ผู้ว่าฯ - หน่วยงานความมั่นคง แถลงความคืบหน้าเหตุป่วน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เผย "นราธิวาส" เจอก่อเหตุ 40 จุด เร่งยกระดับคุมเข้มความปลอดภัย - ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจจับ เผยอาการผู้บาดเจ็บ 3 ราย ล่าสุดปลอดภัยแล้ว ตั้งเป้าจ่ายเงินเยียวยาใน 10 วัน
วันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมภักดีบดินทร์ ชั้น 4 โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส, พ.อ.อนิรุจน์ ดิษฐ์ประชา รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส) และ นพ.พรประสิทธิ จันทระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมกันแถลงภาพรวม และชี้แจงข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบป่วนเมืองครั้งใหญ่ ทั่วพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องประชาชนชาวนราธิวาส ที่ต้องได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เวลาประมาณ 20.00 น. ของคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 40 เหตุการณ์
โดยแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบหลัก เหตุวางเพลิง 9 รายการ ทำลายที่ทำการ อบต. 4 แห่ง, โรงงานรับซื้อไม้ยาง 1 แห่ง, บ้านเรือนประชาชน 2 หลัง รวมถึงยานพาหนะต่างๆ ได้แก่ รถยนต์ราชการ 5 คัน, รถยนต์เอกชน 4 คัน, รถบรรทุก รถแม็คโคร และรถบัส รวมอีก 18 คัน เหตุระเบิด 15 เหตุการณ์ มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐาน เสาไฟฟ้า ดำเนินการระเบิดรางรถไฟ และพื้นที่เศรษฐกิจ เหตุก่อกวนทำลายทรัพย์สิน 13 เหตุการณ์ เผายางรถยนต์บนถนนสัญจรหลัก และทำลายกล้องวงจรปิด (CCTV) เหตุดักซุ่มยิง 1 เหตุการณ์ เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.จะแนะ
ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ รถไฟสัญจรไม่ได้ เสาไฟฟ้าดับส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยติดเตียง และที่ทำการ อบต. ถูกเผา ทำให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางไม่สามารถมาติดต่อราชการได้ ตนยอมรับว่า "นอนไม่หลับทั้งคืน" และต้องมานั่งทบทวนมาตรการความปลอดภัยตลอดจนสว่าง พร้อมทั้งขอแรงประชาชนร่วมกันประณามการกระทำของผู้ก่อเหตุ และช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่
ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือเยียวยา จังหวัดตั้งเป้าจ่ายเงินชดเชยด้านทรัพย์สินตามความเสียหายจริงให้เร็วที่สุด คาดว่าใช้เวลาประมาณ 10 วัน เช่นเดียวกับกรณีปั๊มน้ำมันก่อนหน้านี้ รวมทั้งมีกาชาดจังหวัด และแรงงานจังหวัดเข้าดูแลผู้บาดเจ็บ นอกจากนี้จะมีการเรียกประชุม 3 ฝ่าย เพื่อปรับยุทธวิธี โดยจะดึงผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วม และนำเทคโนโลยี กล้อง CCTV ระบบ AI มาใช้ตรวจจับภาพพฤติกรรมผู้ก่อเหตุ เพื่อแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่อ่อนล้า และเตรียมขอกำลังเสริมเพิ่มเติมในปี 2570
ด้าน พ.อ.อนิรุจน์ ดิษฐ์ประชา รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส ชี้แจงในนามของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่กลุ่มผู้ก่อเหตุอาศัยช่องว่างฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบพิธีทางศาสนา ก่อเหตุพร้อมกันในหลายพื้นที่ ซึ่งกลุ่มผู้ก่อเหตุบางส่วน อาจใช้เวลาวางแผนยาวนาน 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อรอโอกาสและในกรณีที่มีกระแสข่าวและข้อสงสัยในสื่อสังคมออนไลน์ว่า ฝ่ายทหารใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชนนั้น พ.อ.อนิรุจน์ ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง
"หน่วยขอยืนยันว่า เฮลิคอปเตอร์ถูกนำมาใช้ในการลาดตระเวนและตรวจการทางอากาศ เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดินเท่านั้น ยืนยันว่าไม่มีการนำอาวุธขึ้นบนเฮลิคอปเตอร์โดยเด็ดขาด การขึ้นบินเพื่อดูภาพรวมจากมุมสูง โดยเฉพาะจุดเกิดเหตุที่ อบต. และกลุ่มวัยรุ่นที่รวมตัวขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อแจ้งข้อมูลผ่านวิทยุให้หน่วยภาคพื้นเข้าตรวจสอบได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที"
ทั้งนี้ สำหรับการประกาศใช้มาตรการควบคุมพื้นที่ เช่น เคอร์ฟิว ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของช่วงเช้าที่ผ่านมา และยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศเพิ่ม โดยยังคงใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่ร่วมกัน 3 ฝ่ายในการดูแลความสงบเรียบร้อย
ด้าน พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส กล่าวประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุ ที่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์สิน พร้อมเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เน้นย้ำให้รวบรวมพยานหลักฐานด้วยความรอบคอบ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ระบุว่า เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลา และความระมัดระวังสูงในการเข้าตรวจที่เกิดเหตุ ทั้ง 40 จุด เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ชุดตรวจพิสูจน์หลักฐาน และป้องกันไม่ให้วัตถุพยานเกิดการปนเปื้อน ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าเพิ่งเข้าไปใกล้ที่เกิดเหตุ และขอให้เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
ขณะที่ นพ.พรประสิทธิ จันทระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ รายงานสถานการณ์ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบทั้ง 3 ราย ซึ่งเข้ามารับการรักษาผ่านระบบ Fast Track Emergency ของโรงพยาบาล ดังนี้
ผู้บาดเจ็บรายที่ 1 และ 2 เป็นหญิงอายุ 45 ปี และ 46 ปี ประสบเหตุระเบิด ขณะขับรถผ่านในพื้นที่ ต.บางปอ มีบาดเจ็บภายนอก จากสะเก็ดระเบิดที่แขน ขา และมีอาการแน่นหน้าอก แพทย์ได้ผ่าตัดเอาสะเก็ดระเบิดออก และตกแต่งบาดแผลเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ปลอดภัยดีทั้งสองราย
ผู้บาดเจ็บรายที่ 3 นายซอและ ดอเลาะ อายุ 21 ปี ประสบเหตุในพื้นที่ อ.จะแนะ สภาพบาดเจ็บสาหัสที่สุด จากการถูกยิงเข้าที่หน้าท้อง แพทย์ได้นำเข้าห้องผ่าตัดเร่งด่วนตั้งแต่กลางคืน โดยพบแผลกระสุนทะลุลำไส้ ศัลยแพทย์ได้ทำการผ่าตัดตัดต่อลำไส้ ล้างช่องท้อง และเย็บปิดแผลสำเร็จ ปัจจุบันพ้นขีดอันตรายแล้ว อยู่ระหว่างการฟื้นฟูและเฝ้าระวังการติดเชื้อ
นพ.พรประสิทธิ ให้ข้อมูลเชิงวิชาการทางแพทย์เพิ่มเติมเกี่ยวกับบาดแผลของนายซอและว่า แผลทางเข้าอยู่บริเวณใกล้สะดือขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร แผลทางออกอยู่บริเวณหลังเหนือเอวขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร ทิศทางวิถีกระสุนเฉียงขึ้นประมาณ 20–30 องศา และไม่โดนกระดูกเชิงกราน
จากประสบการณ์ศัลยแพทย์ บาดแผลลักษณะนี้บ่งชี้ว่า อานุภาพการทำลายล้างของอาวุธไม่ได้สูงมาก ไม่ได้ส่งผลให้อวัยวะภายในแหลกเหลวเหมือนอาวุธสงครามร้ายแรงที่มีแรงทำลายล้างสูง อย่างไรก็ตาม ทิศทางและขนาดกระสุนที่แน่ชัด ต้องรอผลการพิสูจน์ทางนิติเวชวิทยาอย่างเป็นทางการต่อไป.