มทภ.4 พร้อม ผบช.ภ.9 และเลขาฯ ศอ.บต. ตั้งโต๊ะร่วมแถลง 3 ฝ่าย สรุปผลการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพื้นที่ จชต. เป็นไปตามขั้นตอนตามหลักมนุษยธรรม เน้นเจรจามากกว่าใช้กำลัง แสวงหาทางออกสู่สันติสุข โดยไม่ต้องเกิดการสูญเสีย พร้อมสร้างความเข้าใจ
เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 26 มี.ค. 67 ที่ห้องประชุมยะลารวมใจ ศปก.ตร.ส่วนหน้า จังหวัดยะลา พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 พร้อมด้วย พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 / รอง ผบ.ศปก.ตร.ส่วนหน้า, พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาฯ ศอ.บต. ร่วมแถลงข่าว “สรุปผลการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีการรายงานความคืบหน้าคดีสำคัญผ่าน Presentation จากกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้, ชี้แจงเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และชี้แจงนโยบายเกี่ยวกับการติดตามบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.รมน.ภาค 4 กล่าวถึงนโยบายเกี่ยวกับการติดตามบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ว่า การปฏิบัติที่ผ่านมาในทุกกรณีที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้มีการบังคับใช้กฎหมาย ได้มีการเน้นย้ำหน่วยทุกๆ ครั้ง ในการปฏิบัติ ในเรื่องของการปฏิบัติตามหลักของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน โดยให้เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ไม่ละเลยต่อการปฏิบัติ ไม่นิ่งนอนใจ ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยได้เน้นย้ำเสมอในเรื่องของการเจรจาเป็นหลัก ในการติดตามบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ โดยมีการสนธิกำลังร่วม 3 ฝ่าย รวมไปถึงการเชิญผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา เข้ามา มีส่วนร่วมในการเจรจา เกลี้ยกล่อม ต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง จากการบังคับใช้กฎหมายในทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสีย แต่ต้องการที่จะเห็นความร่วมมือกันเพื่อที่จะให้ผู้ก่อเหตุรุนแรง ได้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เพราะฉะนั้น จึงให้ความสำคัญ
"ได้เน้นย้ำหน่วยปฏิบัติทุกหน่วยเสมอ ว่าไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสีย ในส่วนของมาตรการในการควบคุมพื้นที่ให้ปลอดภัย ได้จัดกำลังจรยุทธ์กระจายในทุกพื้นที่ โดยเน้นพื้นที่เสี่ยง และชุมชนล่อแหลมเป็นสำคัญ ป้องกันการก่อเหตุหรือตอบโต้จากผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งในขั้นตอนการปฏิบัติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่พูดคุยและสร้างความเข้าใจ แก่ครอบครัว และญาติของผู้ต้องสงสัยให้ทราบ ถึงขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งให้ปฏิบัติด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนให้มากที่สุด" มทภ.4 กล่าว
พล.ท.ศานติ กล่าวด้วยว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้มีการประชาสัมพันธ์เน้นย้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคดีต่างๆ ได้เคยปรากฏให้เห็นถึงบทลงโทษมาแล้วหลายๆ ครั้ง ขั้นตอนของการเผยแพร่อาจจะต้องใช้เวลา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้องจริงๆ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัยเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายตรง แม่ทัพภาคที่ 4 โทร 06-1173-2999 หรือเบอร์สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. 1341 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งขอเรียนให้ทราบว่าผู้ให้การสนับสนุนผู้กระทำผิดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การนำพาซ่อนเร้น การให้การสนับสนุนที่พักพิง หรือการสนับสนุนเสบียงอาหาร จะมีความผิดตามกฎหมาย ป.อาญา มาตรา 189 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
...
ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาฯ ศอ.บต. กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ที่เป็นพลเมืองไทยทุกคน ให้สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขเหมาะสมตามสภาพ ไม่ทอดทิ้งผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบฯ ทุกกรณี และมุ่งให้เกิดความรักความสามัคคีลดความโกรธแค้น ชิงชัง ไม่ทอดทิ้งผู้เสียหายและผู้ได้รับผลกระทบออกไปจากสังคม รวมทั้งช่วยเหลือและคุ้มครองสิทธิผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางกฎหมาย ภายใต้เจตนารมณ์และหลักคิดของการเยียวยา คือ การคืนความสันติสุขกลับคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งภายใต้การบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ส่งผลให้มีการควบคุมตัว จับกุม คุมขังและปล่อยตัวหากพบว่าไม่มีความผิด จึงต้องมีการชดเชยค่าเสียหายที่ เกิดจากกรณีดังกล่าวเพื่อเป็นการเยียวยา การชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นหัวใจสําคัญที่จะลดความคับข้องใจซึ่งเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งลงได้
...
"สําหรับผู้กระทําความผิดและตกเป็นผู้ต้องขังในคดีความมั่นคง ต้องเร่งสร้าง ความเข้าใจ เปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่ในการอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค เป็นธรรม ชี้แนะการแสวงหาทางออกจาก ความขัดแย้งด้วยแนวทางสันติวิธี ด้วยกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้การใช้โอกาสที่ผู้ต้องขังคดีความ มั่นคงในพื้นที่อยู่ในเรือนจําของรัฐ ได้มีโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ เปิดมุมมองที่กว้างขวางขึ้น ด้วยการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ" เลขาฯ ศอ.บต.กล่าว
สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่ผ่านมา ตลอดจนการก่อเหตุความรุนแรงเหตุการณ์อื่นๆ นั้น พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 กล่าวว่า กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เคยนิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังคงติดตามในทุกๆ คดี เพื่อนำผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป ตามรายงานที่ปรากฏ.