"พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์" องคมนตรี นำคณะ กปร.ลงพื้นที่ จ.ชุมพร เพื่อติดตามขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "แก้มลิงหนองใหญ่" แก้ปัญหาน้ำท่วม-ลดแล้ง-ช่วยราษฎรในพื้นที่อยู่ดีมีสุข
เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 65 พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ เพิ่มเกษร รองเลขาธิการ กปร. และคณะอนุกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน และการบริหารจัดการโครงการฯ ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราโชบายให้คณะกรรมการฯ ติดตามเร่งรัด และขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้แก่ราษฎร ซึ่งพบว่าโครงการมีการดำเนินงานบรรลุผลตามเป้าหมาย
ด้าน นายภิทูณ พลชนา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร เปิดเผยว่า ตนอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ตั้งแต่เกิด และได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านมาร่วม 15 ปี อดีตประชาชนในพื้นที่ประสบกับความเดือดร้อนเรื่องน้ำท่วมน้ำหลากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ ซึ่งปีหนึ่งจะมีน้ำท่วมไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง และเมื่อปี พ.ศ.2532 ได้เกิด "พายุเกย์" และ "พายุซีต้า" ตามมาด้วย "พายุลินดา" จึงทำให้พื้นที่นี้ประสบปัญหามากจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ทำการเกษตรได้ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ
...
"หลังจาก ในหลวง รัชกาลที่ 9 เข้ามาแก้ไขปัญหา มีการขุดลอกคูคลองเป็นทางระบายน้ำลงสู่ทะเล ทำเป็นโครงการแก้มลิงหนองใหญ่ ประชาชนในพื้นที่ก็สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน เพราะน้ำไม่ท่วม และมีการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ปลูกพืชได้มากขึ้นและทั้งปี ตอนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีกับราษฎรในพื้นที่ และดีใจที่ ในหลวง รัชกาลที่ 10 ได้สืบสานโครงการต่อ และให้ท่านองคมนตรีเดินทางมาติดตามงานในพื้นที่ ก็จะมีการปรับปรุงให้โครงการฯทำงานได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่" นายภิทูณ ระบุ
ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. และกรมชลประทาน ได้ร่วมประสานการดำเนินงานในการต่อยอดขยายผลเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการฯ ในการเอื้อประโยชน์แก่ราษฎรในพื้นที่ให้มากขึ้น อาทิ ขุดคลองระบายน้ำต่างๆ (คลองผันน้ำคลองชุมพร) ปรับปรุงขุดคลองระบายน้ำสายหลัก และก่อสร้างประตูระบายน้ำหาดแตง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ระบายน้ำในช่วงฤดูฝน และช่วยพื้นที่เกษตรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวสืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อช่วงปลายตุลาคม พ.ศ.2548 ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานถึงสภาพอากาศว่า มีร่องความกดอากาศต่ำในทะเลอันดามันมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกชุกและหนักในบางพื้นที่ ต่อมาเกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ชุมพร ในเขต 3 อำเภอ คือ อ.เมืองชุมพร อ.ท่าแซะ และ อ.ปะทิว เกิดความเสียหาย โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองชุมพร ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแม่น้ำท่าตะเภา เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ท่วมในตัวเมืองชุมพร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยในสถานการณ์ และกังวลถึงความเสียหายหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก จึงได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2540 โดยให้ขุดคลองหัววัง-พนังตัก เพื่อลดผลกระทบในอนาคต และพระราชทานทุนทรัพย์จากมูลนิธิชัยพัฒนาจำนวน 18 ล้านบาท และจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้กรมชลประทานยืมไปก่อสร้างประตูระบายน้ำจำนวน 3 แห่ง และสามารถระบายน้ำได้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2540 ก่อนพายุลินดาจะเข้าเพียง 1 วัน ส่งผลให้ จ.ชุมพร รอดพ้นจากอุทกภัยนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ต่อมาในวันที่ 20 มิถุนายน 2541 ได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมให้ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำปิดต้นคลองและปลายคลอง ที่ขุดในบริเวณหนองใหญ่เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรในฤดูแล้ง และจัดตั้งสถานีวัดระดับน้ำเพิ่มเติมพร้อมระบบเตือนภัย ที่บริเวณต้นน้ำคลองท่าแซะ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ และขุดคลองหรือวางท่อเชื่อมต่อคลองท่าแซะกับต้นคลองละมุ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่บริเวณประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ 1 2 และ 3 เพื่อสูบน้ำออกจากหนองใหญ่ลงคลองระบายน้ำหัววัง-พนังตัก ลงทะเลในช่วงฤดูน้ำหลาก และศึกษาหาปริมาณน้ำท่าที่แน่นอนที่ไหลในคลองท่าตะเภา เพื่อใช้แก้ไขปัญหาอุทกภัย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้น้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการ ยังส่งผลเอื้อประโยชน์แก่พื้นที่ทั้งด้านปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และการสร้างอาชีพนอกภาคเกษตร ซึ่งนำมาซึ่งรายได้ในการเลี้ยงดูครอบครัวต่อไป.
...