จากความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้ปิดกั้นคนภายนอกได้รับรู้ถึงสิ่งดีงามที่มีอยู่....!
โดยเฉพาะศิลปะพื้นบ้านที่เรียกว่า “ระบำบาติก” จากการนำผ้าบาติกลวดลายสีสันสวยงาม เป็นสินค้ามีชื่อ จ.นราธิวาส มาตัดเป็นชุดเสื้อผ้าให้ผู้แสดงสวมใส่
ถ้าให้สวยงามเพริศพริ้งยิ่งขึ้น ต้องนำเครื่องประดับการแสดงศิลปะพื้นบ้านชนิดอื่น มาเสริมแต่งให้ผู้ชมแลดูสะดุดตายิ่งขึ้น อาทิ ข้อแขน ต่างหู สร้อยคอ เข็มขัด กำไล และปิ่นปักผม
สำหรับยุคนี้ต้องยกให้ น.ส.เสริมศิริ มะเอียด ครูชำนาญการพิเศษ ประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ หลังจากบรรจุเป็นครู ร.ร.ศึกษาสงเคราะห์นราธิวาส ได้จุดประกายให้ชาว อ.แว้ง รุ่นใหม่ๆรู้จักระบำชนิดนี้มากขึ้น
โดยหลังเลิกเรียนได้นำความรู้จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ จ.สงขลา สอนเยาวชนไทยพุทธ-มุสลิม ที่สนใจด้านศิลปะการแสดง จำนวน 31 คน แยกเป็นการรำมโนราห์ 25 คน ระบำบาติก 6 คน จนย่างเข้าสู่ปีที่ 13 เยาวชนมีความชำนาญ หน่วยงานต่างๆจึงขอความร่วมมือนำไปแสดงในพิธีเปิดงานหรือกิจกรรมต่างๆ
น.ส.เสริมศิริ กล่าวถึงแนวคิด ระบำบาติก เกิดจากเห็นผ้าบาติกมีความสวยงาม เป็นสินค้าโอทอปลือชื่อของ จ.นราธิวาส จึงนำมาประยุกต์ตัดเป็นเสื้อผ้าให้นักเรียนสวมใส่แสดงในกิจกรรมต่างๆ
สำหรับท่าเต้น จับอาการจากขั้นตอนการผลิตผ้าบาติกนำมาใช้ ไล่ตั้งแต่การขึงผ้า ประทับลวดลายลงบนผ้า การลงสี จนถึงการย้อมสีผ้า การซักผ้า สุดท้ายไปจบที่ขั้นตอนตากผ้าไว้กลางแดด
บทเพลงบรรเลงเข้าจังหวะ ก็ผสมผสานจังหวะเพลงกึ่งมาลายูกับเพลงพื้นถิ่นภาคใต้ ให้แลดูอ่อนช้อยงดงาม นอกจากนี้ยังนำระบำบาติกและมโนราห์ มาบูรณาการจัดแสดงในหัวเรื่องต่างๆที่ไม่ซ้ำกัน
สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการศิลปะพื้นบ้านแบบพหุวัฒนธรรมไทยกับมุสลิม ให้เกิดเป็นความบันเทิง แต่สำคัญที่สุดยังช่วยให้พื้นที่เกิดความสามัคคี นำมาซึ่งสันติสุขอย่างยั่งยืน.....!
...
ณรงค์ นวลสกุล