อธิบดีป่าไม้ นำชุดพยัคฆ์ไพร ลุยทวงคืนป่าสงวนฯเกาะพะงัน พบผู้บุกรุกป่าที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานฯธารเสด็จ จับข้อหาบุกรุก 9 คดี ลักลอบทำไม้ 1 คดี เนื้อที่กว่า 393 ไร่ เตรียมขยายผลถึงนายทุน พร้อมสร้างแนวร่วมเครือข่ายอนุรักษ์ป่า... 

วันที่ 7 พ.ค. ตั้งแต่ช่วงเช้า นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษพยัคฆ์ไพร ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกป่าบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี หลังตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มนายทุนเข้ามาลักลอบตัดไม้ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเกาะพะงันและแนวเขตที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติชาติธารเสด็จ เพื่อเข้าจับจองที่ดินบนเกาะพะงันในการใช้ทำที่พักให้นักท่องเที่ยว และตัดไม้ส่งขาย จนเกิดปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อครอบครองที่ดินโดยมิชอบ และการปลูกโฮมสเตย์รุกล้ำแนวเขตทะเล ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 

ทั้งนี้ ชุดพยัคฆ์ไพรและเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่และวัดพิกัด พบว่า พื้นที่บนเกาะพะงัน จำนวน 105,000 ไร่ ส่วนหนึ่งประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าเกาะพะงัน เนื้อที่ 24,450 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 2,727 ไร่ และเป็นพื้นที่ที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติธารเสด็จ-เกาะพะงัน โดยมีเนื้อที่ทางบกและทางทะเล รวม 26,895 ไร่ จากนั้นได้ร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกันเพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้บนเกาะพะงัน  

"ผลจากการปฏิบัติการ สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าไม้ จำนวน 9 คดี รวมเนื้อที่กว่า 393 ไร่ และคดีลักลอบทำไม้ อีก 1 คดี มีปริมาตรของไม้ 0.69 ลบ.เมตร นอกจากนี้ยังได้ดำเนินคดีกับผู้ที่ลักลอบทำไม้ในเขตพื้นที่ประกาศเป็นอุทยานฯ เตรียมการ ธารเสด็จ-เกาะพะงัน จำนวน 3 คดี ตรวจยึดไม้ท่อน 10 ท่อน ไม้แปรรูป 116 แผ่น มีปริมาตร 43.18 ลบ.เมตร โดยจะขยายผลถึงกลุ่มนายทุนผู้กระทำผิดบุกรุกพื้นที่ และลักลอบทำไม้มีค่ามาดำเนินคดีต่อไป"

นายชลธิศ กล่าวอีกว่า กระทรวงทรัพยากรฯ ได้เล็งเห็นถึงการแก้ไขการบุกรุกพื้นที่ป่า จึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) โดยมี กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กำหนดแผนปฏิบัติการการป้องกันขบวนการลักลอบทำไม้ การบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดิน โดยจะเพิ่มฐานปฏิบัติการทางยุทธวิธี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันรักษาป่าให้มากขึ้น พร้อมทั้งสร้างแนวร่วมสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มพี่น้อง ชาวบ้านบนเกาะ ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจกับชุมชนบนพื้นที่เกาะถึงข้อ กฎหมายในการบุกรุกพื้นที่ป่า และเป็นการสร้างกระแสร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต่อไป.

(ภาพจากเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร)