ข่าว
100 year

ชงขยายเวลา ยืนยันสมาชิก กกต.จ่อถกคสช. แค่1เดือนสั้นไป

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 เม.ย. 2561 05:49 น.
SHARE

ปชป.-พท.บี้ คสช.แก้ไขคำสั่ง 53/2560 ขัด รธน. ไม่ต้องรอศาล รธน.วินิจฉัย “อภิสิทธิ์” ซัดต้อง เคารพสิทธิประชาชน กระทุ้งผู้ตรวจการแผ่นดินส่งสรุปความเห็นไปถึงมือ คสช.-สนช. “จุติ” แจงเปิด 3 ช่องทางรองรับสมาชิกพรรคแสดงตน “ชัยเกษม” สะกิด คสช.ทบทวนเองดูดีกว่า หยันยิ่งอยู่นานรัฐบาลทหารยิ่งคะแนนหด “วรชัย” ย้อน “บิ๊กตู่” ฉุดประเทศติดหล่มเกือบ 4 ปีไม่ยอมคายอำนาจ “วัฒนา” ฉะผู้นำลุแก่อำนาจถ่วงเลือกตั้ง “ไก่อู” เชื่อมั่น 1 เม.ย.เริ่มเช็กยอดสมาชิกพรรคไร้ปัญหา วิป สนช.ย้ำมีอำนาจยื่นตีความกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. “ประยุทธ์” ปลื้มเวทีลุ่มน้ำโขงดันแจ้งเกิด 260 โครงการมูลค่า 2 ล้านล้าน

กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมือง ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ล่าสุดทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยผู้ร้อง ต่างเรียกร้องให้ คสช.ทบทวนแก้ไขคำสั่งดังกล่าว เพื่อความรวดเร็วในการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยขอให้ผู้ตรวจการฯส่งความเห็นไปให้ คสช. และ สนช.ด้วย

“มาร์ค” จี้ คสช.–สนช.แก้คำสั่งขัด รธน.

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านออฟฟิศเชียลไลน์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่าคำสั่ง คสช.ที่บังคับให้มีการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นการลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญและได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญต่อไป เห็นว่าผู้ตรวจการฯควรส่งเรื่องให้ คสช.และ สนช.ด้วย เพราะเป็นองค์กรที่จะแก้คำสั่งนี้ได้ และทั้งสององค์กรควรแสดงความเคารพต่อสิทธิของประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้วยการดำเนินการแก้ไขคำสั่งที่มีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญ ระหว่างนี้การยืนยันสมาชิกตามคำสั่งต้องทำต่อ สมาชิกพรรคไปยืนยันได้ที่พรรคประชาธิปัตย์ และจุดรับการยืนยัน 300 แห่งทั่วประเทศ ส่วนการใช้ App ขอเวลาให้พรรคประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ใช้งานได้สมบูรณ์ครับ กำลังเร่งเต็มที่

บี้ผู้ตรวจการฯส่งความเห็นไปให้

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้จะเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ผู้ตรวจการฯสามารถส่งเรื่องให้ คสช.ทราบถึงเนื้อหาของคำสั่งที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหลายประการ ถ้าใช้ช่องทางส่งไปให้ คสช.แก้ไขด้วย จะช่วยทำให้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้พรรคการเมืองปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายพรรคการเมืองอย่างถูกต้องต่อไป จึงขอฝากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินสรุปความเห็นส่งให้คสช.ด้วย จะได้ไม่ต้องมีเรื่องไปให้ รก.ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้มีเพียง สนช.และ กกต.ยื่นคำชี้แจงมายังผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หัวหน้า คสช.ผู้ออกคำสั่งที่ 53/2560 ที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 25 26 27 ประกอบมาตรา45 กลับไม่ส่งคำชี้แจงไปให้ เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินส่งสรุปความเห็นคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ขัดรัฐธรรมนูญไปให้หัวหน้า คสช. ขอให้หัวหน้า คสช.ปรับปรุงแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วย จะช่วยให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแม็ปด้วยความถูกต้องเหมาะสมต่อไป

อัดสร้างภาระกระทบสิทธิ ปชช.

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป ข้อเท็จจริงคำสั่งที่ 53/2560 สร้างภาระเกินความจำเป็นให้พรรคหัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรคราว 4 ล้านคนอย่างมากเมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้ คำสั่ง คสช.ตามมาตรา44 มีศักดิ์เป็นเพียง พ.ร.บ.ต่ำกว่า แต่กลับมีเนื้อหาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ทั้งในบทหลักและบท เฉพาะกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง มั่นใจว่าทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏและข้อกฎหมายว่าคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 น่าเป็นการสร้างภาระเกินความจำเป็น และมีเนื้อหาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญด้วย

เปิด 3 วิธีสมาชิกยืนยันตัวตน

ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ในวันที่ 1 เม.ย. เป็นวันเริ่มต้นที่กฎหมายพรรคการเมืองให้ยืนยันการเป็นสมาชิกพรรค สมาชิกพรรคเดิมจะมีโอกาสยืนยันสมาชิกพรรคได้ตั้งแต่วันที่ 1-30 เม.ย. พรรคเปิดให้ยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคได้ 3 วิธี คือ 1.มายืนยันด้วยตัวเองที่สำนักงานใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ ถนนเศรษฐศิริ 2.ยืนยันด้วยตัวเองที่จุดยืนยันสมาชิกทั่วประเทศ 307 จุด ซึ่งเป็นสาขาพรรคเดิมที่ตั้งเป็นสำนักงาน หรือสำนักงานของอดีต ส.ส. 3.ใช้แอพพลิเคชั่น ดีคอนเน็ค (D-Connect) ที่โหลดได้จากเว็บไซต์พรรค ลงสมาร์ทโฟนหรือไอแพด แล็บท็อป อำนวยความสะดวกการยืนยันการเป็นสมาชิก โดยการยืนยันตัวตนสมาชิกพรรค ต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมค่าสมาชิก 100 บาท สำหรับสมาชิกรายปี และ 2,000 บาท สำหรับสมาชิกตลอดชีพ

พท.ไล่ คสช.ทบทวนคำสั่งเองดีกว่า

ด้านนายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องเป็นการรอนสิทธิและเพิ่มภาระให้กับสมาชิก มีระยะเวลาดำเนินการกระชั้นชิดว่า อย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ คสช.ทำอยู่คงไม่ค่อยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่นักการเมืองมาวอแว เมื่อมีองค์กรอิสระส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องถือว่าดี และถ้าผลออกมาว่าคำสั่งต่างๆของ คสช.ขัดรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองจะเดินได้ง่ายขึ้น แต่สุดท้ายต้องรอดูผลมากกว่า ยังเชื่อมั่นอะไรไม่ได้ ผลจะออกมาตรงใจประชาชนหรือไม่ แต่ถ้า คสช.ทบทวนเองจะดูดีกว่าปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญมาชี้ เพราะกับศาลรัฐธรรมนูญยังสงสัยว่าจะกล้าชี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะตอบสนองให้การเมืองเดินหน้าไปได้หรือไม่

หยันยิ่งยื้อนานวัน คสช.แต้มหด

นายชัยเกษมกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ สนช.กลับลำเตรียมส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น เจตนาคนไม่อยากเดาใจ แต่โดยพฤติกรรมเขามีลูกเล่นเยอะ เพราะจุดยืนของ คสช.ตั้งแต่ต้นไม่ได้ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามเวลาที่ควรจะเป็น สังเกตได้จากการเลื่อนมาตลอด แม้ คสช.จะบอกไม่ยุ่งไม่เกี่ยวอาจรับฟังได้ แต่อย่าลืมว่าการเลื่อนไม่ใช่ คสช.ได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่ได้ประโยชน์ทั่วหน้ากัน สนช.หรือคนที่อยู่กินเบี้ยประชุมอยู่เป็นประจำ ทุกคนได้ประโยชน์หมด ถ้ายิ่งปล่อยให้ยื้ออยู่นี้ไม่ว่าจะยื้อโดย คสช.หรือให้ใครทำ คนก็คิดว่า คสช.อยู่เบื้องหลัง ยิ่งปล่อยนานไปโพลยิ่งตก หลายคนกลืนน้ำลายตัวเอง แสดงให้เห็นถึงจุดยืนหรือความรอบคอบการพิจารณากฎหมายต่างๆไม่ควรเกิดขึ้นในลักษณะนี้

สับ “บิ๊กตู่” ตัวการทำประเทศติดหล่ม

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุรัฐบาลพยายามทำทุกเรื่องแต่ถูกฝ่ายการเมืองรุมสกรัม และหวังว่ารัฐบาลหน้าจะไม่มีการใช้นโยบายหาเสียง ไม่มีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันว่า แท้ที่จริงแล้วคนที่ทำให้ประเทศติดหล่มคือรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามายึดอำนาจ บอกว่าจะรีบคืนอำนาจแต่จะ 4 ปีแล้ว การเลือกตั้งจะเกิดเมื่อไหร่ยังไม่ชัดเจน การบริหารราชการมีโครงการออกมาไม่แตกต่างจากประชานิยม ลงพื้นที่ใช้นโยบายหาเสียงมากกว่านักการเมืองอีก อีกทั้งมีข่าวการทุจริตมากมาย ถ้ารัฐบาลยิ่งอยู่นานไปการทุจริตจะเพิ่ม หนี้สินครัวเรือนก็สูงขึ้น แล้วยังมีหน้ามาว่านักการเมืองอีกหรือ พล.อ.ประยุทธ์ควรไปพูดคุยกับคนในแม่น้ำห้าสายให้ชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง ให้ได้รัฐบาลที่ตรวจสอบได้ มาเรียกความเชื่อมั่นกลับมา ดีกว่ามาพูดให้ร้ายแต่ฝ่ายการเมือง

“วัฒนา” ฉะผู้นำถ่วง ลต.ลุแก่อำนาจ

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “โง่ไม่แบ่งปัน” การที่นายกฯพูดในรายการคืนวันศุกร์ว่า คสช.ไม่เคยไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพมากเกินไป มีการโจมตีเร่งรัดโรดแม็ป กดดันมากไปหรือไม่หรือมีเจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจประชาชนมาเกือบ 4 ปี ทั้งยังแสดงท่าทีว่าจะถ่วงเวลาการเลือกตั้งคือสาเหตุที่ทำให้ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องให้จัดเลือกตั้ง ที่ คสช.แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนต่างหากที่มีเจตนาอื่นแอบแฝง เป็นการลุแก่อำนาจและจำกัดเสรีภาพของประชาชน ที่พาดพิงถึงพรรค การเมืองใหม่ว่าต้องไม่ล้มล้างจารีตประเพณีและวัฒนธรรมไทยนั้น ยังไม่เห็นมีพรรคแนวทางประชาธิปไตยมีแนวทางแบบนั้น ที่คิดจะล้มล้างคือระบอบเผด็จการ ประเด็นสุดท้ายบังอาจอวดรู้ว่าต้องไม่ใช้คำว่า “เล่น” กับการเมืองนั้น ขอให้ความรู้เป็นวิทยาทานว่า “เล่น” เป็นคำกริยาที่ใช้กับอาชีพทุกชนิดที่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลา และมีบุคคลอื่นเป็นผู้ตัดสิน หมายถึงเล่นให้สมบทบาท มืออาชีพ มีน้ำใจนักกีฬา ไม่ใช่แพ้เลือกตั้งแล้วสมคบกันยึดอำนาจ แล้วหาเรื่องถ่วงเวลาไม่คืนอำนาจให้ประชาชน ต่อไปก่อนจะพูดอะไรหัดศึกษาหาความรู้ อย่าได้แสดงความด้อยปัญญาแบบท่องกลอนสุนทรภู่เป็นจินดามณีอีก หัดอายให้เป็นบ้าง

ซัดพวกหลงอำนาจยื้อเลือกตั้ง

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี สนช.เข้าชื่อเตรียมยื่นตีความ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า ไม่รู้สึกแปลกใจท่าทีดังกล่าวเพราะการยื่นตีความจะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป เป็นผลดีกับผู้อยู่ในอำนาจตอนนี้ แต่เสียดายเวลาเพราะท่าที สนช.ก่อนหน้านี้ต่างพูดชัดเจนว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีปัญหาและจะไม่ยื่นตีความ แต่สุดท้ายเมื่อมีคนออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกฎหมายที่ท่านมีมติเห็นชอบกลับลำมาส่งร่างตีความ โดยอ้างเหตุผลเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย สิ่งที่ต้องถามคือ สนช.พิจารณากฎหมายฉบับนี้อย่างรอบคอบจริงหรือไม่ ถ้ามีคนออกมาตั้งข้อสังเกตอะไรอีกจะไม่มีการยื่นตีความอีกใช่หรือไม่ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเกมการเมือง ต้องการอยู่ในอำนาจต่อไปให้นานที่สุด เพราะหลงในอำนาจและผลประโยชน์ที่มาจากภาษีประชาชน โดยใช้การเลือกตั้งเป็นตัวประกัน

“อนุทิน” แหยง ก.ม.ใหม่โทษแรง

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การยืนยันตัวตนสมาชิกพรรค จะทำตามขั้นตอนทุกอย่าง ไม่ได้กังวล ยังไม่ได้รับรายงานว่าติดขัดเรื่องใด ส่วนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 เมื่อยังไม่ชัดเจนพรรคต้องปฏิบัติตามกฎหมาย วันนี้ยังไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมืองและการเลือกตั้งยังไม่รู้ว่าจะมีเมื่อไหร่ พรรคภูมิใจไทยคงต้องชิวๆไปก่อน แต่ยืนยันว่ามีบุคลากรที่พร้อมอยู่แล้ว ณ เวลานี้หัวหน้า คสช.ยังยืนยันว่ายังอยู่ในโรดแม็ป หากติดปัญหาตรงไหนค่อยมาพูดคุยกันว่ามีอุปสรรคใดบ้าง เริ่มนับหนึ่งวันไหนเราก็เริ่มกันวันนั้น เชื่อว่าทุกพรรคมีแผนเตรียมรับมืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นแผน 1 แผน 2 หรือแผน 3 พรรคภูมิใจไทยพร้อมทุกแผน แต่จะต้องไม่ทำให้ขัดต่อกฎหมาย เพราะกฎหมายใหม่น่ากลัวมาก จะเอาแค่ความสะใจของแฟนๆคงไม่ได้ เพราะบทลงโทษให้เว้นวรรคทางการเมืองไม่น่ากลัวเท่ากับต้องเข้าคุกเข้าตะราง ตรงนี้น่ากลัวกว่าเยอะ หวังว่าหลังเลือกตั้งคงจะไม่มีเรื่องความเกลียดชัง ความขัดแย้ง

รัฐบาลเชื่อมั่น 1 เม.ย.ไร้ปัญหา

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ไม่มีความเห็นเพราะไม่ช่ำชองเรื่องกฎหมาย แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหา ไม่กระทบต่อการเปิดให้ลงทะเบียนยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคในวันที่ 1 เม.ย. ตามที่ คสช.มีคำสั่งที่ 53/2560 กำหนดให้สมาชิกพรรคมีหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกต่อพรรคการเมือง และชำระค่าบำรุงพรรคภายใน 30 วัน ตามกำหนดในวันที่ 30 เม.ย. ถึงอย่างไรต้องเดินตามแผนงานเดิม รัฐบาลคงไม่ไปจับตาดูพรรคการเมืองเป็นพิเศษ ปล่อยเป็นหน้าที่ คสช. ส่วนกรณีที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ผู้ตรวจการฯส่งเรื่องให้หัวหน้า คสช.ทบทวน ยกเลิกหรือแก้ไขคำสั่งดังกล่าวด้วยนั้น ถือเป็นความคิดของพรรคการเมืองที่ทำได้

วิป สนช.ยันยื่นตีความ ก.ม.ลูก ส.ส.ได้

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวถึงขั้นตอนการนำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ประธาน สนช.ได้ส่งรายชื่อ 27 สนช.ที่ยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯแล้ว ต้องรอให้นายกฯทำหนังสือตอบกลับมาก่อนว่ายังไม่ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.นี้ขึ้นทูลเกล้าฯ และต้องการให้ สนช.ยื่นตีความ คาดว่านายกฯจะให้คำตอบโดยเร็วหลังจากเดินทางกลับจากเวียดนาม เพื่อไม่ให้กระทบกับโรดแม็ป เท่าที่ดูท่าทีนายกฯน่าจะให้ สนช.เป็นผู้ยื่นตีความ ส่วนข้อกังวลว่า สนช.ส่งร่างกฎหมายลูกให้นายกฯไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจยื่นตีความได้อีกนั้น ยืนยันว่าขณะนี้อยู่ในช่วงระยะเวลา 5 บวก 20 วัน ที่นายกฯยังไม่ได้นำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ สนช.ยังมีอำนาจส่งร่างกฎหมายลูก ส.ส.ให้ศาลฯวินิจฉัยได้ ไม่จำเป็นต้องให้นายกฯเป็นผู้ยื่นตีความเท่านั้น ได้สอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างไม่เป็นทางการ ได้รับคำตอบว่าดำเนินการได้ไม่ผิดกฎหมาย สนช.ได้พิจารณารอบคอบแล้วว่าทำได้

กกต.จ่อชง คสช.ขยายเวลา

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการ กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองเก่าจะตรวจสอบสมาชิกพรรคได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ว่า กระบวนการต่างๆเป็นเรื่องพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะต้องดำเนินการ สามารถใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อยืนยันว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม สำหรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอที่พรรคการเมืองต่างๆได้สะท้อนความเห็นและปัญหาผ่านเวทีการชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจการแก่พรรคการเมืองเดิมที่ กกต.จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค. เช่น ข้อห่วงใยเรื่องระยะเวลาของการยืนยันสมาชิกพรรคที่เวลาค่อนข้างจะน้อยไป สำนักงานฯ จะประมวลความเห็นเข้าสู่การประชุม กกต.ในวันจันทร์ที่ 2 เม.ย.ว่าจะดำเนินการหรือช่วยประสานงานกับ คสช. อย่างไรได้บ้าง

รับรองแล้วแค่ 4 พรรคใหม่

พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการยื่นคำขอการแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองมีกลุ่มการเมืองยื่นคำขอมาแล้ว 97 พรรค ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน คุณสมบัติต่างๆ เบื้องต้นได้ลงนามแล้วและออกหนังสือรับแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองไปแล้ว 4 พรรค ประกอบด้วยพรรคทางเลือกใหม่ พรรคกรีน พรรคประชานิยมและพรรคพลังสยาม หลังจากนี้ 4 พรรคจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ส่วนกลุ่มใดที่เราตรวจสอบว่ามีเอกสารหรือข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ ได้แจ้งให้ปรับปรุงให้ถูกต้อง หลังจากนี้มีกลุ่มใดจะขอยื่นคำขอการแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองยังทำได้

“บิ๊กตู่” ชูหลักผนึกกำลังลุ่มน้ำโขง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการประชุมสุดยอดผู้นำแผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 30-31 มี.ค. ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 31 มี.ค.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติเวียดนาม กรุงฮานอย นายกฯเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของการประชุม หัวข้อ ปัจจัยสำคัญของแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ในอันที่จะเพิ่มพูนประโยชน์จากผลสำเร็จที่ผ่านมา และการประสบความสำเร็จท่ามกลางภูมิทัศน์ของการพัฒนาของโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยนายกฯกล่าวถ้อยแถลงว่า ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจ เคารพซึ่งกันและกัน และมีผลประโยชน์ร่วมกัน บนแผนงาน 5 หลักการในระยะ 5 ปีและในอนาคต ประกอบด้วย 1.ร่วมมือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2.เร่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมระหว่างกัน 3.ผลักดันความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน (CBTA) ให้สำเร็จโดยไว 4.รับผิดชอบและรักษาแม่น้ำโขงร่วมกัน 5.สร้างความแข็งแกร่งด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมภูมิภาค

ฟุ้งมุ่งสู่ความรุ่งเรืองสามัคคี

ต่อมาเวลา 10.50 น. นายกฯเข้าร่วมการประชุมเต็มคณะในหัวข้อ “การใช้ประโยชน์ของความร่วมมือและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อบูรณาการให้เกิดความมั่งคั่งร่วมกัน ในรอบ 25 ปี ที่ผ่านมา” พร้อมได้กล่าวถ้อยแถลงว่า ความสำเร็จที่มีมาต่อเนื่องถึง 25 ปี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงประชาชน 340 ล้านคนของทั้ง 6 ประเทศ และการบูรณาการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับรายได้ ลดความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน หลักสำคัญการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งให้มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมโยงไร้รอยต่อ สร้างความสามารถในการแข่งขันและยั่งยืน โดยไทยได้เร่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งตามแนวชายแดน รอบด้าน พัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันผ่านการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อผลักดันให้ไทยเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีอีซี) จึงขอให้ประเทศสมาชิกร่วมกันผลักดัน และหวังการประชุมครั้งนี้จะเกิดผลเป็นรูปธรรม นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความสามัคคีในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ปลื้มแจ้งเกิด 260 โครงการใน 5 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นได้ร่วมการรับรองแถลงการณ์ของผู้นำแผนงานความร่วมมือเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศและแผนปฏิบัติการฮานอย และผู้นำทั้งหมดได้ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก หลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ครั้งนี้ได้ทบทวนปัญหาอุปสรรค การทำงาน และวางแผนเดินหน้า 5 ปีต่อไป (2018-2022) แบบคิดให้เร็ว คิดให้ไกลเพื่ออนาคต หารือกันทุกระดับรวมทั้งภาคเอกชน ทำให้เกิด 260 โครงการสำหรับทุกประเทศในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ ใช้งบประมาณ 60,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นทุนของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) จากนั้นนายกฯ และคณะเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหารที่ 2 (บน.6)กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 16.55 น. โดยนายกฯ ได้แต่ทักทายให้สื่อมวลชนกลับบ้านพักผ่อน ไม่ได้ให้สัมภาษณ์อีก

ไฟเขียวแผนลงทุน 2 ล้านล้าน

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ว่า กลุ่มผู้นำ 6 ประเทศที่ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ที่กรุงฮานอยของเวียดนาม เห็นชอบในแผนการลงทุนมูลค่า 66,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า เป็นงบสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) อย่างน้อย 7,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนที่เหลือมาจากรัฐบาลต่างๆ และภาคเอกชน ระหว่างนี้นายเหวียน ซวน ฟุก นายกฯของเวียดนาม แถลงปิดประชุมระบุว่าความร่วมมือจะยังเป็นพลังผลักดันการพัฒนาต่อไปทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนายั่งยืนและสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่มีสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ส่วนนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีนแถลงว่า จีนสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีและส่งเสริมระบบโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ครอบคลุมและสมดุล ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

“อนุทิน” แจงรัฐสภาส่งมอบพื้นที่ล่าช้า

อีกเรื่องเมื่อเวลา 10.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และเครือข่ายตรวจสอบภาคประชาชน จัดเวทีประชาชนตรวจสอบคอร์รัปชัน หัวข้อ “การตรวจสอบปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ กรณีไอที-รัฐสภาแห่งใหม่” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่เกี่ยวข้องกับบริษัทซิโน-ไทยฯ ของพ่อตน และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ กำลังถูกพาดพิงว่ามีการใช้อำนาจหรืออิทธิพลต่อสัญญาขยายเวลาการก่อสร้าง อยากขอชี้แจงการขยายระยะเวลาก่อสร้างให้กับบริษัทซิโน-ไทยฯนั้น สาเหตุเกิดจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ตามสัญญาต้องส่งมอบให้ในปี 57 แต่ความจริงสภาฯส่งมอบพื้นที่ครบ เมื่อเดือน พ.ย.ปี 59 ดังนั้น เงื่อนไขต้องสร้างเสร็จภายใน 900 วันเสร็จแน่นอน แต่ต้องนับแต่ส่งมอบพื้นที่ครบแล้ว ด้วยเกียรติของตนและพ่อ มีเกียรติเพียงพอจะรับประกันว่าโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่โปร่งใส ส่วนงานระบบไอทีไม่ได้อยู่ในขอบเขตหรือเนื้องานของผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบ ไม่มีความเกี่ยวข้องในการออกแบบและจัดซื้อจัดจ้าง

“วิลาศ” ขู่ตามสอบเข้ม

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สภาส่งมอบพื้นที่ครบเมื่อเดือน พ.ย.59 และตามสัญญาที่ขยาย กำหนดต้องทำให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.62 คำนวณแล้วเกิน 900 วัน สิ่งที่นายอนุทินพูดว่าสร้างเสร็จภายใน 900 วัน นับแต่วันส่งมอบพื้นที่จึงไม่เป็นความจริง ก่อนหน้าจะส่งมอบพื้นที่ครบได้ก่อสร้างไปแล้ว ความคืบหน้าเดือน พ.ย.59 ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ต้องนำมาหักลบกันด้วย ไม่ควรจะนับหนึ่งใหม่ช่วงส่งมอบพื้นที่ครบ สำหรับระบบไอซีทีได้จ้างบริษัท เมอร์ลินส์ โซลูชั่นส์ อินเตอร์เนชั่นนัล จำกัด มาเป็นที่ปรึกษาวางระบบโดยวิธีพิเศษ อ้างมีเวลาจำกัด จนทำให้ประธานที่พิจารณาต้องลาออก เนื่องจากมีการล็อบบี้ให้บริษัทดังกล่าว สุดท้ายที่ประชุมอนุมัติไมโครโฟน ราคา 120,000 บาทต่อตัว เละตั้งแต่เริ่มสร้าง รวมถึงงบประมาณคิดจะเสนออะไรก็เสนอ สำนักงบประมาณส่งเอกสารมาให้บอกให้ช่วยอัดหน่อย ถ้าได้เป็น กมธ. ป.ป.ช.อีกจะสอบเป็นเรื่องแรก โครงสร้างก่อสร้างผิดปกติสอบสวนเจอแน่ แต่ยังไม่ร้อง ป.ป.ช.ชุดนี้ ให้เปลี่ยนรัฐบาลแล้วค่อยร้อง และจะตั้งกรรมการสอบ

“ศรีสุวรรณ” จ่อแจ้งจับก่อสร้างผิด ก.ม.

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์ รัฐธรรมนูญไทยกล่าวว่า จริงๆเห็นว่าการส่งมอบควรจะส่งได้ไปในเดือน ส.ค.2562 ไม่ใช่ในปลายปี 2562 ส่วนเรื่องงบฯไอทีเห็นด้วยกับนายวิลาศว่ามีการกำหนดงบประมาณโดยไม่มีที่มาที่ไป การก่อสร้างรัฐสภานั้นมีการละเมิดกฎหมายกันหลายกรณีมาก ต้องถามว่า รัฐสภาไม่ควบคุมให้การก่อสร้างเป็นไปตามกฎหมายเลยหรือ เช่น การก่อสร้างห้ามกระทำในวันเสาร์อาทิตย์ ก่อสร้างไม่เกินสี่โมงเย็น ต้องเอาผ้าคลุมเพื่อไม่ให้ฝุ่นกระจาย ข้อห้ามเหล่านี้ถูกละเมิดหมด ทำไมทางรัฐสภาถึงไม่เข้ามากำกับดูแลด้วย วันที่ 2 เม.ย.จะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเขตดุสิต เพื่อให้เอาผิดในเรื่องนี้

ชำแหละทุจริตนโยบายรัฐบาลทหาร

ต่อมาเวลา 13.00 น. คณะกรรมการ ญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดเวทีเสวนา ตรวจสอบการทุจริต คอร์รัปชันของนโยบายรัฐบาล คสช. มี น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เข้าร่วม โดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวเปิดการประชุมว่า กรณี คสช.เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่นั้น จะเป็นประเด็นที่ประชาชนต้องติดตามตรวจสอบต่อไป

โวย คสช.ต้องรับผิดชอบทีวีขาดทุน

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กล่าวว่า กสทช.กลัวการแก้ปัญหาหรือปรับเปลี่ยนข้อบังคับ ทั้งที่มีอำนาจกลับโยนปัญหาให้ คสช.ออกมาตรา 44 หาทางออก สาเหตุหลักที่ส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดของทีวีดิจิทัลคือการรัฐประหารของ คสช.ที่เข้ามาช่วงแรกสั่งปิดทีวีทุกช่อง และเบียดเบียนช่วงเวลาออกอากาศโดยอ้างความมั่นคง เมื่อรัฐใช้เหตุผลความมั่นคงเข้าแทรกแซงผู้ประกอบการ จนส่งผลให้ผลกำไรทางรายได้ลดลง คสช.ต้องเยียวยาโดยปฏิเสธไม่ได้ ส่วน กสทช.ถ้าอยากช่วยเหลือจริง ควรปรับค่าเช่าโครงข่ายยึดความจริงตามต้นทุนมากกว่าผลกำไร ตลอด 3-4 ปีที่ คสช.เข้ามายังไม่เยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีที่ได้รับผลกระทบจากการที่ คสช.มาใช้ผลประโยชน์ จนทำให้ช่องทีวีหลายช่องถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ส่งผลให้ประชาชนเบื่อหน่ายกับการดูทีวีและหันไปเสพข้อมูลผ่านมือถือมากขึ้น ถือว่าปัญหาการขาดทุนมาจาก คสช. จึงไม่อยากให้นำปัญหาการขาดทุนของช่องทีวีไปตีเนียน รวมกับการช่วยเหลือค่ายมือถือเอกชนยืดระยะเวลาจ่ายค่าสัมปทานออกไปด้วย เพราะค่ายมือถือเอกชนไม่ได้เดือดร้อนจริง แต่กลับเป็นฝ่ายได้กำไร ถือว่าเอาเปรียบฝั่งทีวีมากกว่า

“พิชาย” อัดใช้ ม.44 เอื้อเอกชน

ด้านนายพิชายกล่าวว่า ที่ผ่านมา คสช.เปรียบเหมือนใช้ระบบศาสตราธิปไตย อำนาจอยู่ที่ผู้ถืออาวุธ คือมาตรา 44 ที่จะทำอะไรก็ได้ มองว่าการใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือประเด็นดังกล่าวขัดแย้งกับวัตถุประสงค์หลักของมาตรา 44 จะบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความเหลื่อมล้ำของสังคม จนอาจทำให้รัฐถูกมองได้ว่ากำลังอุ้มนายทุน ผ่านการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม

ขณะที่นายเจิมศักดิ์กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ จะเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้เอกชนมากกว่า อาจเข้าข่ายทุจริตเชิงนโยบาย เหตุการณ์นี้จะคล้ายในอดีต ส่วนการช่วยเหลือทีวีดิจิทัลน่าเห็นใจ รัฐบาลและ คสช.ต้องวิเคราะห์ให้เกิดข้อเท็จจริงว่าขาดทุนเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าโยนปัญหาให้ กสทช.เป็นแพะ เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้มาตรา 44 น้อยลง บางปัญหามาตรา 44 ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระบอบประชาธิปไตยได้ อยากให้ใช้กฎหมายปกติแก้ไขดีกว่า

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1กกต.ขยายเวลายืนยันสมาชิกพรรคคสช.

คุณอาจสนใจข่าวนี้