นายกฯ คุย 3 ปี รัฐบาล-คสช.ชนะใจ "อียู" ฟื้นความสัมพันธ์ไทย ชี้ไม่ถือเป็นเงื่อนไขเลือกตั้งปี 61 แค่อยากเห็นไทยกลับสู่ประชาธิปไตย ลั่นไม่เคยฝืนโรดแม็ป ยันไทยทำตามมติยูเอ็นกรณีเกาหลีเหนือ สั่งห้ามเทียบท่า ต้องผลักดันให้หมด ไม่มีการค้าขายระหว่างกัน
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) มีมติฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการเมืองกับประเทศไทยว่า ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับไทย เพราะเป็นสิ่งที่เราได้พยายามทำมาโดยตลอดในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของกระทรวงต่างๆ เวลาไปพบปะพูดคุยกับประเทศสมาชิกอียู และให้ความสำคัญกับอียูในฐานะที่เป็นตลาดการส่งออกของไทย ทั้งการค้า การลงทุน ซึ่งมีทั้งที่อียูมาลงทุนในไทยและไทยไปลงทุนในอียู ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือให้อียูเข้าใจการบริหารราชการแผ่นดินของเราในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยทุกประเทศที่มาเยือนประเทศไทยตนได้ให้แผนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล คสช. เพื่อให้ดูทั้งหมดว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง ซึ่งมีเป็น 100 เรื่อง และเคยแจกให้สื่อมวลชนด้วย แต่สื่อมวลชนไม่สนใจกันเอง รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อมีตัวแทนรัฐบาลไปพูดในประเทศสมาชิกอียู ทั้งในรอบและนอกรอบ ซึ่งก็ได้ผลออกมาแบบนี้ และกระทรวงการต่างประเทศก็ตามเรื่องมาตลอด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้เขาเห็นว่ามุ่งมั่นและเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการเดินหน้าประเทศ และเราได้แก้ไขปัญหา เหตุติดขัด มากมายหลายประการ เรื่องกฎหมาย การอำนวยความสะดวก เขาได้เห็นความตั้งใจของรัฐบาล และเขาไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไขอะไรออกมาว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเพียงแต่ทราบว่าเรามีโรดแม็ปการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2561 ที่ผมได้ประกาศไป ผมไม่เคยฝืนโรดแม็ป แต่ตนอธิบายเพิ่มเติมไป ซึ่งเขาถามตนมาว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ตนก็บอกว่าติดอยู่ที่กฎหมายลูก ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ เมื่อกฎหมายลูกเสร็จเมื่อไร ก็สามารถประกาศวันเลือกตั้งได้ตามโรดแม็ป ฉะนั้นจะเลื่อนเข้าหรือเลื่อนออก ก็ยังเป็นไปตามโรดแม็ป ปีที่แล้วเหตุที่ต้องเลื่อนโรดแม็ปเพราะมีงานพระราชพิธี แล้วจะไม่เลื่อนได้อย่างไร จะปั่นป่วนกันได้อย่างไร
...
"วันนี้ต้องดูและคำนึงถึงความปลอดภัย เรื่องสถานการณ์ภายในประเทศของเราด้วย ผมคิดว่าทุกประเทศเข้าใจ เหลือแต่คนในประเทศของเรา ไม่ค่อยจะเข้าใจกัน นักการเมืองก็พยายามพูดอะไรที่จะนำไปสู่ หรือให้เกิดความขัดแย้ง กดดันรัฐบาลและบิดเบือนอะไรต่างๆ ซึ่งมีเยอะแยะเราก็เห็นกันอยู่ในคลิปอะไรต่างๆ พูดจริงและไม่จริงบ้าง แล้วก็บิดเบือนแสวงหาประโยชน์ไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าคนไทยต้องแก้ไขตรงนี้ ช่วยผมหน่อย ในการสร้างความเข้าใจกันใหม่ ดังนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีที่อียูมีมติเช่นนี้ และถือว่าไม่ใช่เงื่อนไข เพียงแต่เขาอยากเห็นไทยกลับสู่ประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ ประชาชนมีส่วนร่วม มีเสถียรภาพ เสรีภาพ ซึ่งรัฐบาลก็พยายามที่จะเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น หากเราปล่อยทุกอย่างเละเทะตั้งแต่วันนี้ มันจะไปตรงนั้นได้หรือไม่ นั้นคือสิ่งที่ผมกังวล" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายโจเซฟ ยุน ผู้แทนสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยนโยบายเกาหลีเหนือ จะมาพบว่า เรื่องเกาหลีเหนือ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งไทยโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศก็ยืนยันมาตลอดว่า ได้ปฏิบัติตามมติของยูเอ็นอย่างครบถ้วน บางอย่างมากกว่าเขาด้วยซ้ำ หลายประเทศเขาก็ทำเท่าที่กำหนดมา แต่เราทำเยอะแยะ เพราะฉะนั้นที่มีการกล่าวอ้างว่า มีเรือเกาหลีเหนือ ซึ่งตนได้สั่งห้ามมาเทียบท่านานแล้ว ต้องผลักดันออกไปให้หมด ไม่มีการค้าขายระหว่างกัน ไม่มีการซื้อถ่านหินระหว่างกัน ไม่มีการประกอบการค้า
"ตอนนี้เยอะแยะไปหมดจนแทบกระดิกไม่ได้อยู่แล้ว อย่าไปฟังเขามากนักเลย อะไรที่เป็นมติสหประชาชาติ ผมก็ทำและทำพร้อมไปกับเพื่อนอาเซียนด้วย ไม่ใช่ผมทำคนเดียว เป็นพระเอกก็ไม่ใช่ เพราะถือว่าเป็นมติของอาเซียน ซึ่งในการกล่าวถ้อยแถลงอะไรก็แล้วแต่ ครั้งที่แล้วถ้อยแถลงอาเซียนไม่มี แต่ไทยเป็นคนเสนอเองว่าอย่างน้อยก็ให้แถลงออกมาว่าเราทำอะไรบ้างที่สอดคล้องกับมติสหประชาชาติ จึงได้มีถ้อยแถลงดังกล่าวออกมา ดังนั้นอย่าไปว่าพวกเรากันเอง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว