กรณีวิคตอเรีย ซีเครท ยังไม่ยุติ แต่บานปลายออกไปอีกเล็กน้อย เนื่องจากผลการตรวจค้นสถานอาบอบนวดวิคตอเรียฯเมื่อเร็วๆนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอพบข้อมูลเกี่ยวกับการค้าประเวณีเด็ก และการค้ามนุษย์ พบด้วยว่าเสี่ยกำพลซึ่งเป็นเจ้าของสถานบริการ ได้โอนเงินให้แก่อดีต ผบ.ตร.คนหนึ่ง รวมเป็นเงิน 300 ล้านบาท แต่ไม่บอกว่าเป็นใคร
ในขณะที่สังคมสงสัยว่าใครคืออดีต ผบ.ตร.คนนั้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ออกมายอมรับว่ารู้จักกับเสี่ยกำพล และคบเป็นเพื่อนมากว่า 20 ปี เสี่ยกำพลเคยบริจาคเงินสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 35 ล้านบาท และตนก็เคยยืมเงินเสี่ยกำพลรวม 300 ล้านบาท และใช้คืนหมดแล้วในปีเดียวกัน โดยผ่านทางธนาคาร
อดีต ผบ.ตร.กล่าวว่า ตนไม่ได้ถามว่าเงินที่ให้ยืมเป็นเงินมาจากไหน ไปปล้นเขามาหรือค้ายาเสพติด และพร้อมที่จะชี้แจงหน่วยงานที่สอบถาม ทำให้สังคมสงสัยระดับ ผบ.ตร.ไม่รู้จริงๆหรือว่าธุรกิจของเสี่ย กำพลคืออะไร เพราะแม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็รู้ว่าสถานอาบอบนวดแม้จะเปิดได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นธุรกิจสีเทา มีการค้าประเวณี
เป็นธุรกิจที่ไม่ขาวสะอาด แต่ไม่ถึงกับดำสนิท เป็นลักษณะคาบลูกคาบดอกระหว่างถูกกฎหมายกับผิดกฎหมาย เนื่องจากมีการค้าประเวณี จึงหมิ่นเหม่ต่อการถูกกล่าวหาค้ามนุษย์ หากมีการบังคับค้าประเวณี หรือมีการล่อลวงเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี มาขายบริการ ขณะเดียวกันตำรวจทั่วประเทศซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ ผบ.ตร.มีหน้าที่ปราบปรามการค้ามนุษย์
อดีต ผบ.ตร.ชี้แจงว่า เงินที่กู้จากเสี่ยกำพล ได้ใช้คืนไปแล้วเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา แสดงว่าเป็นการกู้ในขณะที่ตนเป็น ผบ.ตร. และเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตำแหน่งทางการเมืองอาจทำให้สังคม สงสัยว่ามีการเอื้อประโยชน์ เป็นการตอบแทนหรือไม่ เป็นการเอื้อประโยชน์ที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะไม่เข้าข่ายความผิดข้อหาอาญา แต่เสี่ยงในเรื่องจริยธรรม
...
มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งองค์กรอิสระกำหนดมาตรฐานจริยธรรมไว้ 26 ข้อ เช่น ห้ามคบหาสมาคมกับผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ในการปฏิบัติหน้าที่ และห้ามเรียกรับผลประโยชน์จากผู้อื่น ในประการที่อาจกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน
คำประกาศมาตรฐานทางจริย-ธรรม ที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ไม่ได้เป็นประกาศที่เลื่อนลอย แต่มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย และมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อาจถูกร้อง ป.ป.ช.เพื่อส่งเรื่องต่อศาลฎีกา ให้เป็นผู้วินิจฉัยหากมีความผิดจริงตามที่กล่าวหา จะต้องพ้นจากตำแหน่ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งถึง 10 ปี.