พ่อหนุ่ม 18 เสียงสั่นเครือ ขอโทษครอบครัว "ผอ.ศศิพัชร" รับลูกป่วยจิตเวชมาหลายปี กินยาไม่สม่ำเสมอ ก่อนเกิดเหตุเผาของในบ้าน จากนั้นขโมยปืนตำรวจบุกไป รร. ของน้องสาว
วันที่ 12 ก.พ. 69 จากกรณีคนร้ายถืออาวุธปืน บุกเข้าไปในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และได้ก่อเหตุยิงคนในโรงเรียนบาดเจ็บ และยังจับเด็กไว้เป็นตัวประกัน ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ พร้อมจับกุมคนร้ายได้ พบเป็นเยาวชนในพื้นที่อายุ 18 ปี เคยมีประวัติเข้ารับการรักษาอาการจิตเวช จากการใช้สารเสพติด และออกจากโรงพยาบาล เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
โดยเหตุการณ์นี้ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ โดนยิงบริเวณอกด้านซ้ายอาการสาหัส แพทย์ได้ทำการผ่าตัด และเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ก่อนที่ ผอ.ศศิพัชร จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา เนื่องจากเสียเลือดมาก และบาดเจ็บอีก 2 คน เป็นนักเรียนของโรงเรียน
ความคืบหน้า ทีมข่าวเดินทางไปที่ขนำแห่งหนึ่งกลางสวนยางพารา ซึ่งเป็นบ้านพักของคนก่อเหตุ ที่อาศัยอยู่กับพ่อและน้องสาวอีก 2 คน หลังบ้านมีร่องรอยของการเผาไหม้
พ่อของคนก่อเหตุ เล่าว่า นี่เป็นร่องรอยที่ลูกชายนำที่นอนและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเกษตรมาเผา ช่วงที่เกิดอาการคุ้มคลั่ง ก่อนที่ตนจะโทรแจ้งตำรวจ ทำให้ลูกชายใช้อาวุธมีดฟันสู้กับตำรวจ แล้วแย่งปืนตำรวจ หนีไปได้ จนมาทราบข่าวอีกครั้งว่า ลูกชายไปก่อเหตุที่โรงเรียนของลูกสาว ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.1 และ ม.2
ที่ผ่านมาลูกชายรักษาอาการจิตเวชมาหลายปี แต่ยอมรับว่ากินยาไม่สม่ำเสมอ และบางครั้งก็อาจจะไปยุ่งกับยาเสพติด ในช่วงที่ออกไปหาเพื่อน จึงอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้อาการกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
ส่วนประเด็นที่ลูกสาวคนรอง ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.2 ถูกครูตำหนิ เกี่ยวกับพฤติกรรมในโรงเรียน จนต้องเรียกผู้ปกครองไปพบ เรื่องนี้ผ่านมาเกือบปีแล้ว คาดว่าลูกชายน่าจะเก็บมาคิดในช่วงที่คุ้มคลั่ง ซึ่งตอนนั้นลูกชายถือโทรศัพท์ของตัวเองไว้ แล้วลูกสาวก็โทรเข้ามาเพื่อให้ไปรับที่โรงเรียน คาดว่าพอลูกชายเห็นเบอร์โทรน้องสาว เด้งขึ้นมาในมือถือ ก็อาจจะทำให้นึกถึงความหลังที่น้องสาวของตัวเองเคยถูกครูตำหนิ จึงตัดสินใจบุกไปก่อเหตุที่โรงเรียน
นอกจากนี้ พ่อของคนก่อเหตุ ได้กล่าวขอโทษไปยังครอบครัวของ ผอ. ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ รวมถึงขอโทษครูและผู้ปกครองของนักเรียนทุกคน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ หลังจากนี้ ขอให้ลูกชายเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย