คดีพงส.สภ.บ่อผุด เกาะสมุย ไปพลิกศพอดีตผช.พยาบาลผูกคอตาย แล้วถูกฟ้องข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เหตุไม่ได้แจ้งแพทย์ แต่ทำปลอมเอกสารว่าร่วมกับแพทย์ชันสูตรแล้ว ศาลฯตัดสินจำคุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ส.ค.61 ที่บัลลังก์ 2 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 จ.นครศรีธรรมราช องค์คณะผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังก์ เพื่ออ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ ที่ อท.21/2561 

คดีนี้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร้อยตำรวจเอกศุภชัย เอ่งย่อง อายุ 34 ปี รองสารวัตร(สอบสวน)สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เป็นจำเลยในฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ทำเอกสารปลอม ปลอมเอกสารของทางราชการ

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2555 จำเลยซึ่งรับราชการตำรวจมียศร้อยตำรวจโท เป็นพนักงานสอบสวนเวรของสถานีตำรวจภูธรบ่อผุด ได้รับแจ้งเหตุคนผูกคอตาย เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 123/80 หมู่ 1 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

หลังรับแจ้งจำเลยได้เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ พบศพของนางสาวณัฐนรี เมลกุล ผู้ช่วยพยาบาลโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง อยู่ในบ้านหลังดังกล่าว จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทางคดี มีหน้าที่ต้องแจ้งแพทย์เวรของโรงพยาบาลในพื้นที่เกิดเหตุ มาร่วมชันสูตรศพ

แต่ปรากฏว่า จำเลยไม่ได้แจ้งแพทย์ให้มาร่วมทำการชันสูตรศพในที่เกิดเหตุ แต่ได้บันทึกในเอกสารการตรวจที่เกิดเหตุว่า ตนในฐานะพนักงานสอบสวนได้ร่วมกับแพทย์เวร ร่วมทำการชันสูตรศพในที่เกิดเหตุ แต่กลับนำศพส่งไปยังโรงพยาบาลในภายหลัง

ต่อมา นายชัยโย เมลกุล และนางนิตยา สาเล๊ะ บิดามารดาของผู้ตาย ได้เข้าร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ถึงพฤติกรรมหรือการกระทำดังกล่าวของจำเลย ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เสนอพนักงานอัยการยื่นฟ้อง ร.ต.อ.ศุภณัฐ เป็นจำเลยต่อศาลนี้

...

ศาลได้อ่านคำพิพากษาว่า พิจารณาจากการเบิกความ พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เป็นพนักงานสอบสวน มีหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อรับแจ้งความในกรณีดังกล่าว จำเลยมีหน้าที่ต้องแจ้งแพทย์ให้มาร่วมชันสูตรศพ และกรอกข้อความที่เป็นจริงในเอกสารของทางราชการ 

แต่กลับไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบ กลับทำการพลิกศพหรือชันสูตรศพตามลำพัง จากนั้นได้บันทึก หรือกรอกข้อความ ลงในเอกสาร ว่าตนได้ร่วมกับแพทย์ทำการพลิกศพผู้ตาย ซึ่งเป็นการกรอกข้อความอันเป็นเท็จ ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงจำเลยได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลในภายหลัง

พฤติกรรมของจำเลย จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเสียหาย ครอบครัวของผู้ตายได้รับความเสียหาย 

พิพากษาให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกระทำของจำเลยจะเข้าข่ายละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลยไม่ได้มีเจตนาทุจริต ประกอบกับ จำเลยได้ร่วมบรรเทาผลร้ายให้แก่ครอบครัวผู้ตาย เป็นเงิน 1 แสน 3 หมื่นบาท สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ลงโทษทางวินัยแก่จำเลยทางหนึ่งแล้ว โดยการไล่ออกจากราชการ รวมทั้งจำเลยไม่เคยต้องโทษทางอาญาใดๆ มาก่อน โทษจำคุกจึงให้รออาญาไว้เป็นเวลา 2 ปี