เฒ่าขายยาผู้ถูกกล่าวหาว่าขืนใจเด็กอายุ 13 ปีที่พิการทางมอง ให้การปฏิเสธไม่ได้ทำ อ้างย่าเด็กกุเรื่องหวังแบล็กเมล์เอาเงิน ด้าน ตร.เจ้าของคดี เผยผลตรวจร่างกายเด็กไม่พบการข่มขืนและเชื้ออสุจิ...

จากกรณีนางพร (นามสมมติ) อายุ 51 ปี ชาวบ้าน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ย่าของเด็กหญิงน้ำฝน (นามสมมติ) อายุ 13 ปี พิการทางสมองถูกนายเอก (นามสมมติ) หมอเฒ่าขายยาสามัญประจำบ้านวัย 86 ปี ที่บ้านอยู่ติดกันลวงหลานสาวไปข่มขืนในบ้านนานนับชั่วโมง รวม 3 ครั้ง ก่อนปล่อยตัวเด็กออกมาทางประตูหลังบ้าน พร้อมยัดเงินใส่มือ 300 บาท ไว้ซื้อขนมกิน แต่มีข้อแม้ห้ามนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกให้ใครฟัง ไม่เช่นนั้นจะฆ่าให้ตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่าน หลังญาติทราบเรื่องเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับหมอเฒ่ารายนี้ให้ถึงที่สุด และเดินสายร้องสื่อมวลชนให้ช่วยติดตามข่าว เกรงเรื่องจะเงียบและไม่ได้รับความเป็นธรรม

ความคืบหน้าเรื่องนี้ ต่อมาเมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 ต.ค. พ.ต.อ.ปรีชา ปัญญาเลิศ ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด ได้เรียก พ.ต.ท.เกษม จอมพงศ์ รอง ผกก.สอบสวน เข้าพบพร้อมให้นำสำนวนคดีเรื่องนี้ เข้าชี้แจงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนรับทราบถึงความคืบหน้าของคดีที่เกิดขึ้น

พ.ต.ท.เกษม จอมพงศ์ รอง ผกก.สอบสวน ผู้ดูแลสำนวนคดีที่เกิดขึ้นทั้งหมด กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้เรียกนายเอก หมอเฒ่าที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย และพยานแวดล้อมที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเข้ามาสอบปากคำ โดยหมอเฒ่ารายนี้ปฏิเสธเสียงแข็งไม่ได้ข่มขืนเด็กหญิงพิการทางสมองแต่อย่างใด ตามที่ย่าของเด็กและญาติเข้าแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่าอายุมากแล้วและไม่มีเรี่ยวแรงจะไปทำอย่างนั้นได้ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะย่าของเด็กกุเรื่องขึ้นมา เพราะต้องการจะแบล็กเมล์เรียกเงินจากตนเป็นเงินถึง 1 แสนบาท ส่วนที่พูดกันว่าตนขอจ่ายให้เพียง 1 หมื่นบาทนั้น เพราะไม่ต้องการให้เรื่องมันฉาว หรือต้องการขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ส่วนที่บอกว่าตนเตรียมเก็บข้าวของหนีนั้นก็ไม่เป็นความจริง ทุกวันนี้ยังเปิดบ้านขายยาสามัญอยู่เลย

...

รอง ผกก.สอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ กล่าวด้วยว่า คดีนี้มีข้อสงสัยว่า เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ทางย่าและญาติของเด็กเข้าแจ้งหลังเรื่องเกิดไปแล้วร่วมสัปดาห์ อีกทั้งจากการเก็บคราบอสุจิของผู้ต้องสงสัยไปตรวจ และการตรวจอวัยวะเพศของเด็กหญิงผู้เสียหาย ผลตรวจของแพทย์ออกมาก็ไม่พบร่องรอยของการถูกข่มขืน โดยเรื่องนี้จะต้องเรียกย่าของเด็กและคนในครอบครัวมาสอบสวนอีกรอบ เพราะต้องการพิสูจน์หาความจริงให้กระจ่าง หากฝ่ายใดแจ้งความเท็จก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ฐานแจ้งความเท็จทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย.