"เอกชัย" ฟันธงอนาคตไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากพอตั้งรัฐบาล เชื่อใช้สูตร ส.ว.ร่วมพรรคการเมืองเลือกนายกฯ ชี้การปฏิรูปต้องแก้ปัญหาที่ระบบโครงสร้าง-ตัวบุคคล แฉ เป็น ป.ย.ป.มาเกือบปี ประชุมแค่ 3 ครั้ง มีร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อ

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.60 พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า สิ่งที่ควรมีคือ องค์กรอิสระด้านกระบวนการยุติธรรม เพราะปัจจุบันยังไม่มีการปฏิรูประบบยุติธรรม ซึ่งการปฏิรูปต้องได้ผลเป็นรูปธรรม เนื่องจากที่ผ่านมาเรามีการตั้งคณะกรรมการเพื่อปฏิรูปมามากกว่า 4 ชุด สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ซึ่งตั้งแต่ตัวเองมาร่วมใน ป.ย.ป.มาเกือบปี มีการประชุมเพียง 3 ครั้ง และมีร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อ ทั้งนี้ ในการปฏิรูปอยากให้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง โดยยึดความสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งก็ต้องพิจารณาว่าเรื่องใดเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ 2560 มีการเขียนถึงเรื่องความสามัคคีปรองดองไว้แค่ 3 แห่ง จึงสงสัยว่าเรื่องความสามัคคีปรองดองไม่สำคัญหรืออย่างไร ส่วนสัญญาประชาคมได้จัดทำเสร็จไปแล้ว 4 เดือน แต่ยังไม่มีการประกาศใช้ และไม่ทราบว่าจะมีการประกาศใช้เมื่อไหร่

ทั้งนี้ มองว่าปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปฏิรูปและการพัฒนาก็คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาที่คนและปัญหาระบบ ปัญหาเชิงโครงสร้างคือรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ขณะเดียวกัน เห็นว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ควรแก้ไขก็คือปัญหาที่ระบบและปัญหาที่คน ที่ผ่านมาเรามองว่ารัฐธรรมนูญจะไปแก้ปัญหา แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะอนาคตอาจเกิดปัญหาอีกก็อาจมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาอีกก็ได้

...

ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องคนที่สำคัญ คือ ผู้ที่จะมาเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องมีความสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ที่เข้ามาเล่นการเมืองต้องมีความสุจริตและเที่ยงธรรม และประชาชนที่จะเป็นผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ก็ต้องมีความสุจริตและเที่ยงธรรมด้วย นอกจากนี้ ทุกวันนี้พื้นที่ยังไม่เปิดให้นักการเมืองอย่างเพียงพอ ประชาชนไม่มีสิทธิ์มีเสียง จึงควรปฏิรูปการเมืองท้องถิ่น เพราะการเมืองเป็นรากฐานของประชาธิปไตย และท้องถิ่นจะเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จของการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน มองว่าอนาคตจะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก 350 คน หรือกึ่งหนึ่งของสภาทั้งหมด ซึ่งเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ การจะมีรัฐบาลได้จึงต้องใช้ 2-5 พรรค ซึ่งอาจต้องให้สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.ร่วมกับพรรคการเมืองเพื่อตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกันวิธีการคำนวณสัดส่วน ส.ส.ที่ออกแบบใหม่มีความยุ่งยาก ซึ่งในอนาคตอาจไม่สามารถนับคะแนนเลือกตั้งได้ดี จะนำไปสู่วิกฤติการเลือกตั้งซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ส่วนข้อกำหนดที่ให้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ให้คำนึงถึงภูมิภาค และเพศสภาพด้วยนั้น จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันเพศสภาพมีมากถึง 18 เพศ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าองค์กรใดจะเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาในอนาคต หากเกิดปัญหาหลังการเลือกตั้งขึ้นอีก จึงต้องมีการเขียนในระเบียบรัฐสภาว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร

ขณะที่ นายบรรจง นะแส ตัวแทนจากเอ็นจีโอ ระบุว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของคนชั้นกลาง ซึ่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ ทำให้ประชาชนไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย เพราะชาวบ้านถูกปลูกฝังว่า ระบอบนี้ไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุด ระบบนี้หวังไม่ได้ ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากรัฐประหาร ส่วนตัวทำงานกับประชาชนมากว่า 30 ปี เชื่อเรื่องการจัดตั้งของประชาชนในระดับฐานล่างมากกว่า พร้อมมองว่าการปฏิรูปการเมืองคงไปได้ไม่กี่น้ำ เพราะเลือกตั้งเสร็จก็คิดว่าทหารน่าจะตั้งพรรคต่อ  

ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวว่า การออกแบบให้การเลือกตั้งสับซับซ้อน ป็นเรื่องน่าเป็นห่วง พร้อมระบุด้วยว่าเป็นห่วงถึงความเป็นกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ชุดใหม่ จากรสนิยมทางการเมืองของแต่ละคนที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ นายศุภชัย ยังกล่าวด้วยว่า มีคนตั้งข้อสงสัยที่ไม่ปลดล็อกการเมือง เพราะกำลังเตรียมการทำอะไรบางอย่าง ทำให้พรรคการเมืองเสียหาย แต่คิดว่าไม่นานความจริงจะปรากฏว่า จะมีการสืบทอดอำนาจ หรือจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะส่วนตัวไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้จะบริสุทธิ์ยุติธรรม หากผู้นำรัฐบาลลงมาเล่นด้วย