เรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์ระหว่าง “สีกาตอง” กับนายพงศกร จันทร์แก้ว หรืออดีตพระกาโตะ นักเทศน์ชื่อดังแห่งนครศรีธรรมราช แม้จะจบลงแล้ว แต่ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา คู่กรณีทั้งสองฝ่ายยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกันจริง หลังจำนนต่อหลักฐาน หลังจากที่เป็นข่าวครึกโครม และปฏิเสธมาหลายครั้ง

อดีตพระกาโตะเปิดเผยว่า หลัง จากที่ทั้งสองฝ่ายมีสัมพันธ์ทางเพศรอบแรก ตนถูกฝ่ายหญิงขู่บังคับเอาเงินมาตลอด พอโอนเงินปั๊บนึกว่าจบ แต่ไม่จบ จนอดีตพระกาโตะยอมลาสิกขาเพื่อยุติเรื่องอื้อฉาว แต่ไม่ยอมรับว่ามีสัมพันธ์ทางเพศเพิ่งจะยอมรับหลังจากที่สึกแล้ว และอยากขอโทษต่อสังคม ต่อพระศาสนา และพระผู้ใหญ่

ส่วนฝ่ายหญิงก็ยอมรับผิดเช่นเดียวกัน อยากให้ยุติทุกอย่าง อยากขอโทษพระสงฆ์ทุกรูป และขอโทษวงการพระพุทธ ศาสนา มีรายงานข่าวว่าในระยะแรก มี “ผู้ใหญ่” ขอไม่ให้ยอมรับเรื่องเสพเมถุน ซึ่งเป็นปาราชิก ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ และมีการจ่ายเงิน 3 แสนบาท เพื่อปิดปากนักข่าวไม่ให้เสนอข่าว

สร้างความเสื่อมเสียให้วงการพระพุทธศาสนายังไม่พอ แต่จงใจจะสร้างความเสียหายให้วงการสื่อด้วย เคราะห์ดีที่ยังไม่มีนักข่าวคนใดได้รับเงิน เนื่องจากพระภิกษุผู้ได้รับมอบหมายให้แจกเงิน เชื่อว่าข่าวที่อื้อฉาวนี้ปิดไม่ได้แน่ เพราะกลายเป็นข่าวครึกโครมใหญ่โต โทรทัศน์เกือบทุกช่องแข่งขันเจาะข่าวสนองแฟนๆ

ในอดีต เมื่อมีการประชุมหรือสัมมนาพระภิกษุสงฆ์ พระผู้เป็นวิทยากร มักจะเตือนพระภิกษุสงฆ์ โดยเฉพาะระดับพระสังฆาธิการ เป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ หรือเป็นพระนักเทศน์ดังๆ ซึ่งมักจะรํ่ารวยเงินทอง หรือเป็น “คนมีสตังค์” จะขอให้ระมัดระวัง “สตรี” จะเข้ามาพัวพัน จนทำให้พระ “ขาดสติ” ตบะแตกเพราะมารผจญ

...

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด อดีตพระกาโตะ “ยอมรับว่าผมพลาดจริงๆ ผมเป็นวัยรุ่น” และพูดทำนองว่าโดนยั่ว จนทำผิดศีลปาราชิก เป็นความผิดทางพระวินัยร้ายแรงของพระภิกษุ แต่ไม่มีโทษทางอาญา ตามกฎหมายบ้านเมือง ยกเว้นปาราชิก 2 ข้อที่เป็นความผิดทางอาญา คือการฆ่า คนตาย และลักทรัพย์

จึงอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พระภิกษุไม่กลัวความผิดฐานเสพเมถุน เพราะอย่างมากก็โดนจับสึก บรรดานัก การเมืองผู้ประกาศเทิดทูนพระศาสนา น่าจะหาทางบัญญัติให้การเสพเมถุน นอกจากผิดวินัยสงฆ์แล้ว ยังให้เป็นความผิดทางอาญา เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา และป้องกันไม่ให้พระภิกษุผู้มีสตังค์ถูกสตรีทำให้เสียสติ.