตามโปรแกรมที่ “นายกฯลุงตู่” ล็อกกำหนดเลือกตั้งตามโรดแม็ปเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ถึงจุดมั่นอกมั่นใจ ด้วยเหลี่ยมอำนาจนิยมแฝงกติกาประชาธิปไตย

จะก่อกำเนิด “รัฐบาลไทยนิยม” ภายใต้การนำของ “ลุงตู่”.

“ทีมการเมือง”