กกต.วาดไทม์ไลน์วันเลือกตั้งคร่าวๆ "ศุภชัย" ถอยไม่ติดใจเซตซีโร่ ด้าน "สมชัย" ยังเดินหน้าบอกมี 4 ช่องทางยื่นศาลรัฐธรรมนูญ หวังพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ รธน.เปิดช่องประชาชนร้อง ขณะที่ปรึกษา ก.ม.ชี้ไม่มีประเด็นยื่นต่อ
เมื่อวันที่ 17 ก.ค.60 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมเพื่อติดตามผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง โดย นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.เป็นประธานการประชุม มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยในที่ประชุมมีการนำเสนอผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อม ในการจัดการเลือกตั้งที่น่าสนใจ คือ การรายงานการติดตามความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ทางเจ้าหน้าที่ สำนักงาน กกต.มองว่าเรื่องที่อาจจะเป็นปัญหาในการเลือกตั้ง ส.ส.คือ เรื่องการคำนวณจำนวน ส.ส.ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งต้องรอดูว่า กรธ.จะพิจารณาในเรื่องดังกล่าวอย่างไร
ส่วนกรอบเวลาในการเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น ได้มีการกำหนดคร่าวๆ เช่น การรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อวางกรอบไว้ในช่วงวันที่ 2-6 ก.ค.61 ขณะที่การจัดการเลือกตั้งตามกรอบเวลาดังกล่าว วางไว้ในวันที่ 19 ส.ค.61 นอกจากการเลือกตั้ง ส.ส.แล้วยังมีการวางกรอบเวลาในการสรรหา ส.ว.ว่า อาจจะแล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.วางกรอบว่าจะประกาศผลรายชื่อ ส.ว.200 คน ในวันที่ 8 มิ.ย.61
โดย นายศุภชัย กล่าวภายหลังการประชุมว่า กรณีที่ประชุมระบุถึงวันเลือกตั้งที่อาจจะมีขึ้นตามโรดแม็ปของรัฐบาลว่าเป็นวันที่ 19 ส.ค.61ว่า เป็นตารางการทำงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ยังไม่ได้กำหนด เพราะกฎหมายยังไม่ออก กกต.ต้องมีแผนไทม์ไลน์เพื่อกำหนดการทำงาน หากไม่มีก็จะทำให้การทำงานเกิดความฉุกละหุกได้ เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. กล่าวกรณีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐบาลธรรมนูญ กกต.ว่า ไม่ทราบเหมือนกัน ต้องแล้วแต่มติที่ประชุมกกต.ในวันที่ 18 ก.ค.นี้ แต่ส่วนตัวไม่ติดใจอะไรแล้ว ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ว่าถอดใจ แต่เราต้องดูว่าอะไรเป็นอะไร ที่ประชุม สนช.มีมติยืนยันตามร่างที่ผ่านที่ประชุม สนช. ด้วยคะแนนเสียง 194 เสียง ต่อ 0 เราก็ควรต้องพิจารณาว่าจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนเพียงไร ส่วนที่ก่อนหน้านี้มี กกต.2 คน เป็นเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยการการโต้แย้งในประเด็นเซตซีโร่ กกต. ก็เข้าใจว่าในการประชุมครั้งนี้ กกต.ทั้ง 2 คน ก็คงจะยืนตามมติเดิม
...
ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงช่องทางในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า มีทั้งหมด 4 ช่องทาง โดย ช่องทางแรก เป็นการยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 ( 2) ช่องทางที่สอง กกต.มีมติในฐานะเป็นองค์กรอิสระยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (1) ที่กำหนดว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยกฎหมายหรือร่างกฎหมายว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ช่องทางที่สาม คือกรรมการแต่ละคนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งก็จะยื่นได้เฉพาะประเด็นเซตซีโร่ กกต.ส่วนช่องทางที่สี่ เป็นกรณีที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ประกาศใช้บังคับแล้ว กกต.ก็สามารถยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 ต่อผู้การแผ่นดินให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ช่องทางทั้งหมดจะมีการนำเข้าหารือในที่ประชุม กกต.ในวัน 18 ก.ค.เพื่อมีมติ
นายสมชัย กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้มีข้อดีทำให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงที่แท้จริง เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายสามารถช่วยตรวจสอบกฎหมายให้มีรอบคอบสมบูรณ์ ไม่ใช่การเอาชนะซึ่งกันและกัน ที่ผ่านมา กกต.ได้ส่งความเห็นแย้งแล้วว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวหากนำไปสู่การปฏิบัติจะมีปัญหาเรื่องของการตีความ
เมื่อถามว่า หากที่ประชุม กกต. มีมติไม่ยื่นตีความ ส่วนตัวจะยื่นต่อรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ตนยังไม่คิดอะไร และถึงตนจะยื่นก็ไม่ได้ยื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่ต่อ แต่เป็นการยื่นเพื่อให้รู้ว่ารัฐธรรมนูญมีความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ประชาชนเพียงคนเดียวรู้ว่าสามารถยื่นคำร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างถือเป็นการทดลอง อาจจะเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ประชาชนคนไทยจะสามารถใช้สิทธิเพื่อพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย หากศาลบอกว่าไม่สามารถยื่นคำร้องได้ ก็จะได้รู้ว่าสิทธิของประชาชนที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะไม่เป็นจริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาของ กกต.ที่มี นายสุรินทร์ นาควิเชียร เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 ก.ค.สำนักกฎหมายของสำนักงาน กกต. ได้ขอความเห็นต่อที่ประชุมคณะที่ปรึกษาว่าหาก กกต. จะมีหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 ( 2) ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาฯเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้นายกฯมีหน้าที่รับหรือผ่านคำร้องให้ฝ่ายและที่ปรึกษากฎหมายเห็นว่าประเด็นข้อโต้แย้งทั้งหมดได้มีพิจารณาในที่ประชุม สนช. และคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายไปแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่มีประเด็นอะไรที่จะต้องมีการยื่นตีความอีก