จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาข้าวของเกษตรกรหมู่บ้านนาข้าวเสีย ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง จ.ตรัง จากเดิมที่ทำนาปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง หรือที่เรียกกันว่าการทำนาปรัง เกษตรกรแต่เดิมมีการใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้ดินมีความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ผลผลิตที่ได้เริ่มตกต่ำ จึงมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และมุ่งลดต้นทุนการผลิต โดยมีกรมพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาที่ดินตรัง เข้ามาส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี ผ่านทางหมอดินอาสา และเจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดินในการแนะนำให้ความรู้กับเกษตรกร
นายชิดชัย ชุมสุด ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร กล่าวว่า เกษตรกรในหมู่บ้านส่วนใหญ่อาชีพหลักๆ คือทำนา ทำสวนยาง และปาล์มน้ำมัน แต่มีการเลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชผักสวนครัวเสริมในครัวเรือน ในพื้นที่ของตนเองตอนนี้ก็ทำนาปรังอยู่ โดยกรมพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาที่ดินตรัง ได้เข้ามาส่งเสริมช่วยเหลืออยู่ตลอด ทั้งเรื่องปรับปรุงบำรุงดิน การใช้ปอเทือง รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต ทำน้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ การทำปุ๋ยหมักมาใช้ในนาข้าว ซึ่งได้ดำเนินการมาหลายปีแล้ว ทำให้พื้นที่ใกล้เคียงบริเวณนี้ได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะเจ้าหน้าที่พยายามที่จะให้ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกรอยู่เป็นประจำ
...
นางสาวนภา มาลัยสนั่น นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สถานีพัฒนาที่ดินตรัง กล่าวว่า โดยปกติที่นี่เกษตรกรมีการทำการเกษตรคือทำนาอยู่แล้ว รวมทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเป็นนาแปลงใหญ่ด้วย การที่ทางกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาส่งเสริม เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของเกษตรกรซึ่งมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะลดต้นทุนการผลิต แต่ในพื้นที่ของเกษตรกรหมู่บ้านนาข้าวเสีย ดินยังขาดปริมาณอินทรีย์วัตถุ สถานีพัฒนาที่ดินตรัง จึงได้เข้ามาแนะนำให้เกษตรกรนำวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ก็เป็นการลดต้นทุนในระดับหนึ่ง เช่น ในส่วนของน้ำหมักก็จะมีทั้งสูตรผัก สูตรปลาและผลไม้ ตัวเกษตรกรเองจะไปขอเศษผักผลไม้และปลาต่างๆ จากตลาดโดยไปคุยกับพ่อค้าแม่ค้าให้เก็บไว้ให้ เพื่อนำมาทำน้ำหมักไว้ใช้ แต่ตัวปุ๋ยหมักจะใช้พวกฟางข้าวทะลายปาล์ม และมูลไก่แก่ เพราะบางพื้นที่มีการเลี้ยงไก่ มูลหมู เราเข้ามาส่งเสริมจนขณะนี้สามารถทำให้เกษตรกรลดต้นทุนได้ประมาณ 10 - 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นผลดีต่อเกษตรกรอย่างมาก
"บนพื้นที่ของนายชิดชัย ชุมสุด นอกจากการทำนาข้าวแล้วยังนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นข้าวสารแพ็กขายให้กับคนในชุมชน โรงพยาบาล และกำลังต่อยอดสู่โรงเรียน เพราะการผลิตข้าวอินทรีย์เป็นความต้องการของตลาดในปัจจุบันที่ผู้บริโภคหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น นอกจากต้นทุนการผลิตต่ำแล้ว คุณภาพของข้าวยังดีและปลอดภัยต่อตัวผู้ผลิตและผู้บริโภคอีกด้วย จากความร่วมมือกันของเกษตรกรและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ส่งผลให้วันนี้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนการผลิต ขับเคลื่อนการใช้วัสดุเหลือใช้มาทำเป็นปุ๋ยชีภาพให้กับเกษตรกรภายในกลุ่ม รวมถึงต่อยอดกันในชุมชนเพิ่มช่องทางหารายได้ให้มีความมั่นคงในอนาคต" นางสาวนภา กล่าว.