นายอำเภอจะแนะนำทีมส่วนราชการเข้าป่าเยี่ยมชาวมานิ 6 ครอบครัว เพื่อดำเนินการมอบสัญชาติไทยพร้อมตรวจสุขภาพมองสิ่งของยังชีพ สนองพระราชดำริฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ โดยรอบนี้สอบประวัติได้ 15 คน

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. 65 นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอจะแนะ จ.นราธิวาส ได้นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นายบำรุง หนูอินทร์ สาธารณสุข อ.จะแนะ ปลัดอำเภอจะแนะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จะแนะและเจ้าหน้าที่ทหารพรานกรมทหารพรานที่ 49 รวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมกว่า 20 ชีวิต ขึ้นรถยนต์กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ จากที่ว่าการอำเภอจะแนะ รวมระยะทางกว่า 20 กม. ต้องบุกน้ำฝ่าดงลัดเลาะไปตามเชิงเขาและข้ามลำธารอย่างทุลักทุเลไปยังหมู่บ้านตราเตาะปากู ม.7 ต.ช้างเผือก ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ เพื่อสนองพระราชดำริฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้หน่วยงานในพื้นที่ดูแลคุณภาพชีวิต ดำรงคงไว้อัตลักษณ์ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ด้วยการนำเจ้าหน้าที่และบุคลากรสำนักทะเบียนอำเภอจะแนะเคลื่อนที่ ให้บริการแก้ไขสถานะบุคคลให้ได้รับสัญชาติไทย เนื่องจากบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์มานิ กลุ่มนี้มีประชากร 6 ครอบครัว รวม 45 คน อาศัยอยู่พื้นที่ดังกล่าวมานานกว่า 20 ปี

เมื่อคณะของนายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอจะแนะ เดินทางถึงหมู่บ้านดังกล่าว พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์มานิ ได้อาศัยอยู่บนเนินเขาซึ่งเป็นสวนทุเรียนของนายซาบารี กาเต๊ะ โดยกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ได้สร้างบ้านแยกอาศัยอยู่ในสวนทุเรียน 2 จุด ซึ่งใช้ใบของต้นจากมุงเป็นหลังคามีผ้าเต็นท์พลาสติกสีดำคลุมทับ ส่วนฝาผนังใช้ไม้ไผ่เป็นลำผ่าซีกตอกให้เรียบยึดติดไว้ ส่วนตัวโครงสร้างของบ้านใช้ท่อนไม้ที่หาได้ในป่ายึดติดกัน ที่ถือว่าร่วมสมัยกว่ากลุ่มชาติพันธุ์มานิในอดีต

กลุ่มชาติพันธุ์มานิกลุ่มนี้ ยังคงยึดอาชีพหาสมุนไพรในป่า เพื่อนำลงมาแลกอาหารกับชาวบ้าน จนคุ้นเคยและสามารถสื่อสารกับชาวบ้านด้วยภาษายาวี กระทั่งวันหนึ่งกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ได้พบกับนายซาบารี เจ้าของสวนทุเรียน ซึ่งมีพื้นที่สวนทุเรียนและผลไม้ชนิดต่างๆ กว่า 100 ไร่ ไปมาหาสู่จนสนิทสนม นายซาบารี จึงชวนกลุ่มชาติพันธุ์มานิ มารับจ้างดูแลสวนของตน เพื่อความสะดวกกลุ่มชาติพันธุ์มานิ กลุ่มนี้จึงได้ย้ายรกรากจากเทือกเขา ลงมาสร้างบ้านในสวนทุเรียนของนายซาบารี และต่อมานายบาซารี จึงได้นำสมาชิกและครอบครัวของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ เข้านับถือศาสนาอิสลาม หลังจากนั้นได้ประสานกับนายซูปียัน นายอำเภอจะแนะ นำตัวนายอับดุลลาซิ สมบัติสกุล ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มชาติพันธุ์มานิ จนได้สัญชาติไทยในเวลาต่อมา ตามกระบวนการของสำนักทะเบียน อ.จะแนะ

...

การเข้ามาของคณะนายซูปียัน นายอำเภอจะแนะ ในครั้งนี้ ได้มีการสืบสวนและบันทึกปากคำข้อมูลพยานบุคคลฝ่ายต่างๆ ตามกระบวนการของสำนักทะเบียน อ.จะแนะ จนสามารถนำกลุ่มชาติพันธุ์มานิ เข้ากระบวนการเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทยในครั้งนี้ รวม 15 คน ยังหลงเหลืออีก 30 คน ที่ออกไปหาสมุนไพรในป่าเพื่อนำมาแลกอาหารยังชีพกับชาวบ้าน ทางคณะของนายซูปียัน จึงได้มีการนัดหมายเพื่อเดินทางมาให้บริการอีกครั้ง พร้อมได้มอบผ้าคลุมผมและอาหารแห้งจำนวนหนึ่ง รวมทั้งให้นายบำรุง สาธารณสุข อ.จะแนะ ตรวจสุขภาพร่างกาย พบว่าทุกคนล้วนสุขภาพแข็งแรง

ขณะที่ นายซูปียัน นายอำเภอจะแนะ และคณะออกให้บริการสำนักทะเบียนเคลื่อนที่ในครั้งนี้ ได้พบเห็นกับบ้านพักหลังเล็กๆ ซึ่งสร้างด้วยอิฐบล็อกชั้นเดียว จำนวน 6 หลัง และอาคารละหมาด 1 หลัง ที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ จากการสอบถามทราบว่า เป็นการบริจาคเงินคนละเล็กละน้อยของผู้นำศาสนาและประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาสร้างบ้านให้กับกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ได้พักอาศัยและใช้ในการประกอบพิธีละหมาด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่พบว่า กลุ่มมานิ ไม่คุ้นเคยเนื่องจากยังไม่สามารถปรับตัวกับยุคร่วมสมัย ที่คาดว่าต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง และด้วยความที่จะได้รับสัญชาติเป็นคนไทยเต็มตัว นายอำเภอจะแนะ ได้นำกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ร่วมยืนแถวเคารพธงชาติหน้าเสาธงกับคณะในครั้งนี้ด้วย

...

ด้านนายซูปียัน กล่าวว่า นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครองได้กำหนดให้ปี พ.ศ.2565 ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 10 ภารกิจหลักสำคัญของกรมการปกครอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาสถานะและแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง นำไปสู่การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่คนไทยพึงได้รับจากรัฐ มีเสรีภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งเพื่อให้เป็นไปตามปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และพันธกรณีระหว่างประเทศอีกด้วย.