ผวจ.ตรัง ร่อน จม.เปิดผนึกอำลาตำแหน่ง แจงปมถูกออกจากราชการ เหตุ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง เซ่นคดีซื้อเครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิด จีที 200 แต่ใช้งานไม่ได้ที่ จ.ยะลา เมื่อปี 2551 ตัดพ้อ ข้าราชการระดับล่างถูกรังแก ประกาศเดินหน้ายื่นศาลปกครองพิสูจน์ความบริสุทธิ์
เช้าวันนี้ 5 ต.ค. 66 ที่ จ.ตรัง ได้มีการส่งหนังสือเปิดผนึก ลงวันที่ 4 ต.ค. 66 โดยมีหัวเรื่องว่า “คำกล่าวอำลาจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง” เข้าไปยังกลุ่มไลน์หัวหน้าส่วนจังหวัดตรัง กลุ่มไลน์หน่วยงานราชการ มีลายเซ็นของผู้ว่าราชการเซ็นกำกับอยู่ โดยได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่บนศาลากลาง จ.ตรัง ว่าเป็นข้อความจริงจาก นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า...
"พี่น้องชาว จ.ตรัง และท่านหัวหน้าส่วนราชการ จ.ตรัง คงแปลกใจที่ ผม นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการ จ.ตรัง ได้เขียนคำอำลาจากตำแหน่งผู้ว่าราชการ จ.ตรัง ทั้งๆ ที่ผมยังมีอายุราชการอยู่อีก 1 ปี ผมขอเรียนว่า ในช่วงทำงานอยู่ที่ จ.ยะลา ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงาน จ.ยะลา เมื่อปี พ.ศ. 2551 ผู้ว่าราชการ จ.ยะลา ได้แต่งตั้งให้ผมเป็นประธานกรรมการจัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด อัลฟา 6 จำนวน 2 ชุด เพื่อมอบให้หน่วยงานความมั่นคง จ.ยะลา ไปใช้ในการปฏิบัติงาน เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จ.ยะลา มีการวางระเบิดทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ พระภิกษุสงฆ์ และประชาชนอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้ง ศาลากลาง จ.ยะลา ก็ถูกวางระเบิดถึง 2 ครั้ง ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ตำรวจภูธร จ.ยะลา จึงได้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการความมั่นคง จ.ยะลา พิจารณาสนับสนุนเครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิดแบบพกพา เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน เช่นเดียวกับหน่วยงานฝ่ายทหาร ตำรวจ ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งได้จัดซื้อเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ในการปฏิบัติงานอยู่ในเวลานั้น
...
ในปี 2554 ผมและข้าราชการ จ.ยะลา รวมทั้ง ส่วนราชการต่างๆ ที่จัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. สอบสวนกรณีมีการร้องเรียนว่าเครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิดใช้งานไม่ได้ โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน รวม 3 ชุด ซึ่งปรากฏตามข่าวในหนังสือพิมพ์ และคณะอนุกรรมการไต่สวน 2 ชุดแรกได้เสนอความเห็นต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า หน่วยงานและข้าราชการได้จัดซื้อเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ใน การป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่มีเจตนากระทำความผิด และจากการตรวจสอบ เอกสารการจัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ รวมถึง จ.ยะลา นั้น ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ส่งรายงานความเห็นไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า เป็นกรณีที่บริษัทผู้ขายได้หลอกลวงส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดมิได้มีการทุจริตแต่อย่างใด
ในปี 2555 จ.ยะลาได้แจ้งความดำเนินคดีบริษัทผู้ขายเครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิด และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า บริษัทผู้ขายเครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิดได้ฉ้อโกง จ.ยะลา ตามฟ้อง ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้ซื้อคือ จ.ยะลา และได้ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแสดงให้คู่สัญญาทราบ และให้คืนเงินแก่ จ.ยะลา
ในปี 2564 ซึ่งระยะเวลาการไต่สวนได้ผ่านมาแล้ว 10 ปี คณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 3 ได้มีความเห็นว่า หัวหน้าส่วนราชการและข้าราชการหลายหน่วยงานที่จัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดดังกล่าวกระทำความผิดทางอาญาและวินัยในการจัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้หลักฐานการทดสอบเครื่องมือดังกล่าวของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ศทอ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการทดสอบภายหลังจากที่จังหวัดยะลาได้ใช้งานเครื่องมือดังกล่าวไปแล้วหลายปี โดยในระหว่างการใช้เครื่องมือดังกล่าวไม่ปรากฏว่า มีหน่วยงานใดรายงานว่าเครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิดดังกล่าวใช้งานไม่ได้ นอกจากนั้น เครื่องมือดังกล่าวได้ผ่านพ้นระยะเวลาการรับประกันการใช้งานตามสัญญาแล้วตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
ในส่วนของผมและข้าราชการที่ถูกกล่าวหานั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง โดยให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ซึ่งข้าราชการ ที่ถูกกล่าวหาและลงโทษครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับล่างและระดับกลาง และตามกฎหมาย ป.ป.ช. ได้กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องมีคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดมา โดยให้หน่วยงานต้นสังกัดใช้สำนวนไต่สวน ข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาใช้ในการลงโทษ และไม่ต้องดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแต่อย่างใด ดังนั้น ผมจึงต้องไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลปกครองต่อไป ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี และจะทำให้ผมไม่สามารถกลับมารับราชการได้อีก ในท้ายที่สุด แม้ว่าผมจะกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ก็ตาม ผมจึงต้องปฏิบัติตามระบบและขั้นตอน กระบวนการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งที่ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ผมรับราชการมา ผมไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในการกระทำการทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ราชการแต่อย่างใด มีแต่เจตนา และความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน และได้สมัครใจไปปฏิบัติงานที่จังหวัดยะลาซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยที่มีการก่อเหตุร้ายและความรุนแรงอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว
โอกาสนี้ ผมขอขอบคุณท่านหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ได้ให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานของรัฐบาล กระทรวง และ จ.ตรังอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์จนเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับจากภาคส่วนต่างๆ ในวงกว้าง และจังหวัดตรังได้รับรางวัลต่างๆ ในระดับประเทศ ระดับภาคในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชน จ.ตรัง และขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวตรังทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ของ จ.ตรัง จนบรรลุผลสำเร็จ มา ณ โอกาสนี้ด้วย”
...
คดีนี้ สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 66 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ได้มีคําพิพากษาในคดี หมายเลขดำที่ อท 29/2565 คดีหมายเลขแดงที่ 33/2566 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ในคดีจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจวัตถุระเบิดและสารเสพติด หรือ จีที 200 ของสำนักงาน จ.ยะลา ซึ่งมีจำเลยทั้งหมด 12 ราย หลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด โดยนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการ จ.ตรัง ขณะนั่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนา จ.ยะลา เป็นกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ตกเป็นจำเลยที่ 2 ศาลได้มีคำพิพากษาจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าท่ามกลางกระแสข่าว ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามหนังสือคำสั่ง ให้ผู้ว่าฯ ตรัง “ออกจากราชการ” ก่อนเกษียณอายุราชการเพียงแค่ 1 ปี ตามมาตรา 98 ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงคดี จีที 200 ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเช็กข่าวกันวุ่นว่าเป็นข่าวจริง หรือเฟกนิวส์ ก่อนทราบว่าเป็นเรื่องจริง ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อโทร. หา นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา แต่ไม่สามารถติดต่อได้ แต่มีรายงานแจ้งว่า นายขจรศักดิ์ ได้เดินทางไปกราบลาพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง วัดนิคมประทีป หรือวัดโคกหล่อ อ.เมืองตรัง ตั้งแต่ตอนเช้ามืดแล้ว ขณะที่บรรยากาศที่ศาลากลาง จ.ตรัง ไม่พบรถประจำตำแหน่งจอดอยู่ ส่วนหน้าห้องทำงานยังมีเจ้าหน้าปฏิบัติงานตามปกติ และแฟ้มกองอยู่บนโต๊ะ แต่ไม่มีการเปิดเผยใดๆ.