"จาตุรนต์" ซัดข้ออ้างแยกเบอร์รายเขตกันซื้อเสียงฟังไม่ขึ้น สวนทางพัฒนาการเมือง ชี้เจตนาที่แท้จริงหวังทำพรรคการเมืองอ่อนแอ อยู่ภายใต้กลไก คสช.ต่อไป

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 60 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองส่วนใหญ่คัดค้านข้อเสนอของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.เป็นแบบต่างเขตต่างเบอร์ แม้พรรคเดียวกัน แทนแบบแบ่งเขตเบอร์เดียวว่า การอ้างเพื่อป้องกันการซื้อเสียง หรืออ้างเพื่อให้ผู้สมัครต้องตั้งใจสร้างผลงานมากขึ้น และอ้างเป็นระบบที่ใช้กันมานานในอดีต จริงๆ เป็นเพียงข้ออ้างที่เขาพอจะนึกมาแก้ตัวสำหรับข้อเสนอนี้ แต่เจตนาจริงๆของผู้ที่กำลังร่างกฎหมายต้องการลดบทบาทของพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และไม่สามารถเป็นกลไกตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ความจริงเรื่องนี้เป็นมาตรการท้ายๆ ที่เขาคิดได้ แต่ถ้าเราดูทั้งระบบที่เขาทำกันอยู่จะได้เห็นภาพได้ชัด ตั้งแต่การกำหนดให้ต้องมีสาขาพรรค มีสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับพรรคการเมืองใหม่ๆ จะพบว่าจำนวนที่กำหนดนั้นมากจนไม่สามารถปฏิบัติได้ การกำหนดให้สมาชิกพรรค และสาขาพรรคมีอำนาจและบทบาทในการที่จะกำหนดนโยบาย และการคัดเลือกผู้สมัครที่เรียกกันว่า ไพรมารีโหวต จะมีปัญหาทำให้การคัดเลือกผู้สมัครของพรรคการเมืองขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรค โดยไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ รวมถึงการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ กรณีที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งบทกำหนดเหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคการเมือง และทำให้พรรคการเมืองทำงานยากมาก

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เงื่อนไขการกำหนดนโยบายที่จะทำให้พรรคการเมือง ไม่สามารถกำหนดนโยบายให้แตกต่างกันได้ และไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน คือ เรื่องที่ต้องให้ชี้แจงของเงิน ความคุ้มค่าของนโยบาย ความสอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ยังรวมถึงการไม่ปลดล็อกการจัดกิจกรรมพรรคการเมือง จะทำให้พรรคการเมืองเสียโอกาสในการเตรียมร่างนโยบายที่ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับการเลือกตั้ง และระบบรัฐสภา การกำหนดให้พรรคเดียวใช้หลายเบอร์ ทำให้ผู้ออกเสียงลงคะแนนมาเน้นให้ความสำคัญกับตัวบุคคล ลดน้ำหนักความสำคัญของพรรคการเมือง เขาคงหวังประชาชนลดความสนใจพรรคการเมือง และนโยบายของพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นโดยรวมทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ไม่เป็นกลไกให้ประชาชนใช้เป็นกลไกกำหนดนโยบายของรัฐบาล และกำกับตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ซึ่งเป็นสาระสำคัญของระบบรัฐสภาและระบอบประชาธิปไตย ท้ังนี้เป็นการทยอยทำทีละเรื่อง แต่ทุกเรื่องทำโดยประสานเชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยเรื่องที่เป็นพื้นฐานต่อเนื่องมาตลอด และดำรงอยู่ต่อไปอีกนานคือการไม่ปลดล็อกการทำกิจกรรมของพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้เป็นไปได้ยาก ที่พรรคการเมืองจะสามารถสร้างนโยบาย หรือแนะนำผู้สมัครต่อประชาชน และให้ประชาชนมีปฏิสัมพันธ์กับพรรคการเมือง ซึ่งผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือประชาชนนั้นเอง กระบวนการร่างกฎหมายลูกชัดเจนอย่างหนึ่ง คือ การทำให้ประชาชนไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบายรัฐบาล หรือทิศทางในการออกกฎหมายของรัฐสภา จุดมุ่งหมายนี้อาจทำให้เกิดเป็นผลได้โดย 2 ทาง คือ สร้างระบบที่ป้องกันไม่ให้ประชาชนมีอำนาจจริง คือ การออกกฎหมายลูกให้เป็นไปในทิศทางนั้น อีกทางหนึ่งการยืดเวลาการออกกฎหมายออกไป ซึ่งไม่ว่าจะทางไหนจะทำให้บ้านเมืองปกครองโดย คสช. และกลไกต่างๆ คสช. การไม่ให้ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนตั้งข้อสังเกต หรือแสดงความห่วงใยว่าการออกกฎหมายลูกจะล่าช้าออกไป แต่ไม่ว่าไปทางไหน คสช.จะมีอำนาจอยู่นาน ส่วนประชาชนมีสิทธิมีเสียงน้อย เพราะว่าระบบนี้ได้หาทางป้องกันการมีอำนาจของประชาชนไว้แล้ว

...

สำหรับข้ออ้างในการป้องกันการซื้อเสียงนั้น นายจาตุรนต์ กล่าวว่าไม่เป็นเหตุผลเลย เพราะมีการวิจัยของนักวิชาการรัฐศาสตร์ ที่พบว่าการซื้อเสียงถึงแม้จะมีอยู่ไม่น้อย แต่กลับมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนน้อยมาก เนื่องจากประชาชนมาให้ความสำคัญต่อนโยบายพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน การที่คณะผู้ที่กำลังร่างทั้งหลายกำลังทำกันอยู่คือ การทำให้พรรคการเมืองไม่ต่างกันในเรื่องนโยบาย สวนทางกับการพัฒนาพรรคการเมือง และกลับย่ิงทำให้การซื้อเสียงได้ผลมากขึ้น เพราะเมื่อพรรคการเมืองมีนโยบายไม่ต่างกัน การซื้อเสียงก็ย้อมมีผลมากขึ้น นอกจากไม่เป็นไปตามข้ออ้าง ยังมีผลตรงกันข้าม