อดีต สสร.40 ชี้สิทธิ "ย่ิงลักษณ์" ร้องขอศาลฎีกาฯส่งศาล รธน.ตีความ ม.5 ขัด รธน.ยันไม่ใช่การประวิงเวลา ลุ้นคำตอบดุลพินิจศาล 21 ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.60 นายพนัส ทัศนียานนท์ นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีต สสร.รัฐธรรมนูญปี 40 กล่าวถึงกรณีที่ทนาย น.ส.ย่ิงลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กระบวนการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า จากการศึกษามาตรา 5 ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 และบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้การพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ให้ยึดสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เป็นหลัก และให้ศาลใช้ดุลพินิจในการพิจารณาไต่สวนหาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร แต่ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 60 มาตรา 235 วรรค 6 กำหนดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจมีการไต่สวนหาพยานหลักฐานข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ เพราะฉะนั้นหลักของมาตรา 235 เป็นหลักใหม่ ไม่ใช่การให้ใช้ดุลพินิจเหมือนเดิมแล้ว แต่เป็นหลักความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนเพิ่มเติมได้ ต้องคำนึงต้องไม่ให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน

"ด้วยเหตุนี้บทบัญญัติมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้ใช้ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาว่า สมควรมีการไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ จึงขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติมาตรา 235 วรรค 6 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งในแง่เจตนารมณ์และลายลักษณ์อักษร" นายพนัส กล่าว

นายพนัส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กรณีคดีโครงการรับจำนำข้าว นอกจากที่ผ่านมามีการรวบรัดสำนวนยังไม่สมบูรณ์แล้ว ยังมีการไปเอาหลักฐานมาเพิ่มที่ไม่ได้น้อยๆ อย่างรายงานผลการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ชุดของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีเอกสารเป็นหลายพันแผ่น ซึ่งทาง ป.ป.ช.ไม่ได้กำหนดให้ทำ และยังเอาคดีอื่นๆ เข้าไปอีก ซึ่งเป็นการผิดหลักตามที่กฎหมายกำหนดที่ให้ยึดสำนวน ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณาคดี โดยทำให้ น.ส.ย่ิงลักษณ์ เสียเปรียบ ขณะที่ น.ส.ย่ิงลักษณ์ ขอสืบพยายามเพิ่มเติมแต่ไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบแน่นอน

...

"ตรงนี้จึงถือเป็นสิทธิของคู่ความที่จะร้องขอ ให้ศาลส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยมาตรา 212 ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับคดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมให้เหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ต้องด้วยมาตรา 5 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย โดยระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่ามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้ โดยทั้งนี้ไม่ถือเป็นการประวิงเวลา แต่เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีในประเด็นที่เขาคิดว่าต่อสู้ได้ แต่หากศาลฯไม่ส่งให้ศาลวินิจฉัย ฝ่าย น.ส.ย่ิงลักษณ์ มีสิทธิร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเองได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้รับคำร้องของทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไว้พิจารณาแล้วเมื่อวันที่ 7 ก.ค.โดยแจ้งว่าหากองค์คณะมีความคิดเห็นเป็นประการใด และจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่นั้น โดยขึ้นอยู่ดุลพินิจขององค์คณะทั้ง 9 คน ซึ่งจะแจ้งให้จำเลยทราบในวันที่ 21 ก.ค.นี้