มาตรฐานถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ของกรมทางหลวง ที่ใช้น้ำยางข้นอยู่ที่ กม.ละ 1.2 ล้านบาท

แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะขอปรับแก้ให้เอาน้ำยางสดมาใช้แทนน้ำยางข้น ราคาค่าทำถนนเลยกระโดดขึ้นไปเป็น 2.1 ล้านบาท

แพงต่างกันเพราะ ถนนสูตรใช้น้ำยางสด มีการใช้สารเคมีดัดแปลงสภาพที่ผสมลงในน้ำยางสด มีราคาแพงกว่าสูตรใช้น้ำยางข้นหลายเท่าตัว

เนื่องจากการทำถนนสูตรนี้ มีบางบริษัทแอบไปจดสิทธิบัตรผูกขาดมาไว้ล่วงหน้า รอเพียงงบประมาณรัฐออกมา...ใครจะทำถนนน้ำยางสด ต้องซื้อสารดัดแปลงสภาพจากบริษัทตัวเท่านั้น

หลายคน อาจนึกสงสัย ...ทำไมมาตรฐานของกรมทางหลวงถึงเจาะจงเลือกใช้น้ำยางข้น ไม่เห็นใจชาวสวนยางที่ขายน้ำยางสดเหรอ

เหตุผลหนึ่ง ถนนสูตรน้ำยางข้นไม่มีสิทธิบัตรผูกขาด ค่าสารผสมถูกกว่า ต้นทุนต่ำกว่า

อีกเหตุผลในแง่ธุรกิจ การนำน้ำยางข้นมาใช้มีมาตรฐานคุณภาพที่แน่นอน น่าเชื่อถือมากกว่า

เพราะธรรมชาติของน้ำยางสด มีน้ำ 70% มีเนื้อยาง 30% แถมน้ำยางสดมีการแข็งตัวภายใน 3 ชั่วโมง...ในขณะที่น้ำยางข้น น้ำมีน้อย เพราะถูกสกัดทิ้งไปบางส่วน

คราวนี้ลองหลับตานึกภาพดู ถ้าเอาน้ำยางสดจากระยองมาทำถนนที่ลพบุรี เราจะเสียเงินค่าขนน้ำ 70% มาเททิ้งให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไปเพื่ออะไร ประเทศจะไม่ขาดดุลการค้าโดยเปล่าประโยชน์เหรอ

อีกประเด็น น้ำยางสดแข็งตัวเร็ว จะไม่ให้แข็งตัวต้องเติมแอมโมเนียลงไป แต่ละสวนเติมไม่เท่ากัน ใช้มาตรฐานกูเอง คิดเอง ทำเอง แถมคุณภาพน้ำยางแต่ละสวนเนื้อยางยังไม่เท่ากัน เอามาผสมเทรวมกัน การใช้งานยากที่จะควบคุมคุณภาพมาตรฐานถนนได้

เมื่อควบคุมคุณภาพน้ำยางไม่ได้ มาตรฐานถนนที่ออกมาจะเป็นอย่างไร...ทำไปถนนเกิดมีปัญหา ผลลัพธ์ที่ตามมา ถนนพาราซอลย์ซีเมนต์ไม่ดีจริง โครงการล้มเหลว ถูกยกเลิก

...

ที่บอกว่าเกษตรกรจะขายน้ำยางสดไปได้ยาวๆเลยแห้ว...ส่วนคนขายสารเคมีดัดแปลงสภาพ รวยสะดื้อปลิ้นไปล่วงหน้าก่อนแล้ว.

สะ–เล–เต