ปฏิรูปประเทศ ยังไกลเกินฝัน
อีกไม่กี่วันสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็จะต้องหมดวาระการทำงานและต้องพ้นจากตำแหน่งไปโดยปริยาย
มีคำถามว่า ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมานั้น สปท.ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้การปฏิรูปประเทศมีผลงอกเงยออกมา
เห็นว่าจะมีการสรุปรายงานภาคปฏิรูปจากคณะต่างๆเป็นหนังสือเพื่อให้เห็นว่าได้ทำอะไรกันไปบ้าง
สปท.ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า ไม่สามารถทำภารกิจตามกรอบรัฐธรรมนูญปี 2557 ฉบับชั่วคราว เพราะไม่มีอำนาจตามกฎหมายจึงมีแต่รายงานออกมาเท่านั้น
“เป็นเพียงหมากทางการเมืองของรัฐบาลเท่านั้น เป็นหนังหน้าไฟ เป็นกันชน และโยนหินถามทาง”
ว่าที่จริงแล้วโดยภารกิจที่ คสช.กำหนดให้นั้น ก็คือทำหน้าที่ศึกษา รับฟังความเห็น และสร้างกรอบการปฏิรูปในด้านต่างๆแล้วนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาที่ถอดรูปออกมาเป็น ป.ย.ป. ซึ่งนายกฯเป็นประธาน
หน้าที่นี้จึงอยู่ที่ สปท.จะต้องจัดทำกรอบการปฏิรูปให้ออกมาดีที่สุด หากมีความตั้งใจจริงด้วยเป้าหมายเพื่อให้การปฏิรูปออกมาดีที่สุดเพื่อให้รัฐบาลนำไปดำเนินการ
แม้จะไม่มีอำนาจแต่หากการดำเนินการออกมาดีและสร้างความรับรู้ให้แก่ประชาชนก็จะเกิดแรงผลักดันให้รัฐบาล และ คสช.นำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมได้
แต่เมื่อจะพ้นจากตำแหน่งแล้วมาพูดอย่างนี้คล้ายกับว่าไม่มีอำนาจจึงไม่สามารถทำเรื่องปฏิรูปให้ออกมาดีได้ ถึงตอนนี้คงไม่มีประโยชน์แล้ว
เท่ากับว่าสิ่งที่เรียกว่าปฏิรูปนั้นเป็นเพียงแต่ข้อเสนอการปฏิรูป ซึ่งเป็นเพียงเอกสารเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำให้เกิดความมั่นใจได้เลยแม้แต่น้อย
เช่นเดียวกับ กปปส.ภายใต้ตัวแทนคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แม้จะมีความหวังว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คสช.ได้เป็นนายกฯหลังเลือกตั้งน่าจะทำให้การปฏิรูปประสบผลสำเร็จ
...
ถามจริงๆว่า จะสำเร็จได้จริงหรือ?
อย่างเช่น การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปตำรวจ กว่าจะเดินหน้าได้ก็ต้องใช้เวลา 3 ปีกว่าที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อให้จัดทำการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม
ที่ต้องทำก็เพราะรัฐบาลได้กำหนดให้ปฏิรูปทั้ง 2 เรื่องนี้ให้เสร็จภายใน 1 ปี พูดง่ายๆว่าเป็นเงื่อนไขที่จะต้องทำ หากไม่ทำก็เป็นเรื่องผิดกฎหมาย
นี่แหละสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจคาดหวังอะไรได้มากนัก
ว่าที่จริงการปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปการศึกษานั้นได้มีการศึกษาและกำหนดแนวทางเอาไว้เป็นข้อมูลมากมาย เพราะมีการศึกษากันหลายคณะ หลายชุด อาจจะเรียกได้ว่ามีอยู่รอบตัวก็ว่าได้
แต่ปัญหาสำคัญก็คือ ไม่มีการนำไปปฏิบัติให้เป็นจริง
เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนจะมาจากทหาร หรือมาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเข้าไปแตะ เพราะจะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านรอบด้าน
เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่าย อย่างทหารก็ไม่กล้าปฏิรูปกองทัพ ไม่กล้าปฏิรูปตำรวจ เพราะเป็นขุมข่ายอำนาจเดียวกัน
แต่ก็มีความพยายามที่จะปฏิรูปการเมือง นักการเมือง เพราะเห็นว่านี่คือต้นตอของปัญหา แต่พอถูกร้องถามว่า ทำไมไม่ปฏิรูปกองทัพด้วยล่ะ...ก็อ้อมแอ้มพูดไม่เต็มปาก หรืออย่ามายุ่ง
ปรากฏการณ์เหล่านี้จึงวนเวียนอยู่อย่างนี้มาตลอด จนทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อด้วยความยากลำบาก
ถ้าไม่กล้าหาญ ไม่ใช้อำนาจทางการเมืองไม่มีทางสำเร็จ.
“สายล่อฟ้า”