ข่าว
100 year

แจ้งข้อหา"ผู้กองตุ้ม"ร่วมรีด 8 หมื่นพ่อค้าของเก่า กรรโชกทรัพย์-ซ่องโจร

ไทยรัฐออนไลน์3 เม.ย. 2563 18:10 น.
SHARE

ชัดเจน แก๊งตำรวจ-ไฟแนนซ์-นักข่าวนอกรีต รวมหัวหากินรีดเงินร้านค้าของเก่าที่ชุมพร 8 หมื่น ผู้เสียหายให้ปากคำเพิ่มเติม บอกมีนักข่าวคนหนึ่งไปข่มขู่ญาติ ยืนยันถ้ายังไม่หยุดแจ้งความเอาผิดด้วย ขณะโฆษกตร. ระบุชัด ผู้กองตุ้ม คือ 1 ใน 9 ผู้ต้องหา 

กรณี นายสุรินทร์ กาลสังข์ อายุ 39 ปี เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าชื่อ “ ฉอ ค้าของเก่า” เลขที่ 109/1 หมู่ 1 ตำบลบางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร นำคลิปวิดีโอกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร หลังมีกลุ่มบุคคลทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวนอกเครื่องแบบอ้างชื่อ “ผู้กองตุ้ม” พร้อมเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์และนักข่าวรวม 9 คน บุกเข้าไปตรวจค้นซากอะไหล่รถยนต์กล่าวหาว่ารับซื้อของโจรในช่วงเวลาช่วงค่ำของคืนที่ผ่านโดยไม่มีหมายค้น แล้วข่มขู่กรรโชกเรียกเงิน 150,000 บาท แต่เจ้าของอู่และภรรยาต่อรองจนเหลือ 8 หมื่นบาท

ต่อมา ร.ต.อ.ธณ เนตรบุญใจบุญ รองสว.ส.ทท.2 กก.2บ ก. หรือ “ผู้กองตุ้ม” ได้เดินทางมาพบพนักงานงานสอบสวน ยอมรับว่าบุคคลในภาพคลิปวิดีโอเป็นตนเองจริง ได้เข้าไปในสถานที่ดังกล่าว แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินแต่อย่างใด ซึ่งเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันบุกรุกและร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ก่อนเจ้าหน้าที่จะปล่อยตัวไปก่อนเป็นการชั่วคราว

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 3 เมษายน นายสุรินทร์ กาลสังข์ อายุ 39 ปี นางดวงฤทัย คลี่บำรุง อายุ 43 ปี สองสามีภรรยาเจ้าของร้าน “ฉอ ค้าของเก่า” ผู้เสียหายได้เดินทางมาพบ ร.ต.อ.หญิงนันทิยา รักดี รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์และยืนยันชี้ตัวบุคคลตามภาพคลิปวิดีโอตามที่ปรากฏในหลักฐานการแจ้งความดำเนินคดี โดยทั้งสองสามีภรรยายังคงยืนยันตัวตนและชื่อกลุ่มบุคคลทั้ง 5 ราย เหมือนเดิม คือ “ผู้กองตุ้ม” เป็นตำรวจท่องเที่ยว 1 นาย ที่มาแสดงตัวและรับทราบข้อกล่าวหาไปแล้วเมื่อช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ นักข่าว 3 คน และพนักงานไฟแนนซ์ 1 คน ส่วนที่เหลืออีก 5 คน อยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบ โดยพนักงานสอบสวนใช้เวลาสอบปากคำเพิ่มเติมนานร่วม 3 ชั่วโมง

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองชุมพร อยู่ระหว่างดำเนินการทำเรื่องขอตรวจเก็บภาพกล้องวงจรปิดจากทางเจ้าของปั๊มน้ำมันและหน้าตู้เอทีเอ็มภายในปั๊มดังกล่าวที่ตั้งอยู่บริเวณริมถนนชุมพร-ปากน้ำชุมพร ตำบลปากหมาก ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ตามมุมต่างๆ หลายตัว เพื่อขอดูภาพที่เพื่อนของเจ้าของร้านค้าของเก่าผู้เสียหายได้มากดเงินจากตู้เอทีเอ็มจ่ายให้กับแก๊งตำรวจและนักข่าว ที่เข้าไปรับในบริเวณดังกล่าวจำนวน 8 หมื่นบาท ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการดำเนินคดี

นายสุรินทร์ กาลสังข์ นางดวงฤทัย คลี่บำรุง สองสามีภรรยากล่าวว่า วันนี้นอกจากจะมาให้ปากคำและชี้ยืนยันตัวบุคคลตามภาพวงจรปิดต่อพนักงานสอบสวนแล้ว ตนได้มาให้ปากคำเพิ่มเกี่ยวกับเมื่อวานที่ผ่านมาได้มีนักข่าวคนหนึ่งตามที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิดกับพวกบุกไปหาญาติตนที่เขารู้จักไปพูดจาข่มขู่ฝากมาถึงตนว่า หากไม่หยุดเรื่องคดีความเขาจะพาตำรวจอีกชุดหนึ่งเข้าไปตรวจค้นจับกุมร้านขายของเก่าแห่งนี้ให้ได้ และจะขุดคุ้ยประวัติการกระความผิดต่างๆ ว่าทำอะไรบ้างเพื่อจะได้จับกุมดำเนินคดี ซึ่งทำให้ตนรู้สึกหวาดกลัว จึงได้มาให้ปากคำและแจ้งกับทางตำรวจไว้ แต่ถ้ายังไม่หยุดพฤติกรรมการข่มขู่คุกคามตนก็จะแจ้งความในข้อหาข่มขู่ต่อไป นอกจากนี้ หลังเป็นข่าวได้มีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ทำอาชีพเดียวกันได้โทรศัพท์มาสอบถามและบอกว่าเคยตกเป็นเหยื่อแก๊งนี้มาเหมือนกัน

ด้าน พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบก.ภ.จ.ชุมพร กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งกำชับให้เร่งรัดควบคุมการดำเนินคดีอย่างเคร่งครัดเนื่องจากมีตำรวจท่องเที่ยวเข้าไปร่วมทีมด้วยทำให้เกิดความเสียหายแก่วงการตำรวจอย่างมาก ซึ่งเบื้องต้นทราบจากหัวหน้าพนักงานสอบสวนว่าได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วเบื้องต้นมี 5 คน เป็นตำรวจท่องเที่ยว 1 นาย นักข่าว 3 คน พนักงานไฟแนนซ์ 1 คน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหสถาน ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และซ่องโจร ส่วนที่เหลืออีก 4 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบ ซึ่งทราบว่า 1 ในนั้นมีอดีตทหาร 1 คน ขณะนี้ผู้ถูกกล่าวหาได้มาแสดงตัวรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 1 ราย เป็นตำรวจท่องเที่ยว ส่วนที่เหลือจะได้พิจารณาออกหมายเรียกหรือหมายจับต่อไป

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันเดียวกัน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงถึงความคืบหน้ากรณีหนุ่มแจ้งความ ถูกชายฉกรรจ์อ้างเป็นตำรวจ ขู่รับของโจร รีดเงิน 8 หมื่นบาท ในพื้นที่ สภ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร ว่า ได้รับรายงานเพิ่มเติมจาก สภ.เมืองชุมพร ว่า การสืบสวนสอบสวนขณะนี้ทราบว่ามีผู้ก่อเหตุทั้งหมดจำนวน 9 ราย สามารถพิสูจน์ทราบได้แล้วจำนวน 5 ราย ตำรวจท่องเที่ยว 1 ราย เจ้าหน้าที่บริหารทางการเงิน (ไฟแนนซ์) 1 ราย นักข่าว 3 ราย ในส่วนผู้ก่อเหตุอีก 4 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบว่าเป็นผู้ใด มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ในข้อหา ร่วมกันบุกรุกเคหสถาน ตาม ป.อาญา ม.362 ประกอบม.80 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ตาม ป.อาญา ม.337 ประกอบม.80 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท และเป็นซ่องโจร ตาม ป.อาญา ม.210 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รองโฆษก ตร. กล่าวต่อว่า ได้รับรายงานจากกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 ว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงข้าราชการตำรวจในสังกัดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว โดยหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง จะดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดไม่มีละเว้น ไม่มีการให้ความช่วยเหลือ ว่ากันไปตามข้อเท็จจริงพยานหลักฐานที่ปรากฏ ที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับและมีข้อสั่งการไปยังกองบัญชาการทุกภาคส่วน ผู้บังคับการ ผู้กำกับ หน.หน้าหน่วยในทุกต้นสังกัดทุกพื้นที่ ให้มีการควบคุม ดูแลความประพฤติและวินัยข้าราชการตำรวจ ทั้งเวลาราชการและนอกเวลาราชการ ตามคำสั่งที่ 1212/2537 หากพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความประพฤตินอกรีต ไปเรียกรับเงินทอง เรียกรับผลประโยชน์อื่นใด หรือแม้กระทั่งใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ โดยให้ดำเนินการตรวจสอบกระทำด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งหากผลการตรวจสอบพบว่าได้กระทำผิดจริงให้ดำเนินทางวินัยและอาญา อย่างเด็ดขาด

“ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการลงทัณฑ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กระทำในลักษณะนี้ทั้ง ไล่ออก ปลดออก ให้ออก หากความผิดปรากฏชัดเจน ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศมาโดยตลอด ไม่ปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เสื่อมเสียชื่อเสียงขององค์กรและเสียกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดี”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จับตำรวจตำรวจรีดทรัพย์ผู้กองตุ้มรองสว.ทท.รีดเงินธณ เนตรบุญใจบุญข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้