เหตุคนร้ายติดอาวุธปืนสงครามบุกถล่มป้อมจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านทุ่งสะเดา ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา มีผู้เสียชีวิต 15 คน และบาดเจ็บ 5 คน ในคืนวันที่ 5 พ.ย. ...นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในรอบ 16 ปี ตั้งแต่เริ่มมีสถานการณ์
ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้เมื่อปี 2547 และมีการลอบทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เด็กผู้หญิง และคนชราหลายครั้ง
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า “ไทยพุทธ” กำลังถูก “ล็อกเป้า” เพื่อสร้างความหวาดผวา ความหวาดกลัว ทำลายขวัญ...กำลังใจของประชาชน และผู้ที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ...
“สถานการณ์ไฟใต้” กลับมาอยู่ในความสนใจสังคมไทยอีกครั้ง มีการโต้เถียงเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ในการโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า “ขบวนการบีอาร์เอ็น” หรือ “องค์กรลับ” คงดำรงความเข้มแข็งในพื้นที่อยู่
เรื่องนี้ นายทหารเคยปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ข้อมูลมาว่า ในการก่อเหตุ ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา ไม่ได้มีสัญญาณอะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นการก่อเหตุรายวัน ที่มีเป้าหมาย “ไทยพุทธ” หรือ “ชุมชนอ่อนแอ” หวังต้องการทำลายให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจของประชาชนผู้บริสุทธิ์
หากวิเคราะห์ถึงการก่อเหตุ ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา อาจเป็นเขตพื้นที่รอยต่อติดกับ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ คือ...“ไทยพุทธ” ทำให้การเคลื่อนไหว “ขบวนการบีอาร์เอ็น” ที่มีการจัดตั้ง “เยาวชนแนวร่วมอาร์เคเค” ในพื้นที่นี้มีน้อย หรือแทบไม่มีเลยก็ได้
...
จนทำให้ลดระดับความรุนแรง และไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาดูแลความปลอดภัย ลักษณะเป็นฐานหลัก แต่ใช้ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านในการดูแลป้องกันเหตุ
เมื่อเป็นเช่นนั้นสถานการณ์ “ด้านการข่าว” อาจจะไม่มีหรือมีน้อยลงตามมาก็เป็นไปได้
ทางกลับกัน...“ขบวนการบีอาร์เอ็น” กลับมี “การออกหาข่าว” พื้นที่จุดอ่อนแอ หรือจุดที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ภาครัฐคอยดูแลป้องกันเข้มงวด
ในลักษณะ “งานลับ” แฝงตัวซ่อนเร้นปะปนอยู่กับคนในชุมชน หรือแฝงตัวมาแบบขายสินค้า “โชว์เร่” ไปตามชุมชนหมู่บ้านต่างๆ จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่านี่คือ...การปฏิบัติการค้นหาข่าว
แม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบว่า...กำลังสู้รบกับบุคคลใด หรือใครเป็นคนก่อเหตุ ยกเว้น...
มีการก่อเหตุขึ้นแล้ว...ได้ติดตามตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด...หรือมีพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังถึงทราบผู้ก่อเหตุขึ้น...
หนำซ้ำ...ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ได้รับการฝึกใช้อาวุธเบื้องต้นเพื่อให้สามารถยิงปืนตามหลักถูกต้องเท่านั้น แต่ไม่ได้รับการฝึกรูปแบบป้องกันตัวหรือยุทธวิธีการสู้รบด้วยซ้ำ อีกทั้งไม่เคยรับการแจ้งเตือนด้านการข่าวจากหน่วยงานภาครัฐมาก่อน
กลายเป็น “จุดอ่อน...จุดบอด” ต้องรอเวลาถูกโจมตี ที่ไม่มียุทธวิธีการตั้งรับ...หรือโต้กลับอย่างถูกต้อง และไม่มีข้อมูลความรู้...ในยุทธวิธีการโจมตีของแนวร่วมอาร์เคเค ส่งผลให้เสียเปรียบในการต่อสู้ ทำให้เหตุการณ์นี้อาจเป็นเรื่อง “ความประมาทหรือความชะล่าใจ” ของฝ่ายที่รับผิดชอบด้วยก็ได้
ประเด็นน่าสนใจ...การก่อเหตุกับผู้บริสุทธิ์รายวันนี้ กลับเป็นตัวบ่งชี้ถึงการอ่อนกำลังถดถอยของขบวนการบีอาร์เอ็น สังเกตจากการ “โจมตี” มักเลือกเป้าหมายที่มีกำลังอ่อนแอ หรือประชาชนไม่มีหนทางต่อสู้ได้แน่นอน หากพิจารณาเหตุการณ์นี้แล้ว...ไม่มีความจำเป็นต้องนำกำลังแนวร่วมมามากมายขนาดนี้ด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นว่าขบวนการบีอาร์เอ็นก็ไม่ได้เข้มแข็งขึ้น
มองว่า...มีนัยสำคัญ คือการให้กำลังใจในกลุ่มแนวร่วมอาร์เคเค ที่กำลังถูกแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย มีทั้งบุคคลยุติบทบาท ไม่ต้องการปฏิบัติการทำร้ายผู้บริสุทธิ์เพราะมีครอบครัว ไม่ต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ หรือกลุ่มอยู่ระหว่างกึ่งกลาง เป็นแนวร่วมอยู่ แต่ไม่พร้อมปฏิบัติการก่อเหตุ
สิ่งสำคัญ...ต้องการดึงแนวร่วมเข้ามาปฏิบัติการครั้งนี้ ที่อาจเป็นแนวร่วมมือใหม่ หรือแนวร่วมมือเก่าที่ไม่มีกำลังใจ หวังให้บุคคลนี้มีคดีติดตัว กลายเป็นตกกระไดพลอยโจน มีความผิดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิ.อาญา เพื่อป้องกันไม่ให้หนีออกห่างจากองค์กรไปได้ สุดท้าย...ต้องออกมาปฏิบัติการก่อเหตุร่วมกันเช่นเดิม
สร้างให้เกิดแนวร่วมมีกำลังใจ “ฮึกเหิม”...หรือเพิ่มคดี กลายเป็นผู้ต้องหาร่วมกันตลอดไป
เพราะจริงๆแล้ว...แนวร่วมอาร์เคเคที่ถูกเรียกตัวในการปฏิบัติการ ไม่จำเป็นต้องตอบรับเสมอไป สามารถปฏิเสธ...หยุดการเคลื่อนไหวก็ได้ และขอร่วมมือในเรื่องอื่นแทน เช่น หาข่าว สนับสนุนงานด้านอื่น
กระทั่งมีบางคนทนไม่ไหวหนีออกนอกพื้นที่ ที่ถูกเรียกว่า “กลุ่มขาดการติดต่อ” เพราะแนวร่วมอาร์เคเคไม่มีกรม กอง แหล่งพักอาศัยชัดเจน เมื่อก่อเหตุเสร็จแล้วก็กลับมาเป็นประชาชน อาศัยอยู่ในชุมชนทั่วไป
“แนวร่วมอาร์เคเคที่ยุติบทบาทนี้อาจถูกข่มขู่บ้าง...แต่ไม่ถึงขั้นต้องจับคุมขัง ทำร้าย หรือยิงเสียชีวิต ยกเว้นกลายมาเป็นไส้ศึก...หรือมาร่วมอยู่ฝ่ายรัฐไทย” นายทหารฯวิเคราะห์จากประสบการณ์อีกว่า
...
ในการปฏิบัติการของขบวนการก่อความไม่สงบมีรูปแบบเป้าหมาย ขั้นตอนชัดเจน ที่กำหนดไว้แบบกว้างพุ่งเป้ามายัง “ไทยพุทธ” หรือ “เจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ทั้งข้าราชการไทยพุทธ หรือไทยมุสลิม แต่การเจาะจงเป้าหมายนั้น...เป็นเรื่องตามแผนระดับพื้นที่รับผิดชอบ ที่มีการจัดตั้งแต่ในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด
โดยเฉพาะบุคคลหรือชาวบ้าน ชอบพกพาอาวุธปืนติดตัวตลอด มักตกเป็นเป้าอยู่ประจำ เพื่อหวังต้องการอาวุธปืนพกนั้น...ไปก่อเหตุอย่างอื่น ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 เดือน ด้วยการติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ชอบไปไหน เส้นทางใด
จนข้อมูลครบทุกด้าน มีโอกาสก็ลงมือทันที...ไม่ใช่การก่อเหตุ แบบสุ่มสี่...สุ่มห้า...
เรื่องนี้ไม่เคยมีหน่วยงานภาครัฐเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะรูปแบบ การก่อเหตุของแนวร่วมอาร์เคเค และสอนวิธีการหลบเลี่ยงป้องกันตัวให้กับข้าราชการอื่นที่ไม่ใช่ฝ่ายความมั่นคงหรือชาวบ้าน และไม่มีข้อมูลแจ้งเตือนถึงหมู่บ้านใด มีแนวร่วมเข้มแข็งบ้าง เพื่อให้ชาวบ้านไทยพุทธ หาทางหนีทีไล่ลดความเสี่ยงการสูญเสีย
อีกเรื่องที่น่าสังเกต...ที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐรุ่นใหม่ก็อาจยังไม่ทราบข้อมูลนี้ ในแต่ละพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีพื้นที่ใช้เป็นสนามฝึกแนวร่วมรุ่นใหม่ มักก่อเหตุในการทำลายคนอ่อนแอ ส่วนใหญ่เป็นการทดสอบอาร์เคเคที่กำลังจะจบหลักสูตร ที่เรียกว่า “ทดสอบขั้นสุดท้าย” ตั้งแต่การวางแผน จนถึงการลงมือก่อเหตุ
หากแนวร่วมคนใด “ใจไม่กล้า” ก็ลดระดับการทดสอบลงมา ในลักษณะการพ่นสีสเปรย์ตามถนน ป้ายจราจร เสาไฟฟ้า สิ่งนี้ถือว่าเป็นสัญญะ ลักษณะรูปแบบการฝึกทดสอบพลังความกล้าของจิตใจกัน ในเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลอาจยังไม่มีข้อมูลในความหมายนี้ด้วยซ้ำ...
...
แม้แต่การกระทำผิดระเบียบเล็กน้อย...ไปจนถึงกระทำผิดกฎหมาย เช่น ขับรถฝ่าไฟแดงที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่ เป็นต้น แต่กลุ่มนี้ยังไม่เป็นแนวร่วมอาร์เคเค จนกว่าจะผ่านหลักสูตร...บททดสอบก่อน...เพื่อเปลี่ยนถ่ายขึ้นมาแทนคนรุ่นเก่า ที่กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เพราะการวางแผนแบ่งแยกดินแดนมีมาตั้งแต่ปี 2527 จนเวลาผ่านมา 35 ปี ทำให้คนรุ่นแรกๆนี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 70 ปี แต่ปฏิบัติการกลับไม่มีความคืบหน้า สิ่งที่ได้เป็นการสูญเสีย มีผลกระทบทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้คนในพื้นที่เริ่มไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ไม่กล้าแสดงออก เพราะกลุ่มบีอาร์เอ็นแฝงหลบซ่อนในชุมชน
แต่ยังมีความเชื่อว่า...คนในพื้นที่ 3 จชต.มีความรู้สึกดีว่า “อะไรดี” ...หรือ “อะไรไม่ดี” สิ่งใด คือประโยชน์ที่เขาได้รับและเรื่องใดคือการทำลายความสุข ส่วนใหญ่มีความพร้อมร่วมมือเพื่อให้เกิดความสงบกลับคืนมา
การแก้ปัญหาไฟใต้...จะใช้ “กำลังหลัก” ป้องกันอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้หลักรบในทางมวลชน ในการเข้าถึงใจประชาชนอย่างแท้จริงด้วย และขอสดุดีวีรชนผู้กล้า ชรบ.ลำพะยาทุกท่านไว้ที่นี้ด้วย.