ตชด.ระนอง และ ศรชล.ภาค 3 ใช้เรดาร์เรือ ต.995 สแกนตรวจจับการขนแรงงานต่างด้าวเถื่อนเข้าเมืองต่อเนื่อง เจอเรือหางยาวขนต่างด้าว 17 คนเข้าไทย ก่อนสกัดไว้ ส่งตรวจโควิดแล้วคุมตัวดำเนินคดี 

จากกรณีที่ วานนี้ (13 ม.ค. 2564) น.อ.เพชรัตน เทียนจันทร์ ผบ.นก.สอค. ศรชล.ภาค 3 ได้รับการประสานข้อมูลเรื่องการลักลอบขนแรงเมียนมาทางทะเลจากตำรวจตระเวนชายแดนที่ 415 จึงได้มอบหมายให้ น.อ.ณัฏฐ์ จรัลกุล เสธ.นก.สอค.ศรชล.ภาค 3 จัดกำลังพลลาดตระเวนทางน้ำ พร้อมชุดปฏิบัติการข่าวบูรณาการร่วมกับ ศปชล.ทม.และชุดปฏิบัติติการ ตชด.บ้านสามแหลม ลงเรือ ต.995 ออกทำการตรวจสอบระหว่างน่านไทยกับน่านน้ำเมียนมาในพื้นที่แนวชายแดน อ.เมืองระนอง โดยใช้เรดาห์ในการค้นหาเรือต้องสงสัยตามที่สายข่าวรายงานมา

ต่อมาเจ้าหน้าที่พบเรือต้องสงสัยจำนวน 2 ลำ เป็นเรือหางยาวขนาดเล็กแต่มีคนจำนวนมากอยู่ในเรือ โดยลำแรกวิ่งจากน่านจังหวัดเกาะสองประเทศเมียนมาเข้ามายังฝั่งไทย ส่วนอีกลำอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 ไมล์ทะเล โดยอยู่ในแนวรอยต่อน่านน้ำไทยเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเรือลำแรก ซึ่งเมื่อคนขับเรือเห็นว่าเป็นเรือของเจ้าหน้าที่ทางการไทยจึงได้พยายามจะหลบหนี แต่ไม่สามารถหลบหนีได้ เจ้าหน้าที่สั่งให้หยุดเรือพร้อมทำการตรวจสอบ ส่วนเรืออีกลำเมื่อเห็นเจ้าทางหน้าที่ทางการไทยจึงได้ขับเรือกลับเข้าไปในเขตน่านน้ำประเทศเมียนมา จึงไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบได้

...

จากการตรวจสอบพบชาวเมียนมาทั้งหญิงและชายรวม 17 คน พร้อมสัมภาระเสื้อผ้า สอบถามคนขับเรือให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากนายทุนชาวเมียนมาที่จังหวัดเกาะสอง ให้ขับเรือบรรทุกชาวเมียนมาทั้งหมดมาส่งยังฝั่งไทยที่จังหวัดระนอง เมื่อมาถึงจุดนัดหมายซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติ จะมีชาวเมียนมาที่อยู่ฝั่งไทยโทรมาอีกครั้งว่าจะมีรถยนต์ของคนไทยมารับต่อช่วง เจ้าหน้าที่จึงได้ได้ให้ชาวเมียนมาทั้งหมดขึ้นมาบนเรือ ต.995 และทำการลากเรือหางของกลางกลับเข้ามาด้วย

ชาวเมียนมาที่พูดภาษาไทยได้ กล่าวว่า ปกติทำงานกับสามีอยู่เมืองไทยที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร มีหนังสือทำงานถูกต้อง ซึ่งก่อนที่ประเทศไทยและเมียนมาจะมีการปิดด่าน ได้เดินทางกลับประเทศไปรับลูกชายเพื่อไปทำงานที่อำเภอหลังสวน แต่ด่านปิดจึงกลับมาไม่ได้ แต่ครั้งนี้ทนรอไม่ไหวเพราะต้องการไปช่วยสามีทำงาน จึงยอมเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อลักลอบกลับเข้ามาในประเทศไทย เพราะได้รับคำแนะนำว่าหากยังมีเอกสารการทำงานแม้หมดอายุ ก็สามารถมาต่อใหม่ได้เพราะประเทศไทยเปิดให้ต่ออายุบัตรแรงงานต่างด้าวเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีปัญหาการแพร่ระบาดโควิด ทำให้แรงงานไม่สามารถกลับประเทศเพื่อไปลงตราประทับหนังสือเดินทางที่ประเทศตนเองได้ ทำให้แรงงานชาวเมียนมาจำนวนมากจากหลายพื้นที่ได้พยายามหาทางเข้าสู่ประเทศไทย

ต่อมาในช่วงค่ำ วันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ชุดลาดตระเวนได้ดำเนินการวางแผนและจัดชุดเฝ้าตรวจจุดเสี่ยงในลำน้ำกระบุรีฝั่งตรงข้าม จ.เกาะสอง ประเทศเมียนมา ขณะชุดตรวจจอดลอยลำซุ่มตรวจบริเวณ ม.5 ต.ปากน้ำ อ.เมืองระนอง ได้ยินเสียงเรือหางยาวแล่นมาจากฝั่งประเทศเมียนมา และมีการจอดพูดคุยด้วยภาษาเมียนมาเป็นระยะๆ กระทั่งเรือลำดังกล่าวได้แล่นเข้ามาใกล้ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว โดยใช้ไฟฉายส่องและสั่งให้หยุดเพื่อตรวจสอบ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีคนอยู่ในเรือ จำนวน 6 คน มีนายมิววิน เป็นผู้ขับเรือ และมีนายมินโซ ยืนอยู่ใกล้กัน ส่วนภายในเรือพบชาวเมียนมาอีก 4 คนนอนอยู่ในท้องเรือ โดยมีอวนปิดทับอยู่เพื่ออำพราง เจ้าหน้าที่ได้ทำการซักถามทราบว่าทั้งหมดเป็นชาวเมียนมา กำลังจะเดินทางมายังจังหวัดระนอง แต่ทั้งหมดไม่มีเอกสารใดๆ มาแสดง

...

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดมายังฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดนบ้านสามแหลม ต.ปากน้ำ อ.เมืองระนอง เพื่อซักถามขยายผล จากการซักถามนายมิววินซึ่งทำหน้าที่ขับเรือ ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายซาอู ชาวเมียนมา อาศัยอยู่ที่ จังหวัดเกาะสอง ให้นำชาวเมียนมาที่มากับเรือ ไปส่งในท่าจอดเรือซอยสามัคคี ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นลำคลองที่เรือสามารถเข้าไปได้ แล้วจะมีผู้มารับอีกทอดหนึ่ง ซึ่งตนเองไม่ทราบว่าเป็นใคร โดยจะได้รับค่าจ้างหัวละ 3,000 บาท โดยมีนายมินโซ เป็นคนที่นายซาอู สั่งให้นั่งเรือมาด้วยเพื่อมาควบคุมและติดต่อทางโทรศัพท์เมื่อถึงที่นัดหมายแล้ว

...

นายมินโซ ยอมรับว่า ถูกจ้างให้นั่งเรือมาด้วยเพื่อประสานงาน โดยได้รับค่าจ้างจากนายซาอู หัวละ 300 บาท และจากการซักถามแรงงานชาวเมียนมาให้การว่า ทั้งหมดเดินทางมาจากเมืองทวาย ประเทศเมียนมา ตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 65 ที่ผ่านมา และพักอยู่ที่จังหวัดเกาะสอง ก่อนจะติดต่อนายซาอู ให้มาส่งยังจังหวัดระนอง เพื่อจะเดินทางไปทำงานประมงที่ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี โดยนายซาอู คิดค่าหัวคนละ 4,000 บาท แต่ถูกจับกุมได้เสียก่อน

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่โรงพยาบาลระนอง ผลปรากฏว่าเป็นลบทุกคน จึงได้จัดทำบันทึกการจับกุมนำส่งร้อยเวรสอบสวน สภ.ปากน้ำระนอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.