"วิรัตน์" จี้ สนช.แจงข้อกล่าวหามีใบสั่ง จากผู้มีอำนาจ "ประมวล" ชง 2 ข้อสังเกต ถาม สนช.แบ่งหน้าเล่น ไม่อายตัวเอง รู้ทันใช้อภินิหารยื้อ จี้ช่วยแก้ปากท้องประชาชนดีกว่า

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.61 นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี สนช.รวมชื่อ 25 คน เพื่อยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า เรื่องนี้ สนช.ต้องรู้ตระหนักว่า กฎหมายลูกต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการทำประชามติ การเขียนกฎหมายลูกจึงต้องให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ อีกทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เข้ามาให้ความเห็นและร่วมเป็นกรรมาธิการ 3 ฝ่าย จน สนช.มีมติโหวตผ่านร่างกฎหมายหมวดเลือกตั้งทั้งสองฉบับนี้ไปแล้ว แต่กลับมามีข้อสงสัยในการกระทำของตัวเองว่า ที่มีมติโหวตไปแล้วนั้นอาจจะมีประเด็นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กรณีนี้เป็นเหตุสร้างความเคลือบแคลงสงสัยต่อประชาชน ในบทบาทโดยรวมของ สนช.ยิ่งทำให้สังคมยิ่งขาดความเชื่อมั่น และที่สุดไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น เพราะที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองได้แสดงความคิดเห็นท้วงติงมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อกฎหมายผ่านแล้ว และกำลังจะนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อโปรดเกล้าฯ อาจจะเป็นสิ่งมิบังควร บริบทเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่า สนช.ไม่ได้ใส่ใจสาระแห่งรัฐธรรมนูญ จนเกิดข้อครหาว่า มีใบสั่ง หรือรับคำสั่งจากผู้มีอำนาจหรือไม่ และที่รัฐบาลและ สนช.ต่างระบุว่า แม้ส่งร่างกฎหมายนี้ให้ศาลตีความก็จะไม่มีผลกระทบต่อโรดแม็ปจัดเลือกตั้งนั้น ถามว่าหากศาลรับเรื่องไว้วินิจฉัย จะใช้เวลานานเท่าใดเพราะยังไม่มีใครกล้ายืนยันเวลาที่แน่ชัด และหากศาลวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจริง จนมีผลทำให้ต้องกลับมายกร่างใหม่ทั้งฉบับจะใช้เวลาอีกเท่าไร ที่สำคัญผลเสียหายที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ ขอให้ สนช.ชี้แจงต่อสังคมให้กระจ่างด้วย

...

ด้าน นายประมวล เอมเปีย อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ สนช.กลับลำมติตัวเองที่โหวตผ่านร่างกฎหมายหมวดเลือกตั้งสองฉบับ โดยจะรวบรวมรายชื่อส่งร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า น่าคิดว่าในการพิจารณาหารือร่วมของปรมาจารย์ด้านกฎหมาย และนักกฎหมายชั้นยอดที่เข้าไปเป็นกรรมาธิการ 3 ฝ่าย ในการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว.ให้แล้วเสร็จ ไม่ให้ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญก่อนเสนอต่อ สนช.ให้พิจารณาเห็นชอบ ซึ่ง สนช.ร้อยละ 99 ไม่ขัดข้อง และมีมติเห็นชอบผ่านสภาฯ ออกมาทั้งสองฉบับ ถามว่า 1. ระหว่างนั้น เหตุใดนายมีชัยไม่ออกมาท้วงติงกฎหมายที่ตัวเองนั่งรับผิดชอบอยู่ว่า อาจจะมีปัญหาขัดรัฐธรรมนูญ แต่กลับมาส่งซิกหลัง สนช.มีมติโหวตผ่านไปแล้ว เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร เพราะ 2. มีการรวมชื่อ สนช.จาก 41 คน ให้ได้ 25 คน จากคนที่ขาดการประชุมและคนที่งดออกเสียง เหมือนแบ่งหน้าที่กันทำ โดยส่วนใหญ่โหวตผ่านตามซิกผู้มีอำนาจ อีกส่วนรอรวมชื่อร้องให้ศาลตีความตามเสียงทักท้วง ทั้งที่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ขาดการประชุมไม่มาพิจารณาในวันโหวต แล้วยังมีหน้ามาเข้าชื่อส่งให้ศาลตีความ ไม่ละอายแก่ใจหรืออย่างไร

"ในเมื่อวันประชุมพิจารณากฎหมายสองฉบับนี้พวกคุณยังลา ยังขาดประชุม แล้ววันนี้มารับลูกรวมชื่อ รับใช้อำนาจโดยไม่สนใจสังคม จะเขียนด้วยมือแล้วจะลบด้วยปากหรืออย่างไร เข้าตำราถมน้ำลายรดฟ้าให้หล่นมาใส่หน้าตัวเองเช่นนั้นหรือ หากจะใช้แท็กติกหรืออภินิหารทางกฎหมายแบบนี้ บอกกันตรงๆ ดีกว่าว่า เขาจะให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก 5 ปี 10 ปีนักการเมืองส่วนใหญ่ต่างทำใจกันได้นานแล้ว แต่ขอให้รัฐบาลเร่งลงมือแก้ปัญหาปากท้องครอบครัวชาวบ้านที่กำลังลำบากทั่วหน้าให้ได้ก่อนดีกว่า รวมทั้งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เบ่งบานเกือบทุกวงการที่ผุดขึ้นไม่แพ้รัฐบาลที่ผ่านมา หากไม่เชื่อผมลองลงพื้นที่ถามชาวชลบุรีดูก็ได้ว่า เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่" นายประมวล กล่าว