ไลฟ์สไตล์
100 year

เด็กสตรีสะท้อนไฟใต้ 17 ปีเดียวดายบนกองไฟ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
10 เม.ย. 2564 05:08 น.
SHARE

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ “คนร้าย” ยังคงก่อกวนยิงปะทะลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐขยายความรุนแรงยืดเยื้อมาตลอด 17 ปี นับแต่เหตุ “ปล้นปืนจากค่ายปิเหล็ง” อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมายหลายชีวิต

ทั้งยังสร้างผลกระทบต่อ “ผู้หญิง” ไม่น้อยต้องกลายเป็น “หญิงหม้าย” จากความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก “สามีบางคน” ต้องถูกจับดำเนินคดีความมั่นคง จนต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกที่กำพร้าพ่อคนเดียวลำพัง

ข่าวแนะนำ

เสมือนตกเป็น "เหยื่อความรุนแรง" กระทบต่อ “สภาพร่างกายจิตใจ” ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคการคุ้มครองภายใต้ความกดดันนี้ผลักให้ลุกขึ้นทำหน้าที่ปกป้องตัวเอง ครอบครัว และชุมชนกันเอง

ในการสร้างเครือข่ายสันติวิธีผ่าน “ศูนย์ประสานงานเพื่อเด็กและสตรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศป.ดส.) สมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ สมาคมสตรีมุสลิม จ.สงขลา” ที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบนี้มีจุดมุ่งเป้าพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นดำเนินชีวิตปกติสุขคืนมาด้วยจิตใฝ่หาสันติภาพสันติสุข

ไม่นานมานี้ 3 องค์กรเข้าศึกษาดูงาน “มูลนิธิปวีณาหงสกุล เพื่อเด็กและสตรี” คลอง 7 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อแลกเปลี่ยนถ่ายทอดประสบการณ์ช่วยเหลือเด็ก สตรี ในการพัฒนาช่องทางการช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไปให้มีประสิทธิภาพรวดเร็ว

ความขัดแย้งทำให้ผู้หญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อนี้ ผศ.ดร.กัลยา ดาราหะ นักวิชาการศูนย์ประสานงานเพื่อเด็กและสตรีฯ บอกว่า ความไม่สงบชายแดนภาคใต้เริ่มปะทุตั้งแต่ปี 2547 ในเหตุปล้นปืนเจาะไอร้องเป็นต้นมา

ตอกย้ำด้วยเหตุการณ์ “มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี” มีคนร้ายยิงถล่มป้อมจุดตรวจกรือเซะถอยร่นหลบซ่อนในมัสยิดนี้มีการปะทะกัน 9 ชม. และในปีเดียวกันยังมีเหตุ “สลายการชุมนุม สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส” ตรงกับ “เดือนรอมฎอนถือศีลอดชาวมุสลิม” ทำให้ใน 3 เหตุการณ์มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

แม้ว่า “หน่วยภาครัฐไทย” พยายามเข้าไปช่วยเหลือเยียวยา “ผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต” แต่บาดแผลนี้คงฝังลงรากลึกของผู้รับผลกระทบอยู่เสมอ เสมือนจุดชนวนวิกฤตการณ์ก่อเหตุรายวัน ไม่ว่าจะลอบยิงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ เผาสถานที่หน่วยงานราชการ หรือวางระเบิดลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐมาตลอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สร้างเหตุหวาดกลัวให้คนในพื้นที่เกิด “ความระแวงกันขึ้นระหว่างไทยพุทธและมุสลิม” ทำให้ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านกระทบต่อการใช้ชีวิตตามมา ทั้งยังมีปัจจัยประวัติศาสตร์ของ “คนรุ่นเก่า และรุ่นใหม่บางส่วน” เชื่อว่า “พื้นที่ 3 จชต. เป็นเอกราช” แยกจากรัฐไทยไม่เกี่ยวข้องกับรัฐมาเลเซียอีกด้วย

แต่ความรุนแรงนี้ยังผสมโรง “ปัญหาการเมืองท้องถิ่น” ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์แฝงอยู่ แม้แต่ “เรื่องธุรกิจผิดกฎหมาย และยาเสพติด” ก็อาจเข้ามาอยู่เบื้องหลังเป็นส่วนหนึ่งให้เหตุการณ์รุนแรงกว่าเดิมก็ได้

ปัจจุบันนี้อัตราก่อเหตุลดน้อยลงมาตั้งแต่ปี 2557 “ประชาชน” เริ่มใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยขึ้น สังเกตจาก “ตลาดเปิดท้ายขายของ” เริ่มเกิดตามหมู่บ้านหลายแห่ง ทั้งมีการจัดกิจกรรมงานรื่นเริงที่มีคนร่วมอย่างคึกคักภาพเหล่านี้ต่างจากอดีตผิดหูผิดตาทีเดียว เชื่อว่าเกิดจากความตั้งใจของหน่วยงานหลายฝ่ายร่วมแรงกันมาตลอด

ทั้งกระบวนการ “สานเสวนา” มามีบทบาทในหลายกลุ่มให้เกิดความเข้าใจลดความระแวงของไทยพุทธ และมุสลิมดีเรื่อยๆ ส่วน “จนท.ฝ่ายความมั่นคง” มีท่าทีลดความแข็งกร้าวยอมรับฟังปัญหาของคนพื้นที่มากขึ้น

อีกด้านก็มุ่งเน้น “สายพิราบ” เข้ามาทำความเข้าใจ “สายความรุนแรง” ด้วยการเชิญ “โต๊ะอิหม่าม ผู้นำทางศาสนา และผู้นำชุมชน” มามีส่วนร่วมแก้ปัญหาความไม่สงบนี้ สิ่งสำคัญ “เปิดรับฟังความเห็นเด็กเยาวชน” มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นจุดคลี่คลายสถานการณ์ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ถือว่า “รัฐบาลไทย” เดินทางมาถูกจุดถูกทางแล้วด้วยซ้ำ

แม้ว่า...“ความไว้ใจไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์” แต่ก็เปิดพื้นที่ให้ “ผู้นำศาสนา และคนรุ่นใหม่” เพื่อรับฟังประเด็นปัญหาความขัดแย้งหาทางออกร่วมกัน ในเชิงการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา นำมาสู่การเปิดสิทธิโอกาสโควตาการศึกษาแก่เด็กพื้นที่ค่อนข้างมาก ทั้งโควตาแพทย์ พยาบาล และมหาวิทยาลัยอื่น

สิ่งสำคัญเชื่อว่า “ผู้นำและคนพื้นที่” ประสบปัญหา “ทุกข์ยากมาแสนสาหัส และเหนื่อยล้าแล้ว” ในเหตุการณ์ความไม่สงบที่ไม่มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น แต่กลับมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตความไม่มั่นคงปลอดภัยของประชาชน และทำลายเศรษฐกิจซบเซามานาน 17 ปี เหตุนี้ทุกฝ่ายเลยหันหน้ามาร่วมมือปรองดองสมานฉันท์กันก็ได้

อย่างเช่น...“โควิด-19 ระบาด” กระทบต่อความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ยอมประกาศหยุดก่อเหตุชั่วคราว อันเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชนนับแต่นั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ

ประการต่อมา...“เหตุความไม่สงบ” ยังส่งผลต่อให้ “ผู้หญิง” เป็นหม้ายจากสามีเสียชีวิต หรือถูกจับคดีความมั่นคง เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ต่ำกว่า 5 พันคน ปัญหาคือว่า “ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว” ไม่สามารถดูแลบุตรหลานทั่วถึงต้องออกทำงานหาเลี้ยงครอบครัว “เยาวชนหลายคนคับแค้นใจ” มีปมด้อยไม่ได้รับความยุติธรรม

กลายเป็นการหันไปใช้ยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เหตุนี้ “เยาวชนหญิงชายชายแดนใต้” ค่อนข้างเปราะบางน่าเป็นห่วงมาก มีโอกาสถูกชักจูงกระทำในสิ่งต้องห้ามมากมาย

สิ่งที่ตามมา “เยาวชนชาย” ไม่ยอมเรียนหนังสือมักเรียนจบแค่ประถมศึกษาเท่านั้น ทำให้ว่างงานไม่มีเป้าหมายชีวิต ที่เรียกว่า “บุคคลนอกระบบ” ส่งผลต่อการพัฒนาค่อนข้างลำบาก ในส่วน “เยาวชนหญิง” เผชิญปัญหาหนีออกจากบ้าน และทำพิธีการแต่งงานกันเองอันเกิดจากวัยรุ่นหญิงยอมรับมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานมากขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ “พ่อแม่” ก็มักไม่ยอมรับ “การแต่งงาน” กลายเป็นการหย่าร้างตามมาเพิ่มขึ้นอีกมากมาย แต่จริงๆแล้ว “การสมรสตามหลักผู้นับถือศาสนาอิสลาม” ต้องได้รับอนุญาตจาก “พ่อแม่” ยินยอมก่อนเสมอ อาจเพราะ “ยุคสังคมค่านิยมเปลี่ยนไป” สามารถบริหารจัดการตัวเองได้ไม่ต้องให้ผู้ใหญ่มากำกับควบคุมก็ได้

ส่วนกรณี “ถูกล่วงละเมิดทางเพศ” มีตัวเลขค่อนข้างน้อยมาก ถ้าเปรียบเทียบกับ “ภูมิภาคอื่น” เพราะตามหลักศาสนาอิสลามนั้น “การข่มขืนถือเป็นบาปอันร้ายแรง” ที่ต้องรับโทษตกนรกสถานเดียว

ประเด็นใหญ่ตอนนี้ “ผู้หญิงใน 3 จชต.” ในแง่การดำรงชีวิต “ตัวเลขของการหย่าร้าง” มีแนวโน้มสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 30 ด้วยความเชื่อว่า “ผู้ชาย” มีอำนาจเป็นใหญ่เหนือกว่า “ผู้หญิง” ที่ต้องเชื่อฟังสามีทุกประการ เช่น ผู้หญิงจะออกนอกบ้านไปทำงาน ไม่ขออนุญาตสามี ถือว่าเป็นเรื่องผิดสามารถเฆี่ยนตีได้หากไม่ยอมฟัง

ทว่าตามหลัก “การจดทะเบียนสมรส หรือจดทะเบียนหย่า” จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายต้องมีคณะกรรมการอิสลามทำหน้าที่ออกหนังสือรับรองตามหลักศาสนาอิสลาม แต่ปัจจุบันทำกันแบบง่ายๆ เช่น หย่า มีเงื่อนไขสามีไม่ให้ค่าเลี้ยงดูไม่อยู่ร่วมกันฉันสามี 4 เดือน หรือทำร้ายร่างกายเจ็บช้ำน้ำใจแล้วบอกกล่าวพยาน 3 คนเท่านั้น

เหตุนี้ “ผู้หญิงบางคน” ถูกหย่าร้างแบบไม่รู้ตัวมากมาย เพราะ “ฝ่ายชาย” มีสิทธิ์จดทะเบียนสมรสใหม่ได้อีก 3 คน เรื่องนี้ “เครือข่ายสตรีชายแดนภาคใต้” กำลังเรียกร้องสิทธินี้เพื่อความเป็นธรรมให้ฝ่ายหญิงที่ไม่ได้กระทำผิดต่อ “ฝ่ายชาย” แต่กลับต้องถูกหย่าร้างแบบไร้เหตุผล ทั้งยังต้องรับหน้าที่เลี้ยงดูลูกเพียงลำพังอีกด้วย

เคยมีกรณี “ฝ่ายชายเสียชีวิต” ไม่มีใครทราบว่าจดทะเบียนมา 4 คน และภรรยาก็มาพร้อมหน้ากันเรียกร้องสิทธิต้องรับเท่าเทียมกัน ต่างจาก “กฎหมายไทย” ทรัพย์สินมักต้องเป็นของเมียจดทะเบียนถูกต้องเท่านั้น

ย้ำว่าปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จชต.“รัฐบาลไทย” มีแนวทางแก้ปัญหาเดินมาถูกทางอย่างมาก โดยเฉพาะเปิดพื้นที่รับฟัง “ผู้นำศาสนา ภาคสังคม และภาคเยาวชน” อย่างบริสุทธิ์จริงใจที่ไม่ควรระแวงมากเกินเหตุจนก่อแรงกระเพื่อมขึ้นใหม่ เช่น ปิด ร.ร.ปอเนาะ เพราะไม่มีประโยชน์ยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

และขอยกย่องยุค ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีต รมว.ต่างประเทศ สามารถเชื่อมสานความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐบาลไทย ผู้นำศาสนา และคนพื้นที่ได้อย่างดี” ทำให้แนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เพราะเน้นฟังเสียงระดับล่างตามหลัก “ฟังเขาฟังเรา” เพื่อนำไปสู่แผนพัฒนาให้เกิดสันติอย่างแท้จริง

สุดท้าย...“รัฐบาล” เปิดใจให้กว้างยอมรับฟังเสียงชาวบ้าน “คน 3 จชต.” ต้องทำตนเองให้เป็นที่ประจักษ์เข้าใจหน่วยงานรัฐ และ “มูลนิธิในพื้นที่” ต้องสร้างความไว้ใจจริงๆ ไม่นานความปรองดองย่อมเกิดขึ้นในที่สุด.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชายแดน3จังหวัดใต้ชายแดนภาคใต้โจรใต้ความรุนแรงเหยื่อความรุนแรงใต้สกู๊ปหน้า1

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 16:40 น.