ข่าว
100 year

พบโกงอีก เงาะป่าซาไก ก็โดนด้วย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 เม.ย. 2561 05:42 น.
SHARE

เลขากกอ.ห่วง30วันทำไม่ทันสอบปลัดพม.

โผล่อีกโกงเงินคนจน คราวนี้หากินกับเงาะป่าซาไก ขอบัตรประชาชนนำไปถ่ายเอกสารแล้วทำเรื่องเบิกเงินหลวงคนละ 2,000 บาท แต่จ่ายจริงแค่ 1,000 บาท ป.ป.ท.ลุยเทือกเขาบรรทัด สอบปากคำ 5 เงาะป่า พบหลักฐานโกงกันโจ๋งครึ่ม ผวจ.พัทลุงเต้น สั่งนายอำเภอสอบเอาผิด ส่วนที่ นครพนม ป.ป.ท.เสนอต้นสังกัดย้าย ผอ.ศูนย์ฯ กับ ผอ.โรงเรียนออกจากพื้นที่ อ้างเพื่อความสะดวกในการสอบสวน

ยิ่งขุดยิ่งเจอขบวนการโกงเงินคนจน ล่าสุดพบอีกราย โกงได้แม้กระทั่งเงาะป่าซาไก โดยผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ (ป.ป.ท.) เขต 9 ได้เดินทางเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด จ.พัทลุง เพื่อสอบปากคำชาวมันนิ หรือ “เงาะป่าซาไก” ที่อาศัยอยู่ตามเพิงไม้ภายในป่าเทือกเขาบรรทัด หมู่ 7 ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง หลังรับรายงานว่ามีการทุจริตในโครงการช่วยเหลือคนจนเกิดขึ้น มีชาวมันนิเข้ามาให้ปากคำ 5 คน ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกตนทั้ง 5 คน เพิ่งได้รับบัตรประจำตัวประชาชนจากทางการ ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.พัทลุง มาพบขอบัตรประจำตัวประชาชนไปถ่ายเอกสารแล้วมอบเงินให้คนละ 1,000 บาท กระทั่งมาทราบความจริงว่าเจ้าหน้าที่จ่ายเงินไม่ครบ ซึ่งพฤติกรรมการทุจริตคล้ายกับจังหวัดอื่นๆ คือเจ้าหน้าที่ทำเรื่องเบิกเงินให้กับชาวมันนิคนละ 2,000 บาท แต่จ่ายจริงคนละ 1,000 บาท เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เขต 9 จะได้สอบสวนหาตัวผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อไป

นางอุบล ทองสลับล้วน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง กล่าวถึงข่าวการทุจริตเงินสงเคราะห์กลุ่มมันนิ หรือ “เงาะป่าซาไก” ว่า เมื่อปี 2559 ทางสำนักงานฯ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมจาก อบต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง เพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มมันนิ 5 ครอบครัว ครอบครัวละ 1,000 บาท ทางสำนักงานฯ ร่วมกับ อบต.ทุ่งนารี ได้นำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือกลุ่มมันนิในพื้นที่เทือกเขาบรรทัด หมู่ 7 ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน ต่อมาในปี 2560 ได้ให้เงินช่วยเหลือเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมแก่กลุ่มมันนิอีก 5 ครอบครัว ครอบครัวละ 1,000 บาท ในวันที่ 3 เม.ย. 2560 โดยเจ้าหน้าที่ อบต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน ได้นำชาวมันนิมารับเงินที่สำนักงานพัฒนาสังคมฯ ผู้รับเงินทั้ง 5 ครอบครัว เป็นผู้มีบัตรประชาชนทุกคน ส่วนหน่วยงานอื่นที่สังกัดในกระทรวงการพัฒนา สังคมฯจะมีส่วนทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมของกลุ่มมันนิด้วยหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ

นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลุง เผยว่า ได้รับทราบข่าวจากนางอุบล ทองสลับล้วน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุงแล้ว เบื้องต้นทราบว่า ป.ป.ท.ได้เข้าไปตรวจสอบความไม่โปร่งใสของการช่วยเหลือกลุ่มมันนิในพื้นที่ ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน ผลการตรวจสอบพบว่ากลุ่มมันนิทั้ง 5 ครอบครัว ได้รับเงินช่วยเหลือเพียงครอบครัวละ 1,000 บาท จากเงินช่วยเหลือที่ระบุไว้ครอบครัวละ 2,000 บาท ตนได้สั่งการให้นายธีระพงศ์ ช่วยชู นายอำเภอป่าบอน เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกลุ่มมันนิแล้ว จากนั้นจะรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบต่อไป ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของการทุจริตเงินช่วยเหลือดังกล่าวในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพัทลุง ทางจังหวัดฯ จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเพราะเป็นบทบาทและหน้าที่ของ ป.ป.ท.ที่จะตรวจสอบในเรื่องนี้ แต่หากการทุจริตในครั้งนี้เป็นความจริง ตนก็รู้สึกสลดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อเข้ามารับตำแหน่งได้เน้นย้ำถึงความโปร่งใส และสุจริตต่อข้าราชการและพนักงานของรัฐมาอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายเกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เขต 5 เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตการเบิกจ่ายเงินของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.นครพนม ว่ามีชาวบ้านผู้เสียหายกว่า 500 คน มากสุดคือ อ.นาหว้า มากถึง 270 คน รองลงมาคือ อ.นาทม 140 คน ที่มีการเบิกจ่ายเงินรวมทั้ง 12 อำเภอ เป็นเงินกว่า 1.7 ล้านบาท เบื้องต้นพบมีหลักฐานความผิดชัดเจน เชื่อได้ว่ามีการทุจริตเบิกจ่ายเงินจริงในส่วนของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.นครพนม ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนรวม 15 คน เพื่อเอาผิดกับนางสุคลธ์ ศรีสงคราม ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.นครพนม รวมถึงเจ้าหน้าที่การเงิน และเจ้าหน้าที่จัดทำเอกสารฐานความผิดทุจริต นอกจากนี้ ยังมีนายหลักชัย วงษ์หมอก ผอ.โรงเรียนเพียงหลวง 10 ต.หนองซน อ.นาทม จ.นครพนม เป็นบุคคลในหลักฐานคลิปที่มีการออกมาพูดคุยกับชาวบ้านให้ปิดบังข้อมูลการทุจริต ถือว่าเป็นผู้สนับสนุน

นายเกรียงไกรเผยอีกว่า หลังจากนี้ ป.ป.ท.จะมอบหมายให้คณะกรรมการไต่สวนดำเนินการสอบสวนเอาผิด และให้ผู้ถูกกล่าวหาออกมาชี้แจงในรายละเอียด เมื่อจบกระบวนการไต่สวนจะได้ลงมติสรุปพยานหลักฐาน แจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน และนำเรื่องขึ้นสู่กระบวนการของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิจารณาคดีต่อไป ส่วนเรื่องของวินัยจะมีการสรุปเสนอไปยังหน่วยงานต้นสังกัด ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการในเรื่องความผิดทางวินัยต่อไป ทั้งนี้ ในระหว่างการดำเนินการ ป.ป.ท. เสนอให้ต้นสังกัดมีคำสั่งให้นางสุคลธ์ ศรีสงคราม ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.นครพนม รวมถึงเจ้าหน้าที่การเงินและเจ้าหน้าที่จัดทำเอกสาร และนายหลักชัย วงษ์หมอก ผอ.โรงเรียนเพียงหลวง 10 ออกจากพื้นที่ไปช่วยราชการที่สำนักงานต้นสังกัด เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการภายใน 90 วัน ในส่วนของพื้นที่จังหวัดอื่นๆที่มีปัญหาจะมีการพิจารณาดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในแนวทางเดียวกันทั้งหมด

พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวถึงกรณี รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตั้งกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรงกับปลัดกระทรวงและรองปลัดกระทรวง พม. กรณีทุจริตเงินศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่กระจายไปทั่วประเทศ ว่า การตั้งกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรงกับผู้บริหารระดับสูงไม่มีผลให้การตรวจสอบของ ป.ป.ท.ต้องหยุดชะงัก ขณะนี้ ป.ป.ท.ยังคงต้องตรวจสอบไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ส่วนเส้นทางการเงินจากการทุจริตที่ถูกส่งต่อไปยังบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ต้องรอฟังผลการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของสำนักงาน ปปง. ส่วนผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วหากพบมีความเกี่ยวข้องสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ เพราะอายุความในคดีทุจริตไม่ได้หมดลงพร้อมกับการเกษียณราชการ

“วันที่ 2 เม.ย.นี้ ป.ป.ท.จะประชุมชุดปฏิบัติการที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อสรุปภาพรวมการตรวจสอบก่อนนำเสนอให้บอร์ด ป.ป.ท.มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิดอาญา เบื้องต้นพบหลักฐานส่อทุจริตเกือบครบ หากศูนย์คุ้มครองฯแห่งใดตรวจสอบไม่พบหลักฐานความผิด ป.ป.ท.จะแถลงข่าวอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่ายังมีศูนย์ฯที่ไม่ทุจริตอยู่บ้าง ส่วนกรณี ป.ป.ช. ต้องการดึงสำนวนการทุจริตจ่ายเงินสงเคราะห์ของ พม.ไปตรวจสอบเองทั้งหมดนั้น หาก ป.ป.ช.มีมติให้ ป.ป.ท.โอนสำนวนคดีทั้งหมดก็ไม่ขัดข้อง ขอให้มีมติอย่างเป็นทางการส่งถึงบอร์ด ป.ป.ท. แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งให้โอนสำนวน ป.ป.ท.ยังคงต้องตรวจสอบหลักฐานให้ครบทั้ง 76 ศูนย์ทั่วประเทศ” พ.ท.กรทิพย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 53 จังหวัดที่พบการทุจริตงบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ประกอบด้วย ขอนแก่น เชียงใหม่ บึงกาฬ หนองคาย สุราษฎร์ธานี ตราด น่าน สระแก้ว อุดรธานี สระบุรี อยุธยา กระบี่ ตรัง ร้อยเอ็ด ยะลา พัทลุง ชุมพร สุรินทร์ อ่างทอง พิษณุโลก ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สงขลา นราธิวาส มหาสารคาม ลำพูน นครราชสีมา อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี นครพนม กาฬสินธุ์ พิจิตร ราชบุรี นครปฐม มุกดาหาร ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก อุทัยธานี สตูล ลพบุรี หนองบัวลำภู ศรีสะเกษ กำแพงเพชร พังงา สกลนคร จันทบุรี เลย ชลบุรี ภูเก็ตและปัตตานี

โดยบอร์ด ป.ป.ท.อนุมัติไต่สวนแล้ว 17 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น บึงกาฬ หนองคาย น่าน ตราด สุราษฎร์ธานี เชียงราย อุบลราชธานี ตรัง กระบี่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ นครพนม และชัยภูมิ เหลืออีก 23 จังหวัด กำลังตรวจสอบ นอกเหนือจากการตรวจสอบ “การทุจริตงบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง” ป.ป.ท. ยังมีการตรวจสอบงบอื่น ๆ โดย บอร์ด ป.ป.ท. อนุมัติตั้งอนุกรรมการไต่สวนอีก 2 เรื่อง “สหกรณ์สันกำแพง จ.เชียงใหม่” และ “นิคมสร้างตนเอง จ.บุรีรัมย์” หลังพบหลักฐานการทุจริตงบประมาณด้วย รวมทั้งหมด 19 เรื่องและ 94 บุคคล ที่บอร์ดตั้งอนุกรรมการไต่สวน

นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ตนทราบเรื่องจากนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) แล้วว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ประสานขอข้าราชการระดับ 11 ของ ศธ.ให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่ง ซึ่ง นพ.ธีระเกียรติ ได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานสอบ เนื่องจากตนเคยตรวจสอบเรื่องทุจริตหลายโครงการใน ศธ. และขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อจะไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการชุดนี้รวมตนด้วยจะมีทั้งหมด 5 คน ภายในสัปดาห์หน้าจะให้ฝ่ายเลขาฯนัดคณะกรรมการทั้งหมดมาหารือกัน เพื่อจะได้มาวางแผนในการตรวจสอบ

นายสุภัทรกล่าวต่อว่า ไม่หนักใจเรื่องจะต้องไปตรวจสอบกรณีนี้ เพราะยังไม่เห็นพยานหรือหลักฐานต่างๆว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตนทำงานตรงไปตรงมาทำงานตามพยานหลักฐานที่มี และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่กังวลคือเรื่องของเวลา เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ของ ศธ.ที่ระบุว่าให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยหรือทางอาญาโดยเร็ว ต้องให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ดังนั้นถ้าคณะกรรมการชุดนี้อาจจะต้องขอพยานหลักฐานเพิ่ม หรือผู้ถูกกล่าวหามีข้อโต้แย้งในประเด็นใดๆและขอให้สอบเพิ่ม จะทำให้เวลากระชั้นชิด อีกทั้งเดือน เม.ย.นี้มีวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์อีก จึงกังวลว่าการสอบจะใช้เวลาเกิน 30 วัน แต่ก็ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ช่วงสงกรานต์อาจจะต้องมีการสอบด้วย

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1โกงเงินคนจนเงาะป่าซาไกป.ป.ท.พัทลุง

คุณอาจสนใจข่าวนี้