เกษตรกรชาว อ.ละงู จ.สตูล ทดลองปลูกกะหล่ำปลีเจ้าแรก โดยปลูกแซมยางพาราปรากฏว่า ประสบผลสำเร็จ ได้ผลดีเกิดคาด เตรียมขยายพื้นที่เพิ่มหวังขายในพื้นที่...
เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกร ชาวอ.ละงู อยากให้ชาวบ้านในจ.สตูลได้บริโภคกะหล่ำปลีที่สดใหม่ เพราะโดยปกติแล้ว กะหล่ำปลี ที่บริโภคกันอยู่นั้น ผลผลิตได้มาจากภาคเหนือ ซึ่งกว่าจะเดินทางมายังผู้บริโภคในแถบภาคใต้โดยเฉพาะที่จ.สตูลซึ่งอยู่ใต้สุด ส่งผลให้กะหล่ำปลีไม่สดใหม่ มีราคาสูงจากราคาต้นทุนการขนส่ง จึงหันมาทดลองปลูกกะหล่ำปลี โดยปลูกแซมในสวนยางพาราปรากฏว่า ได้ผลดีเกิดคาดเตรียมขยายพื้นที่เล็งเป้าหมายตลาดในพื้นที่
นายยุทธนา ทองมี อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 228 ม.1 ต.น้ำผุด อ.ละงู จ.สตูล ได้ใช้พื้นที่สวนยางม.8 ต.ละงู อ.ละงู มาปลูกกะหล่ำปี หลังจากที่ได้ไปศึกษาดูงานทางภาคเหนือ แล้วเห็นแปลงปลูกกะหล่ำปลี จึงมีแนวคิดที่นำมาปลูกในพื้นที่ของตนเอง โดยทดลองนำเมล็ดพันธุ์ที่มีขายในท้องตลาด ที่เป็นพันธุ์เบอร์ 2 เป็นกระหล่ำปีพันธุ์หนัก ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศ โดยใช้วิธีการดูแลและกำจัดศัตรูพืชด้วยระบบธรรมชาติ เช่นการปล่อยให้หญ้าขึ้นในแปลงผักเพราะแมลงจะมากินดอกหญ้า ใช้น้ำหมักชีวภาพในการกำจัดศัตรูพืช และเป็นการให้ปุ๋ยไปในตัวด้วย
...
เกษตรกรผู้ปลูกกะหล่ำปลี กล่าวต่อว่า ตนทดลองปลูกกะหล่ำปลีโดยใช้พื้นที่ว่างระหว่างร่องสวนยาง โดยสวนยาง1ร่องสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้ 6 แถว พื้นที่1ไร่ ตนปลูกกระหล่ำปลีไป 4,000 ต้นแต่ละแถวจะปลูกแบบทดลองทั้งหมด เช่น แบบขังน้ำ แบบน้ำน้อย แบบใช้ฮอร์โมนเร่งห่อ และจากการทดลองปลูกครั้งแรกถือว่าประสบผลสำเร็จพบว่ากะหล่ำปลีชอบดินเหนียวปนร่วนซุย ซึ่งอุ้มน้ำได้ดีกว่า กะหล่ำปลีชอบความชื้นรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ช่วง10 โมงเช้าและ 3 โมงเย็น
นายยุทธนา กล่าวอีกว่า สาเหตุที่หันมาปลูกกะหล่ำเพราะมองเห็นว่า ชาวบ้านได้รับประทานกะหล่ำปลีที่ไม่สด กว่าจะมาถึงสตูลผ่านการลอกเปลือกมาแล้วหลายชั้น จนมาถึงสตูลก็เหลือชั้นในสุด จึงอยากให้ได้รับประทานกะหล่ำปลีแบบสดๆ มองตลาดในสตูลเป็นอันดับแรก โดยกะหล่ำปลี 1 ไร่ให้ผลผลิตประมาณ 4-5 ตัน ตนถือว่าอยู่ได้เพราะนอกจากได้หัวกะหล่ำซึ่งตก ก.ก.ละ 25 บาทแล้ว เมื่อตัดหัวออกยังสามารถนำแขนงของกระหล่ำปลีไปขายได้อีก ก.ก.ละ 80-90 บาท โดยที่ต้องตามต่อไป คือ กะหล่ำปลีของตนตกหัวละ 1.1 ก.ก.ต้องดูตลาดบ้านเราว่าชอบขนาดไหน ส่วนตัวมองว่าการทดลองครั้งแรก ก็ประสบผลสำเร็จแล้วเตรียมที่จะขยายปลูกในพื้นที่ ต.น้ำผุด อ.ละงู ต่อไป.