30 ปีวังวนค้าสัตว์ป่า มีชีวิตหายากยิ่งแพง

ข่าว

    30 ปีวังวนค้าสัตว์ป่า มีชีวิตหายากยิ่งแพง

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      15 ต.ค. 2563 05:01 น.

      เส้นทางปม “เก้งเผือก” หายไปอย่างปริศนากลายเป็นชนวนโศกนาฏกรรมเหตุยิงกันเสียชีวิตในสวนสัตว์ จ.สงขลา สร้างความเศร้าเสียใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย ที่มีสาเหตุในบางเรื่องถูกนำมาเกี่ยวโยงกับการลักลอบซื้อขายสัตว์ขึ้น...

      หากเมื่อสืบสวนสาวลงลึกในรายละเอียดการบริหารสวนสัตว์ ใน จ.สงขลา ก็มีกลิ่นเหม็นฉาวสะท้อนถึงความผิดปกติ “ไม่ชอบมาพากล” นำมาสู่การค้นพบว่า มีสัตว์ชนิดอื่นหายไปจากบัญชีของสวนสัตว์ด้วยเช่นกัน เช่น “นอแรดขาวหายไป” ในปี 2555 หลังแรดขาวตาย 1 ตัว และติดตามคืนมา 1 อัน

      อีกทั้งยังมี “นกแก้วมาคอว์หายไป 13 ตัว” ติดตามคืน 2 ตัว พร้อมผู้ต้องหา 1 คน ที่โพสต์ขาย แต่คดีนี้ศาลได้ยกฟ้องในข้อหาลักทรัพย์ เพราะไม่สามารถยืนยันได้ว่านกแก้วมาคอว์เป็นของสวนสัตว์สงขลาได้

      สะท้อนให้เห็นว่า...“ขบวนการค้าสัตว์ป่าในระบบหน่วยงานรัฐมีอยู่จริง” ทำให้ “รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ต้องลงดาบสั่งตั้งทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกสวนสัตว์ทั่วประเทศ ที่อยู่ภายใต้องค์การสวนสัตว์ฯ ทั้งหมด ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในการดำเนินงานกันทั้งระบบทันที

      ตอกย้ำขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติแฝงตัวอยู่ในระบบสัตว์ป่าของรัฐนี้ด้วย ดำรงค์ พิเดช หน.พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ข้อมูลว่า กระบวนการค้าสัตว์ป่าแฝงอยู่ในระบบหน่วยงานราชการมานานกว่า 30 ปี และมีการลักลอบนำสัตว์ออกขายอยู่เป็นระยะ

      แต่ไม่มีใครรู้ได้เลยว่า “สัตว์ชนิดใดถูกนำออกไปขาย” โดยเฉพาะสัตว์ขนาดเล็ก เช่น งู เต่า นก ยกเว้นมีการทำรายงาน หรือสัตว์ขนาดใหญ่หายากหายไป จึงจะทราบว่า “มีการลักลอบค้าขายสัตว์กัน” เพราะไม่มีระบบบันทึกจำนวนสัตว์ที่มีอยู่ในระบบชัดเจน

      ในสมัยนั่งเป็นอธิบดีอุทยานแห่งชาติฯ ก็เคยมีบัตรสนเท่ห์แจ้งเบาะแสการลักลอบค้าลูกวัวแดงในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ทำให้ได้ปลอมตัวเข้าล่อซื้อในราคา 5 แสนบาท และลูกจ้างประจำสถานีเพาะเลี้ยงแห่งนั้น ก็ไม่ปฏิเสธการซื้อขาย พร้อมยังให้ไปต่อรองราคากับหัวหน้างานแทน แสดงว่ามีการลักลอบซื้อขายสัตว์กันประจำ

      สาเหตุคราวนั้น “ไม่มีระบบบันทึกตกลูก และการตายของสัตว์” ทำให้ยกเครื่องสังคายนาสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า โดยเฉพาะ “สัตว์เกิดใหม่” ต้องแจ้งส่วนกลางภายใน 48 ชม. เพื่อบันทึกรายละเอียดตรวจดีเอ็นเอไว้ แต่ถ้า “สัตว์ตาย” ก็ห้ามหน่วยทำลาย ก่อนที่มีรายงานส่วนกลาง เพื่อดำเนินการพิสูจน์สาเหตุการตาย

      ส่วนเรื่อง...“งาช้าง” ที่ตรวจยึดมาได้นี้มักเก็บไว้ในกรมอุทยานแห่งชาติฯ ก็สูญหายประจำกว่า 50 งา ทำให้ออกมาตรการคุมเข้มด้วยการให้ จนท.หน่วยพิทักษ์สัตว์ป่าหมุนเวียนกันมารักษาความปลอดภัย 24 ชม.เช่นกัน

      ประเด็นกรณี “ลูกเก้งเผือกหาย” ในสวนสัตว์ จ.สงขลา ก็ตั้งข้อสังเกตว่า “สัตว์ป่า” ในความดูแล “สูญหาย หรือตาย” กลับไม่แจ้งความกับตำรวจไว้เป็นหลักฐาน สิ่งสำคัญไม่มีการรายงานต่อหน่วยงานบังคับบัญชาโดยตรง แต่กลับโยนความผิดให้ “งูเหลือม” ตกเป็นแพะรับบาปแทน

      หากย้อนกลับมาดูบริเวณจุดเก้งเผือกหาย ก็มีรั้วรอบขอบชิด และมี รปภ.ตรวจดูแลตลอด แต่ปล่อย “งู” เข้ากินสัตว์ง่ายมาก ทำให้ชวนคิดเล่นๆ ถ้างูอยู่นานกว่านี้ “สัตว์อื่น” คงถูกกินหมดเกลื่อนหรือไม่ ดังนั้นข้ออ้างนี้ “ไม่สมเหตุผล” แต่สิ่งสมผลคิดว่า อาจเกี่ยวกับการลักลอบนำสัตว์ข้ามทะเลไปอยู่สวนสัตว์เอกชนต่างชาติมากกว่า

      เชื่อว่า...เบื้องลึกน่าจะมีขบวนการค้าสัตว์ป่าในสวนสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่จริง เพราะไทม์ไลน์ไม่ใช่มีเฉพาะเก้งเผือกหายปริศนา แต่ยังมีนกแก้วมาคอว์ นอแรดขาว หรืออาจมีสัตว์อื่นมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ที่มีปัจจัยสำคัญ...ถ้าส่งไปต่างประเทศจะเพิ่มมูลค่าหลักแสนบาทกลายเป็นหลักหลายล้านบาททันที

      เรื่องนี้ต้องเร่งหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน โดยเฉพาะ “การสังคายนาระบบสวนสัตว์” ตั้งแต่การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง ต้องไม่ใช่เด็กเส้นเด็กฝาก เพราะมีบางคนอาจได้มาจากการวิ่งเต้น ทำให้เข้ามารับตำแหน่งแล้วต้อง “ถอนทุนคืน” กลายเป็นช่องในการอำนวยความสะดวกการซื้อขายสัตว์ออกนอกประเทศง่ายขึ้น

      ปัจจัย...“การค้าสัตว์ป่าในไทย” ส่วนใหญ่เกิดจาก “สวนสัตว์เอกชนต่างชาติ” มีความต้องการสัตว์ป่าเอเชีย เพราะมีลักษณะแปลกใหม่ อาจเป็นเพราะประเทศปลายทางไม่มีสัตว์ชนิดนี้ หรือเคยมีแต่ถูกล่าจนสูญพันธุ์ไปแล้ว ในส่วน “บุคคล” ก็นิยมสะสมสัตว์หายากราคาแพง เพื่อเลี้ยงประดับบารมีเท่านั้น

      และมีคำถามว่า...สัตว์หายากได้มาจากที่ใด...มักมีแหล่งนำมาได้อยู่ 2 แห่ง คือ “สถานีเพาะเลี้ยง” มีทั้งของภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมให้เพาะพันธุ์เพาะเลี้ยงสัตว์ ที่กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะเมื่อเลี้ยงแล้วต้องมีลูกสัตว์ออกมา แต่มีการเกิดใหม่แจ้งบ้าง และไม่แจ้งบ้าง ทำให้เป็นช่องโหว่แอบส่งตลาดมืดก็มี

      ในบางแห่งมีรถเข้ามาซื้อถึงศูนย์เพาะเลี้ยงด้วยซ้ำ และนำลงเรือส่งไปยังประเทศที่สาม จากการอาศัยความร่วมมือนักธุรกิจ ผู้มีอิทธิพล หรือข้าราชการระดับสูงบางคน อำนวยความสะดวก ทำให้การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายขยายตัวอย่างน่าตกใจ เช่น เก้งเผือก ถูกอ้างถึงว่า มีการซื้อขายกันไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ด้วยซ้ำ

      ส่วนพวกลูกวัวแดง เสือไฟ เสือลายเมฆ ลูกช้าง ก็มีค่าตัวไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ทำให้ขบวนการค้าสัตว์ป่ากล้าที่จะลงทุนกับความเสี่ยงนี้เพราะมีผลรับคุ้มค่ากลับคืนมาสูง ในการลักลอบค้าสัตว์ป่าแต่ละครั้ง

      แหล่งที่สอง...“สัตว์ป่า” เพราะในพื้นที่ป่าในประเทศเอเชีย มีสัตว์ขนาดใหญ่หายากอยู่มากมาย แต่ด้วย “ประเทศเพื่อนบ้าน” มีระบบคมนาคมไม่สะดวก รวมถึงมีกฎหมายลงโทษการลักลอบค้าสัตว์ป่ารุนแรงกว่าประเทศไทย ทำให้มีการเคลื่อนย้ายซากสัตว์ และสัตว์ป่าบางชนิด ผ่านเข้าประเทศไทย เพื่อส่งให้ประเทศที่สามต่อไป

      แต่ว่า...“การลักลอบขนส่งสัตว์ป่า” ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยบารมี และอิทธิพล สร้างเป็นเครือข่ายทั้งในเมืองไทย และต่างประเทศ ตามที่รู้ในวงการนี้ “เครือข่ายในไทยมีอยู่ 1 กลุ่ม” ทำเป็นลักษณะสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก มีการแบ่งงานกันชัดเจน ทั้งฝ่ายจัดหาสัตว์ป่า ฝ่ายขายสวนสัตว์เอกชนต่างชาติ

      สิ่งสำคัญ “ขบวนการใหญ่ๆค้าสัตว์เป็นนี้ไล่จับยาก” เพราะมักไม่ค่อยเจอหลักฐาน ส่วนสามารถจับกุมได้นั้นมักเกิดจากการประสานงานกันผิดพลาด ที่อาจเกิดจากการเคลียร์เส้นทางไม่ทั่วถึงกันเท่านั้น หรือในบางกลุ่มอาจเป็นมือใหม่สมัครเล่น ประเภทขนสัตว์ป่ากันสุ่มสี่สุ่มห้า สุดท้ายก็มักจะหนีไม่พ้นต้องถูกจับกุมดำเนินคดียกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ลักลอบตัวนิ่มจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อผ่านเข้าไปชายแดนไทย-สปป.ลาว ส่งออกเวียดนาม ที่มีปลายทางยังประเทศจีน

      พูดกันตรงนี้เลยว่า...“ตลาดการค้าสัตว์ป่าในต่างประเทศ” ยังมีความต้องการสัตว์ป่าอยู่จำนวนมาก โดยเน้น “สัตว์มีชีวิต” ที่จะได้ราคามูลค่าสูงกว่าสัตว์ตาย 10 เท่า เพื่อนำไปเลี้ยงประดับบารมี หรือการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวในสวนสัตว์ต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามมา...

      แม้แต่ปัจจุบันนี้ “ประเทศไทย” ก็ยังมีบุคคลลักลอบครอบครองซากสัตว์ และสัตว์ป่าต้องห้ามกันอยู่มากมาย ในการเตรียมส่งขาย เช่น ไม่กี่ปีมานี้เคยมีการลักลอบเลี้ยงเสือเบงกอลอยู่บนชั้น 4 ของห้องแถวทาวน์โฮม เพื่อนำไปขายให้ต่างประเทศ ในราคาตัวละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท หรือเนื้อซื้อขายกันกิโลกรัมละ 3-4 หมื่นบาท

      จริงๆแล้ว...“กฎหมายไทย” ที่มีอยู่นี้ครอบคลุมคุ้มครองสัตว์ป่าทั่วถึงอยู่แล้ว ยกเว้นว่า “ผู้ปฏิบัติ” จะนำมาบังคับใช้ให้เกิดประโยชน์มากหรือน้อยเพียงใด แต่หากให้ผู้กระทำความผิดเกรงกลัวอาจต้องเพิ่มเรื่องกฎหมาย “ยึดทรัพย์สิน” นำมาประกอบในการกระทำความผิดด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ “ไม่มีใครกล้าค้าสัตว์ป่า” อีกแน่นอน

      ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ขบวนการค้าสัตว์” คืบคลานเจาะแฝงอยู่ใน “องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าของภาครัฐ” สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ในวันนี้คงถึงเวลา “สังคายนาใหม่” ก่อนเกิดความเสียหายไปมากกว่านี้...

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      สกู๊ปหน้า 1เก้งเผือกขบวนการค้าสัตว์ป่าค้าสัตว์ป่าค้าสัตว์สัตว์ป่าสวนสัตว์

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอังคารที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 11:17 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์