ข่าวสะเทือนขวัญวงการสีกากี และผู้ที่ติดตามข่าวตำรวจให้อกสั่นขวัญแขวน คงจะหนีไม่พ้น ข่าวมือปืน สะกดรอยตามมายิง "ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ" อดีตนายตำรวจ จอมแฉ ขณะขับรถจอดหน้าบ้านที่ อ.เมืองสงขลา กระสุนเข้าจุดตาย 3 นัด เสียชีวิตคาที่

หากย้อนกลับไปดูประวัติของ "ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ" ก็โลดโผน เสี่ยงบาทาอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็คงไว้ซึ่งเจตนาดี และอยากเห็นบ้านเมืองอยู่ภายใต้ความยุติธรรม ทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียงเรื่องราวทั้งร้ายและดีของ “ผู้กองจอมแฉ วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ”

เส้นทางสีกากีของ “ผู้กองจอมแฉ วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ”

เส้นทางของ ร.ต.อ.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ นั้น เคยเป็นนักเรียนพลตำรวจ ยะลา รุ่น 46 กองร้อยที่ 6 รับราชการครั้งแรกปี 2539 ที่สภ.กรงปินัง จังหวัดยะลา

ก่อนสร้างวีรกรรมห้าวหาญ ในการปะทะสู้รบ เมื่อปี 2547 และได้ความดีความชอบ เลื่อนชั้นเป็นนายตำรวจ สัญญาบัตรยศ ร.ต.ต.ในปี 2554 จากการพิจารณาของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ขณะเป็น ผบช.ภ.9 และดำรงตำแหน่งที่ กองกำกับสืบสวนสงขลา มีผลงานการจับกุม คดีอาญา และเหตุระเบิดเมืองสงขลา 11 จุด เมื่อประมาณปี 2552

ร.ต.อ.วัชรินทร์ ถูกสั่งปลดออกจากราชการ ฟ้องผู้บังคับบัญชา

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 ร.ต.อ.วัชรินทร์ ได้ซื้อบ้านพร้อมที่ดินแห่งหนึ่ง แต่กลายเป็นว่าที่ดินแห่งนั้นมีผู้ครอบครองปรปักษ์อาศัยอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว และไม่ยอมย้ายออกไป

ร.ต.อ.วัชรินทร์ จึงจับกุมตัวผู้ครอบครองปรปักษ์ ด้วยการไพล่หลัง แล้วมัดมือด้วยเชือกมัดสายเคเบิล เพื่อให้ร้อยเวรช่วยไกล่เกลี่ย (ร.ต.อ.วัชรินทร์ รับสารภาพว่ากระทำผิดจริง) แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ผู้ครอบครองปรปักษ์กลับแจ้งความดำเนินคดี ร.ต.อ.วัชรินทร์ ในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว จนศาลพิพากษาให้ ร.ต.อ.วัชรินทร์ ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 50,000 บาท จำคุก 6 เดือน โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และตกเป็นผู้กระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ 2547

ร.ต.อ.วัชรินทร์ จึงตัดสินใจแจ้งความฟ้องกลับ ผู้บังคับบัญชาของตัวเอง ที่ไม่ได้ทำตามขั้นตอน ไม่ได้สอบข้อเท็จจริง ซึ่งจากการฟ้องกลับผู้บังคับบัญชานี้เอง ทำให้ ร.ต.อ.วัชรินทร์ ถูกสั่งปลดออกจากราชการ ทำให้ ร.ต.อ.วัชรินทร์ มองว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกคณะกรรมการสอบสวนกลั่นแกล้ง ใช้อำนาจโดยมิชอบ

โดย ร.ต.อ.วัชรินทร์ ได้โพสต์ขอความเป็นธรรม ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพราะที่ผ่านมาเคยทำตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ไม่เป็นผล โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติว่า การกระทำของ ร.ต.อ.วัชรินทร์ ถือได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วร้ายแรง การที่มีคำสั่งปลดออกจากราชการถูกต้องเหมาะสมแล้ว

โดย ก.ตร. มีมติว่า พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา มีคำสั่งที่ 181/2559 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2559 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ร.ต.อ.วัชรินทร์ ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว

ต่อมา ร.ต.อ.วัชรินทร์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤมิชอบกลาง ว่า พล.ต.ต.กฤษกร กับพวก ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีเจตนากลั่นแกล้ง ร.ต.อ.วัชรินทร์

...

กระทั่งวันที่ 19 ม.ค.2562 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษา โดยศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 (พล.ต.ต.กฤษกร) ลงลายมือชื่อในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ร.ต.อ.วัชรินทร์ ชอบแล้ว

จากคำพิพากษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พล.ต.ต.กฤษกร ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยความสุจริต และไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ร.ต.อ.วัชรินทร์ แต่อย่างใด

ร้องเรียน รพ.สงขลา จน ผอ.รพ.สงขลา โดนสอบวินัยร้ายแรง

ย้อนกลับไปปี 2557 มีหญิงสาววัย 20 ปี ได้คลอดบุตรที่โรงพยาบาลสงขลาแล้วเสียชีวิต จากนั้นไม่นาน มีหญิงสาวอีกรายวัย 32 ปี ไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลสงขลา แล้วบุตรคลอดออกมาแขนขาพิการ

กระทั่ง ร.ต.ท.วัชรินทร์ เบญจทศวรรษ รอง สว.สส.ภ.จ.สงขลา(ตำแหน่ง ณ ขณะนั้น) กล่าวหาว่าโครงการบริจาคเข้ากองทุนพัฒนาห้องผ่าตัด โรงพยาบาลสงขลา ไม่โปร่งใส และได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลา

ต่อมา ทางกลุ่มประชาชน ได้มีการเตรียมยื่นเอกสารสอบถามว่า กองทุนพัฒนาห้องผ่าตัดตามโครงการผ่าตัดนอกเวลาโรงพยาบาลสงขลา เรียกรับเงินบริจาค มีการจดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายหรือไม่ ผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสงขลา หรือไม่ มีการสรุปบัญชีงบดุล ต่อ คณะกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสงขลา หรือไม่ และยังมีข้อสอบถามอีกจำนวนหลายข้อ

...

กระทั่งโครงการดังกล่าว ต้องยุติโครงการ และทำให้ ผอ.รพ.สงขลา โดนสอบวินัยร้ายแรง และป.ป.ช.ชี้มูลตามมา ถือว่า ประวัติของตำรวจชื่อ วัชรินทร์ นั้น ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

วิจารณ์ตำรวจยับ!

ต่อมา ร.ต.อ.วัชรินทร์ ยังวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่หลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น รถกระบะของสถานีตำรวจที่ติดชื่อ สน.ผิด มิหนำซ้ำ ยังขับได้ไม่ถึงไหน ไซเรนบนรถหลุดกลางทาง, การปฏิบัติหน้าที่ของนายตำรวจบางรายที่ไปปฏิบัติภารกิจหมูป่า 13 ชีวิต และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย จนทำให้นายพลสีกากีทั้งหลายหวั่นๆ ไหวๆ นั่งไม่ติดอยู่หลายครา.